โอกาสทองของทีมฟุตบอลอังกฤษระดับกลาง

ความแข็งแกร่งของทีม big 6 ในพรีเมียร์ลีกเป็นสิ่งที่หลายคนทราบดี ในฤดูกาลที่ผ่านมายิ่งประจักษ์ชัดเพราะ 4 ใน 6 ทีมเข้าชิงกันเองทั้งฟุตบอลถ้วยเล็กและถ้วยใหญ่ของยุโรป โดยที่สโมสรฟุตบอลจากลีกอื่น ๆ ไม่เคยทำได้มาก่อน ในฟุตบอลลีกเองก็เป็นเรื่องยากที่ทีมระดับรองจะสามารถแทรกตัวเข้าไปจบอันดับ 1-6 ของตารางได้เพราะทีมทั้งหกนั้นมีทั้งเม็ดเงิน นักเตะชั้นดีและผู้จัดการทีมมากฝีมือ แต่มาปีนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปเชลซีเสริมทัพไม่ได้และอาร์เซน่อลก็มีเม็ดเงินไม่เพียงพอต่อการทำทีม m88 ดูท่าจะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะเจาะให้ทีมระดับรองเหล่านี้ได้มีโอกาสลุ้นอันดับหัวตารางเสียจริง ๆ

เอฟเวอร์ตัน ทีมท็อฟฟี่สีน้ำเงินเป็นทีมเต็งที่จะทำภารกิจนี้สำเร็จมากที่สุด พวกเขามีผู้เล่นชั้นดี มีเจ้าของสโมสรที่ร่ำรวยและพร้อมจะให้ทุนในการเสริมเขี้ยวเล็บของทีม มาจนถึงตอนนี้เอฟเวอร์ตันได้ตัวอังเดร โกเมส มาจากบาร์เซโลน่าแล้วและกำลังลุ้นดึง เคิร์ท ซูม่า จากเชลซี ให้ความสนใจมัลคอล์มจากบาร์ซ่ารวมทั้งกำลังหว่านล้อมนิโกลาส เปเป้จากลีลล์อีกราย

เลสเตอร์ ซิตี้ องค์รวมของทีมจิ้งจอกสยามค่อนข้างน่าพอใจทั้งการได้กุนซือมากฝีมืออย่างเบร็นแดน ร็อดเจอร์สมาคุมทีม ผู้เล่นแกนหลักก็อยู่กันเกือบครบแถมเพิ่งคว้าตัวยูริ ตีเลอมองค์จากโมนาโก จัดการสอย อโยเซ่ เปเรสจากนิวคาสเซิ่ลและเชื่อว่าพวกเขายังจะไม่หยุดเสริมทัพเพื่อลุ้นอันดับไปเล่นฟุตบอลยุโรปอย่างแน่นอน

เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ทีมขุนค้อนเสียนักเตะไปหลายคนหนึ่งในนั้นคือคีย์แมนอย่างมาร์โก อาร์เนาโตวิช แต่พวกเขาก็เล็งตัวแทนไว้อย่างสมน้ำสมเนื้อโดยเป้าหมายก็คือกอนซาโล่ อิกวาอินกองหน้ามากประสบการณ์ชาวอาร์เจนไตน์ ซึ่งถ้าได้ตัวดาวยิงจากยูเว่มาร่วมทีมจริงประกอบกับหากซื้อผู้เล่นเข้ามาเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปได้และผู้เล่นแกนหลักของทีมกลับมาฟิตกันครบอันดับ 4-6 น่าจะลุ้นกันมันหยดเลยทีเดียว

วูฟแฮมตัน วันเดอร์เรอร์ส ทีมหมาป่าโชว์ฟอร์มได้เซอร์ไพรส์เหลือเกินในปีแรกบนเวทีพรีเมียร์ลีกนักเตะเนื้อหอมของทีมอย่างรูเบน เนเวส, ราอูล ฆิเมเนซ ที่ว่ากันว่าอาจเนื้อหอมในซัมเมอร์นี้กลับไม่มีทีมใดยื่นข้อเสนอซื้อตัว หากทั้งสองดาวดังรวมทั้งนักเตะแกนหลักของทีมคนอื่น ๆ อยู่กันครบและได้ดิเอโก้ คอสต้าจากแอตเลติโก้ มาดริดมาจริง ๆ ต้องบอกว่านี่คือหอกข้างแคร่ที่มองข้ามไม่ได้เลย

วัตฟอร์ดและบอร์นมัธ ด้วยสถานะทางการเงินและขนาดทีมของทั้งสองสโมสรความเป็นไปได้ในการลุ้นแย่งอันดับหัวตารางค่อนข้างลำบากกว่าทีมอื่น ๆ ที่เรากล่าวมา แต่อย่าลืมว่าทั้งสองทีมนี้เล่นฟุตบอลด้วยทีมเวิร์คและนักเตะที่เล่นกันมานานอย่างเข้าขารู้ใจก็พอมีสิทธิ์ให้ลุ้นแบบไกล ๆ อยู่เหมือนกัน

หากทีมอันดับรองเหล่านี้มองว่านี่คือโอกาสทองที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย ๆ และพยายามทุ่มสุดตัวเพื่อทำอันดับสู้กับทีมในกลุ่ม big 6 คงต้องบอกว่าพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลที่จะถึงนี้คงจะทวีความเข้มข้น ยกระดับให้ลีกฟุตบอลอังกฤษยิ่งแข็งแกร่งและน่าดูขึ้นไปอีกอย่างแน่นอน

ดิ๊ก ลอว์ ชายผู้ก่อให้เกิดตำนาน 40+1

อาร์เซน่อลสโมสรใหญ่แห่งกรุงลอนดอนเคยเป็นสโมสรระดับแม่เหล็กที่บรรดาดาวดังอยากย้ายไปร่วมทีม ด้วยชื่อชั้นของผู้จัดการทีมอย่างอาร์แซน เวนเกอร์บวกกับสถานะของสโมสรที่มั่นคงจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ในช่วงระยะเวลาสิบห้าปีที่ผ่านมาพวกเขาเคยเกือบได้ตัวทั้งคริสเตียโน่ โรนัลโด้และเลโอเนล เมสซี่มาแล้ว แต่กรณีของทั้งคู่ไม่ปรากฏเป็นข่าวดังเหมือนอย่างกรณีของหลุยส์ ซัวเรส เคสของเหยินจอมกัดแม้ไม่บรรลุข้อตกลงได้จริงแต่ก็กลายเป็นประเด็นที่ทั้งโลกฟุตบอลไม่มีวันลืมกับเหตุการณ์ 40 ล้านกับอีก 1 ปอนด์อันลือลั่นสั่นสะเทือนวงการฟุตบอล

ในปี 2013 ลิเวอร์พูลที่สถานะของทีมในตอนนั้นเป็นเพียงทีมลุ้นโควต้าแชมเปี้ยนส์ลีกถูกสโมสรระดับลุ้นแชมป์อย่างอาร์เซน่อลป่วนหนักด้วยการแสดงเจตจำนงค์ว่าจะเอาหลุยส์ ซัวเรสให้ได้ ซึ่งซัวเรสเองก็มีใจอ้อนวอนสโมสรให้ปล่อยตัวเขาไปซบทีมปืนใหญ่เพราะเห็นว่าอยู่กับทีมหงส์แดงโอกาสได้แชมป์สักรายการเป็นอะไรที่ยากจนแทบเป็นไปไม่ได้ ทว่าทีมหงส์แดงไม่ต้องการเงิน 25 ล้านปอนด์ที่อาร์เซน่อลเสนอให้ ข่าวตอนนั้นว่าพวกเขาตั้งค่าฉีกสัญญาศูนย์หน้าอุรุกวัยไว้ที่ 40 ล้านปอนด์ขึ้นไป ทีมการเงินของอาร์เซน่อลไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยื่นเงินให้มากกว่า 40 ล้านปอนด์เท่านั้นพวกเขาจึงยื่นข้อเสนอ 40 ล้านกับอีก 1 ปอนด์ให้ลิเวอร์พูลพิจารณา แน่นอนว่านี่มันคือการไม่ให้ความเคารพต่อสโมสรลิเวอร์พูลแถมยังดูขี้เหนียวสุด ๆ แทนที่จะเป็น 40.5 หรือ 41 ล้านปอนด์ให้ดูสวย ๆ แต่ทีมปืนใหญ่กลับเลือกวิธีหัวหมอ ความขี้เหนียวนี้ของอาร์เซน่อลถูกจอห์น เฮนรี่เจ้าของสโมสรลิเวอร์พูลออกมาตำหนิแกมเสียดสีเลยว่า “พวกเขาเสพย์อะไรเข้าไป พวกเขาเมาควันอะไรกัน?” ข่าวนั้นนำมาซึ่งความอับอายแก่ทีมปืนใหญ่และเป็นที่มาของรหัส 40+1 กับ 40+1senal ที่พูดกันอย่างสนุกปากจนถึงทุกวันนี้

ผ่านมา 6 ปี ดิ๊ก ลอว์ หัวหน้าทีมบริหารนโยบายซื้อขายนักเตะของ 40+1senal เพิ่งเอะใจนึกขึ้นได้ว่าเรื่องนี้มันช่างเสื่อมเสียจึงเพิ่งไหวตัวแล้วออกมาแก้ข่าวกับสื่อในเดือนกรกฏาคม 2019 นี้ว่าเรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง ตัวเลข 40 ล้านปอนด์ไม่ใช่ค่าฉีกสัญญาแต่มันคือเงื่อนไขในสัญญาที่ระบุว่าหากทีมใดต้องการเปิดฉากการหารือกับผู้บริหารของลิเวอร์พูลเกี่ยวกับตัวเจ้าเหยินต้องแสดงความจริงใจยื่นข้อเสนอเข้าไปเกินตัวเลขนั้นก่อน พูดง่าย ๆ คือมันมีไว้เพื่อให้ทั้งสองทีมได้เปิดฉากพูดคุยกันเท่านั้น ต่ำกว่าตัวเลขดังกล่าวทีมหงส์แดงจะไม่ยอมเจรจาและ 40 ล้านบวกหนึ่งปอนด์หรือ 45 ล้านปอนด์มันก็มีค่าเท่ากันเพราะตัวเลขนี้ไม่ใช่ราคาค่าตัวนักเตะ ซัวเรสไม่ได้มีค่าฉีกสัญญาแต่อย่างใด

ไม่ทราบว่าเป็นคำสาปอะไรสโมสรอย่างอาร์เซน่อลถึงได้ทำอะไรเชื่องช้า ผิดจังหวะจะโคน ทำเรื่องพิลึก ๆ ไปเสียหมด หกปีผ่านไปผู้รับผิดชอบตัวจริงของเรื่องนี้เพิ่งจะออกมาแก้ข่าวปล่อยให้สโมสร ตัวอาร์แซน เวนเกอร์ รวมทั้งบอร์ดบริหารเป็นตัวโจ๊กที่ถูกสื่อและแฟนบอลล้อเลียนมานานโข การเปิดเผยความจริงในเวลานี้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้เลยเพราะเหตุการณ์ 40+1 เป็นตำนานของโลกฟุตบอลไปแล้วและแม้จะมีความจริงมาหักล้างแต่แฟนฟุตบอลก็ยังคงชื่นชอบ 40+1 และยังจะนำมาเล่นกันต่อไปเพราะเรารู้สึกว่ามันฮาเกินกว่าจะลบออกจากความทรงจำ

สูตรสำเร็จฉบับ FC Barcelona

“รูปแบบ” เป็นตัวกำหนดตัวแปร วิธีการ จนไปถึงผลลัพธ์ที่ตามมา รูปแบบหลาย ๆ อย่างที่ตายตัว ใช้งานได้จริง ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเราเรียกกันว่าสูตรสำเร็จ สูตรสำเร็จเหล่านี้อยู่ในทุกสิ่งรอบตัวเราไม่ว่าจะเป็นคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ แต่ใครจะนึกว่าสูตรสำเร็จฉบับซื้อตัวซูเปอร์สตาร์จะมีอยู่ในวงการฟุตบอลด้วย สูตรสำเร็จที่ว่านี้มีวิธีการอย่างไรและใครใช้มันได้ผลบ้างมาดูกัน

เอฟซี บาร์เซโลน่าเป็นสโมสรยักษ์ใหญ่ที่มีพร้อมทั้งสนามแข่งขันความจุมหาศาล ความสำเร็จระดับประเทศ ระดับทวีปหรือแม้แต่ระดับโลกก็ได้ครองมาแล้ว ถิ่นคัมป์ นูคือศูนย์รวมนักฟุตบอลระดับฝีเท้าเหนือมนุษย์ เต็มไปด้วยนักฟุตบอลระดับแม่เหล็กผู้ซึ่งมีดีกรีเป็นนักเตะทีมแชมป์โลก เป็นเบอร์ต้น ๆ ของโลก หรือนักเตะยอดเยี่ยมรางวัลฟีฟ่า บัลลงดอร์ จะเรียกว่าสโมสรใหญ่ในแดนกระทิงดุไม่เคยขาดนักเตะระดับซูเปอร์สตาร์เลยก็ว่าได้ ส่วนสำคัญที่ทำให้พวกเขาไม่เคยขาดแคลนนักเตะชั้นดีก็คือความร่ำรวยของสโมสรและความสำเร็จที่เป็นชิ้นเป็นอัน จับต้องได้ แทบทุกฤดูกาลพวกเขาจะมีถ้วยรางวัลประดับตู้โชว์ของสโมสรอย่างน้อย ๆ ก็หนึ่งใบจนเป็นเรื่องธรรมดาไปเลย ดังนั้นไม่ว่าพวกเขาต้องการนักเตะของทีมไหนกว่า 80-90% มักจะไม่พลาดได้เซ็นสัญญาเสมอ แต่ถึงกระนั้นบางสโมสรก็ไม่ได้อยากเสียดาวดังของพวกเขาให้กับทีมเจ้าบุญทุ่มแม้จะเป็นเงินก้อนใหญ่ขนาดไหนก็ตาม

กรณีนักเตะอยากย้ายไปบาร์เซโลน่าแต่ต้นสังกัดพยายามรั้งไว้เกิดขึ้นบ่อย ๆ เพราะทุกสโมสรไม่อยากเป็นลูกไล่ถูกบาร์ซ่าดูดนักเตะชั้นดีออกจากทีมไปเรื่อย ๆ สโมสรต่าง ๆ จึงพยายามแข็งข้อโดยตั้งค่าตัวนักฟุตบอลคนนั้น ๆ ให้แพงลิบลิ่วทำให้เป็นอุปสรรคในการปิดดีล และแทบทุกครั้งที่เกิดกรณีเช่นนี้จะมีเหตุการณ์แบบเดจาวูเกิดขึ้นเหมือน ๆ กันช่วงเริ่มเก็บตัวฝึกซ้อมปรี ซีซั่น หลายคนให้คำนิยามสิ่งนี้ว่า “สูตรสำเร็จของบาร์ซ่า” ในปี 2011 เชส ฟาเบรกัส ปี 2017 ฟิลิเป้ คูติญโญ่ และ อุสมาน เด็มเบเล่ ปี 2019 อองตวน กรีซมันน์กับเนย์มาร์ ทุกรายนามตามไทม์ไลน์แสดงออกถึงความไม่เป็นมืออาชีพพยายามแข็งข้อกับต้นสังกัดด้วยการไม่ไปรายงานตัวเข้าแคมป์ฝึกซ้อมก่อนเปิดฤดูกาลเพื่อบีบให้ต้นสังกัดยินยอมปล่อยตัวพวกเขาให้บาร์เซโลน่าแต่โดยดี

หากจะบอกว่าบาร์เซโลน่ามีส่วนรู้เห็นกับความประพฤติเช่นนี้ของนักเตะคงจะเป็นการกล่าวหาที่ร้ายแรงเกินไป แต่ถ้าถามอาร์เซน่อล, ลิเวอร์พูล, โบรุสเซีย ดอร์ทมุน พวกเขาต่างเคยจวกทีมต่างดาวออกสื่อตรง ๆ เลยว่าแอบเจรจากับนักเตะลับหลังต้นสังกัด มีการยุยง เป่าหูให้นักเตะของพวกเขาก่อกบฏ ล่าสุดแอตเลติโก้ มาดริดสโมสรร่วมลา ลีก้าไม่ยอมให้บาร์ซ่าทำตัวเป็นขาใหญ่อีกต่อไป กรณีหายหัวไม่ไปรายงานตัวของกรีซมันน์ถึงจุดแตกหัก พวกเขาออกแถลงการณ์โจมตีบาร์ซ่าและเตรียมนำเรื่องนี้รายงานต่อทั้งยูฟ่าและฟีฟ่าเพื่อพิจารณาบทลงโทษต่อไป

เจ้าข้าเอ๊ยยยย! เร่เข้ามาๆ ซุป’ตาร์เหล่านี้เรามีไว้ขาย

ผ่านพ้นวันที่ 1 กรกฏาคม 2019 นับเป็นการเข้าสู่ช่วงซื้อขายนักเตะอย่างเป็นทางการ บรรดาทีมใหญ่น้อยต่างมีโปรเจ็คในใจกันแล้ว แต่แผนงานที่วางไว้จะไม่สามารถบรรลุตามเป้าหมายได้เลยหากดึงนักเตะที่ต้องการเข้าสู่ทีมไม่ได้ผ่องถ่ายนักเตะขาออกไม่สำเร็จ ทั้งสองกระบวนการมีความเกี่ยวข้องเป็นตัวแปรของกันและกัน ยิ่งโดยเฉพาะในทีมใหญ่การขายซูเปอร์สตาร์ในทีมออกเพื่อนำเม็ดเงินมาดึงซูเปอร์สตาร์คนใหม่เข้าสู่ทีมนั้นจำเป็นอย่างยิ่ง และนี่ก็คือบรรดาซุป’ตาร์ที่ถูกสโมสรใหญ่แปะป้ายขายในซัมเมอร์นี้

รัดย่า นาอิงโกลัน ตัวแสบหัวโมฮ็อกหมดอนาคตกับอินเตอร์ มิลานแน่นอนแล้วเนื่องจากมีปัญหาด้านวินัย แต่ในด้านฝีเท้าไม่มีใครปฏิเสธว่าเขาคือกองกลางบ็อกซ์ทูบ็อกซ์ที่ดีที่สุดคนหนึ่งในยุโรป อินเตอร์ฯ ที่รับมือกับนักเตะจอมป่วนไม่ไหวจึงแปะป้ายขายที่ 35 ล้านยูโรหวังระดมทุนเอาไปเป็นค่าตัวโรเมอู ลูกากูรุ่นน้องในทีมชาติของเขานั่นเอง

เมาโร อิคาร์ดี้ ดูเหมือนอินเตอร์ฯ จะเป็นทีมที่เต็มไปด้วยแบดบอย กองหน้าเจ้าปัญหาชาวอาร์เจนไตน์เองก็เป็นอีกคนที่ทีมงูใหญ่ไม่คิดจะเลี้ยงไว้อีกต่อไปเหตุผลก็เพราะด้านวินัยเช่นเดียวกัน อิคาร์ดี้ถูกแปะป้ายราคาไว้ที่ 65 ล้านยูโรและมียูเวนตุสทีมเดียวที่ยังด้อม ๆ มอง ๆ แม้จะรู้ว่าเสี่ยงแต่ทีมม้าลายคงต้องขอลอง

เมซุต โอซิล ซุป’ตาร์ขาลงของอาร์เซน่อลเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้งบประมาณของทีมปืนใหญ่จำกัดอยู่แค่ 40 ล้านปอนด์เพราะเขารับค่าเหนื่อยอยู่ที่ 350,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ถ้าสโมสรผ่องถ่ายเขาออกไปได้แบบยืมตัวทีมจะมีงบให้อูไน เอเมอร์รี่จับจ่ายนักเตะเพิ่มถึงปีละ 18.5 ล้านปอนด์และหากขายเขาออกไปได้ตามราคาที่ตั้งไว้จะได้เงินอีกไม่ต่ำกว่า 50 ล้านปอนด์ เสียก็แต่ยังไม่มีทีมใดแสดงความสนใจนี่สิ

คีแรน ทริปเปียร์ แบ็คขวาจอมบุกของท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์เป็นนักเตะที่เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ต้องการปล่อยตัวในซัมเมอร์นี้เพราะยังมีราคาดี ประกอบกับเล่นเกมรับไม่ได้ดังใจจึงถูกวางราคาไว้ที่ 35 ล้านปอนด์โดยมีนาโปลีกับยูเวนตุสเปิดโต๊ะเจรจาอยู่

มัลคอล์ม ปีกกึ่งกองหน้าชาวบราซิลจริง ๆ แล้วเป็นที่ชื่นชอบของแฟนบอลบาร์เซโลน่าพอสมควร แต่สโมสรกำลังเจรจากับหลายทีมเพื่อขายเขาออกไปและมีข่าวว่าเจ้าตัวเป็นฝ่ายร้องขอขึ้นบัญชีย้ายทีมเองด้วยซ้ำ เพราะการไม่ติดทีมชาติในขณะที่เพื่อน ๆ คว้าแชมป์โคปา อเมริกาทำให้มัลคอล์มเกรงว่าในทัวร์นาเม้นต์หน้าอย่างฟุตบอลโลกเขาจะไม่ถูกเรียกไปติดทัพเซเลเซา บาร์ซ่าจึงแจ้งต่อทุกทีมที่สนใจว่ามัลคอล์มมีค่าตัวอยู่ที่ 40 ล้านยูโรลดหย่อนได้ตามสมควร

นักเตะระดับซูเปอร์สตาร์เหล่านี้ยี่ห้อตัวจริงทีมชาติ มีแชมป์ติดมือ จึงหายห่วงเรื่องฝีเท้าที่ผ่านการการันตีมาแล้วว่าเหลือกินเหลือใช้ ยามที่ต้นสังกัดยินดีจะขายนี้เป็นโอกาสดีที่ทีมระดับเดียวกันหรือทีมระดับรองลงไปมีสิทธิ์ได้ตัวในราคาถูกกว่าความเป็นจริง ซึ่งสุดท้ายแล้วรายนามเหล่านี้จะลงเอยกับสโมสรใดก่อนตลาดปิดเราคงได้ทราบไปพร้อม ๆ กัน

ตัวเลือกที่สามบัลลงดอร์ 2019

หลังจากจบเกมสุดท้ายของฤดูกาลที่สนามว่านต๋า เมโทรโปลิตาโน่ในเมืองมาดริด สื่อหลายสำนักทำการคาดเดารายชื่อนักฟุตบอลผู้มีสิทธิ์คว้ารางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมของโลกหรือฟีฟ่า บัลลงดอร์ในทันที ซึ่งชื่อตัวเต็งห้าคนของปีนี้ก็หนีไม่พ้นเลโอเนล เมสซี่, เวอร์กิล ฟาน ไดจ์ค, โมฮัมเหม็ด ซาลาห์, ซาดิโอ มาเน่ และคริสเตียโน่ โรนัลโด้ที่โชว์ฟอร์มได้โดดเด่นพาสโมสรประสบความสำเร็จได้ทั้งหมด

ฟุตบอลยุโรปรูดม่านปิดฉากฤดูกาล 2018-2019 ไปแค่เพียงสองสัปดาห์ ทีมชาติเนเธอร์แลนด์พ่ายแพ้ต่อทีมชาติโปรตุเกสชวดแชมป์ในฟุตบอลรายการยูฟ่า เนชั่นส์ลีก เวอร์กิล ฟาน ไดจ์คจึงกลายเป็นเพียงตัวเต็งอันดับที่สองรองจากเลโอเนล เมสซี่ ค่อนข้างน่าเสียดายที่ทีมกังหันสีส้มไม่ได้แชมป์เพราะถ้าคว้าแชมป์ระดับนานาชาติมาได้ฟาน ไดจ์คจะเป็นตัวเต็งแบบนอนมาทันที ดังนั้นกองหลังดีกรีแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกพ่วงรองแชมป์ยูฟ่า เนชั่นส์ลีกผู้นี้จึงยังต้องรอดูบทสรุปของรายการใหญ่ที่ทวีปอเมริกาใต้ว่าคู่แข่งคนสำคัญอย่างเลโอเนล เมสซี่จะพาทีมคว้าแชมป์ระดับทวีปได้หรือไม่?

ท้ายที่สุดแล้วทีมชาติอาร์เจนติน่าคว้ามาได้เพียงอันดับที่สามของรายการ ได้เหรียญทองแดงในการแข่งขันโคปา อเมริกาแถมเมสซี่ยังโดนใบแดงถูกตะเพิดออกจากสนามและตบท้ายด้วยการวิจารณ์สมาพันธ์ฟุตบอลอเมริกาใต้อย่างรุนแรง เมสซี่กล่าวหาองค์กรใหญ่ของทวีปว่ามีการช่วยเหลือให้ทีมชาติบราซิลได้แชมป์ ทั้งยังหลุดคำว่า “คอรัปชั่น” ออกมา ซึ่งแทบไม่น่าเชื่อว่าจะหลุดออกจากปากผู้เล่นระดับนี้ แน่นอนด้วยภาพลักษณ์ต้องบอกว่าเจ้าของฟีฟ่า บัลลังดอร์ห้าสมัยจะไม่ได้รางวัลอันที่หกในปีนี้แน่นอน

หนทางสู่รางวัลอันทรงเกียรติของฟาน ไดจ์คโรยด้วยกลีบกุหลาบทันทีหลังจากเมสซี่ขุดหลุมฝังตัวเอง ทว่าหลังจากเกมชิงอันดับที่สามฟุตบอลโคปา อเมริกาผ่านไปเพียงหนึ่งวันทีมชาติบราซิลลงเตะนัดชิงชนะเลิศกับม้ามืดอย่างเปรูและเอาชนะไปได้ 3-1 ฉลองแชมป์บนแผ่นดินตัวเองท่ามกลางโมเม้นต์น่าประทับใจหลายอย่าง บัดนั้นชื่อของเพื่อนร่วมสโมสรลิเวอร์พูลอย่างอลิสซง เบ็คเกอร์กลับโผล่ขึ้นมาเป็นอีกหนึ่งตัวเต็ง หายใจรดต้นคอเวอร์กิล ฟาน ไดจ์คแบบติด ๆ เพราะเขาได้รับรางวัลถุงมือทองคำด้วยผลงานสุดหรูลงสนาม 6 เกมเสียไปเพียงประตูเดียว เท่ากับว่าอลิสซงทำแฮตทริคได้รางวัลผู้รักษาประตูยอดเยี่ยมในสามรายการที่ลงแข่งขันทั้งพรีเมียร์ลีก, ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกและโคปา อเมริกา

ก่อนทัวร์นาเม้นต์ที่บราซิลไม่มีใครนึกถึงอลิสซง เบ็คเกอร์แต่หลังจากปิดฉากการแข่งขันบนแผ่นดินเกิดเขาก็กลายเป็นตัวเลือกที่สาม เป็นม้ามืดและม้าตีนปลายที่มาแรงจี้ติดทั้งเมสซี่และฟาน ไดจ์คแบบสูสีเลยทีเดียว เพราะอลิสซงเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ขึ้นมาเองด้วยการเป็นผู้รักษาประตูคนแรกที่สามารถคว้า Golden Gloves หรือถุงมือทองคำได้สามรางวัลภายในปีเดียว นั่นจึงทำให้เวลานี้เขาคู่ควรกับรางวัลอันทรงเกียรติไม่ยิ่งหย่อนไปกว่านักฟุตบอลคนใดเลย

สัจธรรมที่เป็นจริง ‘กรรม’ คือผลของการกระทำ

วิลฟรีด ซาฮาดาวดังระดับ S ของสโมสรคริสตัน พาเลชเป็นนักเตะที่มีทั้งความเร็ว ความแข็งแกร่ง และทักษะฟุตบอลระดับสุดยอด เขาเป็นนักเตะเนื้อหอมที่หลายสโมสรจับตาอยู่โดยเฉพาะท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์กับเชลซีที่พร้อมประเคนขันหมากสู่ขอถึงถิ่นเซลเฮิร์ส พาร์ค ทว่าเมื่อต้นฤดูกาลที่แล้วสองทีมดังจากลอนดอนก็ต้องอกหักเมื่อตัวรุกทีมชาติโกต ดิ วัวร์เลือกต่อสัญญากับทีมออกไปถึงปี 2023 และสัญญาใหม่นั้นทำให้เขาได้รับค่าเหนื่อยถึง 160,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ ค่าตัวในสัญญาเดิมซึ่งมีมูลค่าแค่ 25 ล้านปอนด์ขยับขึ้นเป็น 60 ล้านปอนด์ทันทีนั่นทำให้สโมสรต่าง ๆ ต้องคิดหนักหากอยากได้ตัวเขาไปร่วมทีม

หลังจากจบฤดูกาลที่ผ่านมา วิลฟรีด ซาฮา รู้สึกอิ่มตัวกับการช่วยพาเลชที่มีเป้าหมายเพียงแค่อยู่รอดบนพรีเมียร์ลีกแล้วและรู้สึกว่าฝีเท้าของเขาคู่ควรกับการเล่นในฟุตบอลสโมสรยุโรปจึงประกาศชัดว่าอยากอำลาทีมไปหาความท้าทายใหม่กับสโมสรที่ได้เล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกหรืออย่างน้อย ๆ ก็ได้เล่นยูโรป้าลีก ความต้องการนี้ของซาฮาไม่ง่ายเลยเมื่อไม่มีทีมใดยื่นข้อเสนอให้พาเลชพิจารณาจนเหมือนคำประกาศนั้นเป็นการตบมือข้างเดียว ทีมสิงโตน้ำเงินครามถูกแบนจากฟีฟ่าไม่มีสิทธิ์ได้ตัวเขาในฤดูกาลที่จะถึงนี้อย่างแน่นอน ส่วนท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ก็ยังรู้สึกเคือง ๆ ที่ถูกหักหน้าเพราะฤดูกาลที่ผ่านมาพวกเขาเจรจากับต้นสังกัดนักเตะจนทุกอย่างลุล่วงแล้วแต่ดันติดที่ขั้นตอนสุดท้ายเพราะการเจรจาเงื่อนไขส่วนตัวล่มไม่เป็นท่า ซาฮาเล่นตัวกับสเปอร์โดยเรียกค่าเหนื่อยกว่า 210,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ซึ่งมากกว่าแฮร์รี่ เคนซูเปอร์สตาร์ของทีมด้วยซ้ำ ในท้ายที่สุดทีมดังจากลอนดอนเหนือจึงไม่เจรจาต่อและปล่อยให้เจ้าตัวขยายสัญญากับพาเลชออกไป

แต่แล้วอาร์เซน่อลก็เป็นทีมแรกที่ทำให้ซาฮาไม่ต้องคอยเก้อเมื่อทีมของอูไน เอเมอร์รี่แสดงความสนใจและขอเปิดการเจรจากับต้นสังกัดนักเตะเมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา แน่นอนว่าสโมสรระดับกลางอย่างพาเลชไม่มีนโยบายรั้งตัวผู้เล่นที่หมดใจแต่พวกเขาก็ไม่ใช่ทีมที่ปล่อยนักเตะราคาถูก ๆ ด้วยเช่นกัน ดังนั้นเมื่ออาร์เซน่อลขอให้พวกเขาแสดงราคาพาเลชจึงแปะป้ายสุดช็อกด้วยค่าตัว 80 ล้านปอนด์ถ้วน มากกว่าค่าตัวตามประเมินถึง 20 ล้านปอนด์ อูไน เอเมอร์รี่นับนิ้วอย่างไรงบประมาณในการทำทีมแค่ 40 ล้านปอนด์ของเขาก็ไม่สามารถได้ตัวดาวดังผู้นี้แน่ ๆ จึงพยายามหาทางทำให้พาเลชยอมลดค่าตัวหรือไม่ก็ต้องขายนักเตะในทีมระดมทุนเพื่อให้ได้เม็ดเงินใกล้เคียงที่สุด ความพยายามแรกของทีมปืนใหญ่จึงนำมาซึ่งความขบขันของแฟนบอลเมื่อพวกเขาทุ่มเงินทั้งก้อนเป็นข้อเสนอซื้อตัววิลฟรีด ซาฮา 40 ล้านปอนด์คือเงินเพียงครึ่งเดียวที่พาเลชตั้งไว้และอาร์เซน่อลก็ทราบดีแต่ก็พยายามทู่ซี้ยื่นเสนอไปเผื่อฟลุ๊คหรืออาจทำให้สโมสรร่วมกรุงลอนดอนด้วยกันเกิดความเห็นใจ ทว่า…นี่คือธุรกิจและแม้ผู้บริหารสโมสรทีมปราสาทเรือนแก้วจะเห็นใจทีมเบี้ยน้อยหอยน้อยแต่ก็รับข้อเสนอนี้ไม่ได้จึงปัดตกและบอกอาร์เซน่อลว่าให้ยื่นข้อเสนอที่น่าสนใจมากกว่านี้เข้ามา ไม่นานนักพี่ชายของนักเตะดังออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อว่าน้องชายของเขาเป็นแฟนบอลตัวยงของอาร์เซน่อลดังนั้นการเล่นให้ทีมปืนใหญ่จึงเป็นความใฝ่ฝันของเขา การออกมาให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ก็เพื่ออ้อนวอนขอให้สโมสรคริสตัน พาเลชเห็นใจและยอมลดค่าตัวเพื่อให้ผู้เป็นน้องได้ทำตามความฝัน

คำสัมภาษณ์นี้เป็นแค่ลมผ่านหูผู้บริหารสโมสรเท่านั้นเพราะสิ่งที่พอจะทำให้พวกเขาเงี่ยหูฟังได้คือตัวเลขที่ใกล้เคียงกับป้ายราคาเท่านั้น แน่นอนว่าตอนนี้ซาฮาคงนึกกินแหนงแคลงใจว่าถ้าตอนนั้นเขาไม่เลือกหักหน้าทีมไก่เดือยทองด้วยความอยากหยามทีมคู่ปรับของสโมสรในดวงใจป่านนี้เขาคงได้สวมยูนิฟอร์มของอาร์เซน่อลด้วยค่าตัวไม่ถึง 25 ล้านปอนด์ไปแล้ว ซึ่งนี่คือบทเรียนราคาแพง แพงจริง ๆ แพงกว่า 80 ล้านปอนด์แน่ะ