ช่วงเวลาสั้น ๆ ในโรงละครแห่งความฝัน ของโอเดียน อิกาโล่

“ผมเติบโตขึ้นมากับการดูแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเล่นผ่านทางทีวี และชอบดูการเล่นของคู่หูกองหน้า อย่างแอนดี้ โคล และดไวท์ ยอร์ค พวกเขาคือแบบอย่างให้กับการเล่นฟุตบอลของผม และความฝันสูงสุดของผมคือการได้ลงเล่น ในโอลด์แทรฟฟอร์ดซักครั้งหนึ่งในชีวิต” นี่คือคำพูดที่โอเดียน อิกาโล่ ได้ให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อปี 2016 โดยที่ไม่มีใครแม้แต่เจ้าตัวเองจะรู้ว่า ความฝันนั้นมันจะมีโอกาสเป็นจริง ในอีก 3 ปีต่อมา

เป็นที่รู้กันดีว่า สภาพทีมของปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในฤดูกาลนี้ ไม่ได้ดีนัก ทั้งเกมรุกและเกมรับ และเริ่มจะเป็นที่รับไม่ได้ของบรรดาแฟนบอล โดยมีการเดินออกจากสนามก่อนเวลา เพื่อส่งสัญญาณไปถึงบอร์ดบริหารและผู้จัดการทีม ว่ามันถึงเวลาที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับทีมเสียที ก่อนที่สถานการณ์ต่าง ๆ มันจะเลวร้ายไปกว่านี้ ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อกองหน้าตัวความหวังของทีมอย่างมาร์คัส แรชฟอร์ดมีอาการบาดเจ็บ ต้องพักยาวไปอีกคน ดังนั้นสิ่งที่โซลชาร์ต้องทำโดยด่วนคือการหากองหน้าเพื่อเข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงในแนวรุกโดยเร็วที่สุด

ตลอดหนึ่งเดือนเต็มของช่วงตลาดหน้าหนาว ปีศาจแดงมีข่าวกับนักเตะมากมาย แต่ก็เหมือนจะเป็นข่าวโคมลอยซะเป็นส่วนใหญ่ จนแฟน ๆ เริ่มที่จะเอือมระอากับการเสริมทัพของทีม และผู้เล่นที่เป็นข่าวก็ต่างปิดดีลกับสโมสรอื่นกันไปทีละรายสองราย ทั้งเออร์ลิ่ง ฮาแลนด์ที่ไปเปิดตัวด้วยแฮตทริค กับดอร์ทมุนด์ เอดิสัน คาวานี่ เตรียมย้ายไปแอตเลติโก มาดริด จนวันสุดท้ายก่อนตลาดวาย เหลือเพียงแค่โจชัว คิงส์ กับโอเดียน อิกาโล่ ที่เป็นตัวเลือกเพียงแสองคน แต่ด้วยเงื่อนไขด้านเวลาที่เหลือแค่ไม่กี่ชั่วโมง ทำให้ค่าตัวของเด็กเก่าอย่างโจชัว คิงส์ถูกโก่งขึ้นไปถึง 40 ล้านปอนด์ ซึ่งเรียกได้ว่าฟันหัวแบะเลยทีเดียว ดังนั้นจึงเหลือเพียงเค้าคนเดียว คนที่ฝันอยากจะเล่นให้ยูไนเต็ดมาตลอดชีวิตอย่าง โอเดียน อิกาโล่

ใช่ครับสุดท้ายเหลือเขาเพียงคนเดียว แต่ช้าก่อนอย่าพึ่งคิดว่าเขาคือของเหลือเลือกจากทีมอื่น เพราะกว่าจะเบียดเข้ามาเป็นหนึ่งในตัวเลือกของปีศาจแดง แน่นอนว่าเขาต้องมีดีอยู่ในตัวแน่นอน โดยคุณสมบัติทางกายภาพ เขาเป็นกองหน้าที่มีส่วนสูง 188 เซนติเมตร ร่างกายแข็งแกร่งพร้อมชน มีความเร็วสูงและคล่องตัว ไปกับบอลได้ดี รวมทั้งจบสกอร์ใช้ได้ และแน่นอนเขาพร้อมจะทุ่มเทให้กับทีมที่เขาใฝ่ฝันจะเล่นให้อย่างแน่นอน

และถ้าจะพูดถึงเรื่องประสบการณ์ เขาก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าคู่แข่งคนอื่น ๆ โดยเขาผ่านการเล่นลีกใหญ่มาแล้ว ทั้งที่อิตาลี่ กับอูดิเนเซ่ และเชเซน่า ถึงจะลงเล่นรวมกันไปแค่ 9 นัด แต่ที่อูดิเนเซ่ เขาก็เคยร่วมงานกับเพลย์เมคเกอร์คนใหม่ของทีมอย่าง บรูโน่ แฟร์นันด์ส และผ่านเกมในลาลีกา สเปน กับกรานาด้า ถึง 64 นัด (12 ประตู) ก่อนย้ายมาเล่นให้วัตฟอร์ด และยิงถึง 20 ประตูพาทีมแตนอาละวาดเลื่อนชั้นขึ้นสู่พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ และในปีแรกเขาระเบิดประตูในลีกไปถึง 15 ประตู ก่อนจะดร็อปลงในปีต่อมา จนต้องย้ายไปโกยเงินหยวนที่แผ่นดินมังกร ซึ่งที่จีนนั้นนอกจากค่าเหนื่อยมหาศาลถึงสัปดาห์ละราว ๆ 300,000 ปอนด์แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่เขาได้มาคือ ความมั่นใจ เพราะเขากลับมายิงระเบิดอีกครั้ง โดยใช้เวลา 2 ฤดูกาลครึ่ง ยิงไปถึง 46 ประตู จากการลงสนาม 72 เกม

โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ บอกว่ากองหน้าที่เขาต้องการ คือคนที่พร้อมจะทำทุกอย่างทุ่มเทสุดตัว เพื่อให้ทีมได้ประตู และเชื่อว่าโอเดียน อิกาโล่ ก็พร้อมจะทุ่มเทสุดตัวเพื่อความฝันของเขาเช่นกัน แม้ว่าความฝันนี้จะเป็นช่วงสั้น ๆ เพราะมีเพียงสัญญายืมตัวระยะเวลา 6 เดือนเท่านั้น แต่ถ้าเขาทำให้ความฝันนี้เป็นฝันที่ดี หลังจบสัญญาระยะสั้นนี้ อาจจะมีความฝันที่ดีกว่ารออยู่ก็ได้ ใครจะไปรู้

การตื่นจากโรงละครแห่งความฝัน(ร้าย) ของโรเมลู ลูกากู

“ย้ายออกจากผี ได้ดีทุกคน” คำพูดนี่ช่างเป็นคำที่เสียดแทงใจดำของเหล่าเด็กผีทุกหมู่เหล่าอย่างมาก แต่จะโต้เถียงอะไรได้ เมื่อมันมีหลักฐานให้เห็นอยู่ชัดเจน และกรณีนี้ก็เช่นกันเมื่อกองหน้าที่เป็นตัวตลกของแฟน ๆ อย่างโรเมลู ลูกากู ย้ายออกจากทีม ไปอยู่กับอินเตอร์ มิลาน

ลูกากู ถือเป็นผู้เล่นที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมจะเป็นสุดยอดกองหน้าได้ ด้วยร่างกายที่สูงถึง 190 เซนติเมตร แถมมีร่างกายที่แข็งแกร่งบึกบึน มีความเร็ว การจบสกอร์ที่เฉียบคม และเล่นลูกกลางอากาศได้ดี อีกทั้งเจ้าตัวยังมีความกระหายที่จะพัฒนาตัวเองอย่างมาก นับตั้งแต่การย้ายจากทีมบ้านเกิดอย่างอันเดอร์เลช มาสู่ถิ่นสแตรมฟอร์ด บริดจ์ของเชลซี แต่ไม่ได้รับโอกาสลงสนามมากนัก จนต้องปล่อยให้เวสบรอมวิช อัลเบียน ยืมไปใช้งาน และเมื่อเขาได้โอกาสลงสนามเขาก็ทุ่มเทอย่างมาก เพื่อพิสูจน์ตัวเอง โดยยิงให้เวสบรอมวิชไปถึง 17 ประตูจาก 35 นัด แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะเบียดกองหน้าระดับโลกอย่างเฟอร์นานโด ตอร์เรสได้อยู่ดี จนต้องออกไปหาโอกาสลงสนามอีกครั้ง ที่เอฟเวอร์ตัน ด้วยสัญญายืมตัว และเขาก็โชว์ของกดไป 15 ลูกให้เอฟเวอร์ตัน จนทีมท็อปฟี่สีน้ำเงิน ตัดสินใจกระชากตัวเขามาอยู่กับทีมถาวรด้วยเงินถึง 28 ล้านปอนด์ เมื่อเขามีโอกาสลงสนามอย่างต่อเนื่องที่เอฟเวอร์ตัน เขาก็พัฒนาตัวเองขึ้นมาอย่างมากมาย เรียกได้ว่าเป็นกองหน้าระดับแนวหน้าของลีค และเป็นกำลังหลักของเอฟเวอร์ตันและทีมชาติเบลเยี่ยม

แต่เหมือนเขาจะเอาทุกอย่างที่สร้างจากเอฟเวอร์ตัน มาทิ้งไว้ที่โอลแทร๊ฟฟอร์ด เมื่อโชเซ่ มูรินโญ่ ขอให้สโมสรดึงตัวเขามาร่วมทีม ด้วยค่าตัวสูงถึง 75 ล้านปอนด์ แต่ด้วยแผนการเล่นของมูรินโญ่ที่ขึ้นชื่อเรื่องเกมรับ ลูกากูถูกปล่อยให้โดดเดี่ยวอยู่ในแดนคู่แข่ง ภาพที่ชินตาคือการที่เห็นเขาวิ่งไล่แย่งบอลที่สาดยาวมาจากแดนหลัง อย่างโดดเดี่ยว ไม่ใช่การร่วมต่อบอลสร้างสรรค์เกมรุกกับเพื่อนร่วมทีม ทำให้ตลอดสองฤดูกาลเขายิงในลีกได้เพียง 28 ประตู สิ่งที่เลวร้ายไปกว่านั้นคือ สภาพจิตใจของลูกากูในขณะนั้น เขาไม่เหลือความมั่นใจอยู่เลย วิญญาณเพชฌฆาตของเขาเลือนหาย กลายเป็นตัวตลกของแฟน ๆ จนถูกตั้งฉายาว่า ตู้เย็น เพราะเหมือนเอาตู้เย็นไปตั้งไว้ในกรอบเขตโทษ แทบไม่มีพิษภัยใด ๆ กับฝั่งตรงข้ามเลย

และฝันร้ายของเขาได้จบลงแล้ว เมื่ออินเตอร์ มิลาน ภายใต้การคุมทีมของอันโตนิโอ คอนเต้ ทุ่มเงิน 80 ล้านยูโรดึงตัวเขาไปร่วมทีม และคอนเต้ได้ทำการปลุกวิญญาณนักล่าในตัวเขาขึ้นมาอีกครั้ง เขายิงได้ตั้งแต่นัดแรกที่ลงสนาม ความเร็ว ความมั่นใจ และเทคนิคต่าง ๆ ของเขาเปลี่ยนแปลงไปอย่างผิดหูผิดตา ปัจจุบันเขายิงให้อินเตอร์ไปแล้ว 16 ประตู เป็นที่รักของแฟน ๆ และเพื่อนร่วมทีม และที่สำคัญเขากลับมาเล่นฟุตบอลอย่างมีความสุขและมีชีวิตชีวาอีกครั้ง นับว่านี่คือการตื่นจากฝันร้ายของ โรเมลู ลูกากู อย่างแท้จริง

ทำความรู้จักกับ สตีเว่น เบิร์กไวจ์น ปีกตัวใหม่ ของไก่เดือยทอง

เปิดตัวอย่างสวยงามแล้ว ปีกคนใหม่ของทีมไก่เดือยทอง ท็อตแน่มฮอท สเปอร์ส อย่างสตีเว่น เบิร์กไวจ์น หลังจากที่เจ้าตัวทำประตูสุดสวย ช่วยให้ต้นสังกัดใหม่ของเขาชนะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ไป 2 ประตู ต่อ นับเป็นการเปิดตัวในฝันเลยก็ว่าได้ สำหรับดาวรุ่งวัย 22 ปี เราลองมาดูที่มาและที่ไปของเจ้าหนูคนนี้กันซักหน่อย

เบิร์กไวจ์น เกิดที่กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ เขาเริ่มต้นฝึกฝนวิชาลูกหนังในอคาเดมี่ ของอแจ็กส์ อัมสเตอร์ดัม ก่อนที่จะย้ายเข้าศูนย์ฝึกเยาวชนของ พีเอสวี ไอน์โฮเฟน เมื่ออายุได้ 14 ปี และได้เริ่มลงสนามให้กับทีมตอนอายุเพียง 17 ปี โดยเริ่มต้นด้วยการสลับขึ้นลงระหว่างทีมชุดใหญ่และชุดสำรอง เขาใช้เวลาสองฤดูกาลในการยึดตำแหน่งตัวจริงบนทีมชุดใหญ่ ก่อนจะวาดลวดลายลูกหนังจนเตะตาแมวมองทีมใหญ่จากทั่วยุโรป โดยเขาลงเล่นให้พีเอสวีไปทั้งหมด 112 นัด ยิงไปทั้งสิ้น 29 ประตู ซึ่งถือว่าเป็นสถิติที่ยอดเยี่ยมเลยสำหรับผู้เล่นตำแหน่งปีก

เขาตกเป็นข่าวกับทีมยักษ์ใหญ่จากลีกต่าง ๆ ทั้งแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, อินเตอร์ มิลาน, สเปอร์ส, บาเยิร์น มิวนิค รวมไปถึงดอร์ทมุนด์ที่สนใจดึงตัวเขาไปร่วมทีม ก่อนที่จะเป็นทางสเปอร์สที่ต้องการตัวเขามากกว่าหลังการย้ายทีมของคริสเตียน อีริคเซ่น รวมทั้งปัญหาอาการบาดเจ็บของผู้เล่นในแนวรุก จึงยอมทุ่มเงินจำนวนถึง 27 ล้านปอนด์ เพื่อดึงตัวเขาเข้ามาอุดร่องรอยที่อีริคเซ่นทิ้งไว้ และเขาก็ได้แสดงความสามารถให้เห็นแล้ว ด้วยการยิงประตูแรกทันทีที่ได้ลงสนาม และเป็นการยิงที่ต้องบอกเลยว่าดาวรุ่งคนนี้มีของ และเขาจะตอบแทนทีมได้คุ้มค่ากับเม็ดเงินที่จ่ายไปอย่างแน่นอน

สไตล์การเล่นของเขานั้น ถูกยกย่องและนำไปเปรียบเทียบกับฟร้องค์ ริเบรี่ ตำนานปีกชาวฝรั่งเศสของบาเยิร์น มิวนิค เลยทีเดียว ด้วยการไปกับบอลได้ดี เลี้ยงบอลติดเท้า และมีสปีดที่รวดเร็ว อีกยังทำได้ดีทั้งการจ่ายบอลให้เพื่อนร่วมทีม และการจบสกอร์ด้วยตัวเอง ด้วยสไตล์การเล่นแบบนี้เชื่อว่าจะเป็นผู้เล่นที่เหมาะกับแผนการเล่นของกุนซือโชเซ่ มูรินโญ่อย่างแน่นอน เพราะมันเหมาะกับการโจมตีเร็ว ในเกมโต้กลับโดยที่ไม่ต้องใช้ตัวผู้เล่นในการเล่นเกมรุกหลายคน ดังนั้นเชื่อว่าเขาจะมีอนาคตที่ดีในทีมของมูรินโญ่อย่างแน่นอน

สถิติต่าง ๆ ที่ผ่านมามันทำให้เห็นว่าลีกในประเทศมันเล็กเกินไปสำหรับฝีเท้าของเขาแล้ว และมันเป็นใบเบิกทางให้ตัวเขาย้ายมาที่ลอนดอน แต่นับจากนี้ไปต่างหากที่จะเป็นข้อพิสูจน์ว่าเขาสอบผ่านหรือไม่ กับลีกที่ใหญ่กว่า เกมที่เร็วและหนักหน่วงกว่า ความกดดันและความคาดหวังที่สูงกว่า เขาจะทำได้ดีแค่ไหน แต่ตอนนี้เขามีคะแนนในหัวใจแฟน ๆ ไก่เดือยทองบางส่วนแล้ว หลังจากทำข้อสอบข้อแรกได้คะแนนเต็มไปอย่างสวยงาม

ติโม แวร์เนอร์ ว่าที่กองหน้า ค่าตัวแพง แห่งบุนเดสลีกาคนต่อไป

ณ เวลาในเวทีบุนเดสลีกา เยอรมันคงไม่มีใครจะร้อนแรงเท่ากับเขาคนนี้ ฤดูกาลนี้ติโม แวร์เนอร์ ยิงประตูในลีกให้ต้นสังกัด อาร์เบ ไลป์ซิก ไปแล้วถึง 20 ประตู เป็นรองเพียงแค่โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ กองหน้าระดับโลกของบาเยิร์นมิวนิคเท่านั้น แต่เขายังพิเศษกว่าดาวยิงเสือใต้อยู่นิดหน่อยคือพ่วงสถิติแอสซิสต์ อีก 6 ลูก และที่สำคัญ แวร์เนอร์อายุเพียงแค่ 23 ปีเท่านั้นเอง

แวร์เนอร์เป็นเด็กปั้นของเฟาเอฟเบ สตุ๊ทการ์ท เขาเริ่มลงเล่นในทีมชุดใหญ่ให้กับทีมม้าขาวตั้งแต่ยังไม่จบไฮสคูลด้วยซ้ำ เพราะเขาลงสนามในบุนเดสลีกาตั้งแต่อายุเพียง 17 ปี ในวัยเด็กขนาดนั้นถ้าเป็นคนอื่น ๆ คงจะอยู่ในช่วงสร้างประสบการณ์ ลงสนามบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่แวร์เนอร์ลงเล่นให้กับสตุ๊ทการ์ทไปถึง 34 นัดรวมทุกรายการ พร้อมกับการเรียนไฮสคูลปีสุดท้ายของเขา และเขาก็เป็นตัวหลักให้กับทีมม้าขาว ตลอด 3 ฤดูกาล เขาลงสนามไปถึง 103 นัด ยิงไป 14 ประตู จนกระทั่งสตุ๊ตการ์ทตกชั้นในปี 2016 จึงเป็นทีมน้องใหม่ไฟแรงอย่างไลป์ซิก ดึงเขามาร่วมทีมด้วยค่าตัว 10 ล้านยูโร ซึ่งถึงขณะนี้เห็นได้ชัดว่ามันถูกยังกับได้เปล่าเลย

สิ่งที่ไลป์ซิกทำหลังจากได้ตัวเขามานั้น ทำให้เป็นเหมือนการใช้งานแวร์เนอร์ของสตุ๊ตการ์ท ใช้เขาเหมือนไม่ได้เปิดคู่มืออ่าน เพราะที่สตุ๊ตการ์ท ตำแหน่งของเขาคือปีก แต่ที่ไลป์ซิกเขาถูกดันขึ้นไปเล่นในตำแหน่งกองหน้า และผลลัพธ์ของมันก็ชัดเจน เพียงฤดูกาลแรกกับไลป์ซิก เขาทำประตูไปถึง 21 ลูกซึ่งมากกว่าที่ทำได้ตลอด 3 ปีกับทีมเก่าเลยด้วยซ้ำ และด้วยความที่เข้าเป็นปีกธรรมชาติมาก่อน เมื่อกลายร่างมาเป็นศูนย์หน้าสิ่งที่เขาทำได้ดีกว่ากองหน้าธรรมชาติคือการเลี้ยงบอลเพื่อสร้างจังหวะการเล่นด้วยตัวเอง เมื่อบวกกับการจบสกอร์ที่ยอดเยี่ยมด้วยเท้าทั้งสองข้าง เขาก็กลายมาเป็นกองหน้าที่อันตรายต่อแผงเกมรับคู่แข่งอย่างยิ่ง

ด้วยฟอร์มสุดฮอตของกองหน้าสัญชาติเยอรมันรายนี้ทำให้เขามีข่าวการย้ายทีมสู่ทีมใหญ่กว่าไลป์ซิกเข้ามาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และมีการประเมินกันว่า ค่าตัวของเขาอยู่ราว ๆ 67.5 ล้านปอนด์ แต่เมื่อมองรายชื่อบรรดาทีมเศรษฐีมีเงินที่หมายปองตัวเขาแล้วนั้น มีทั้งแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, ลิเวอร์พูล, เชลซีจากพรีเมียร์ลีก ปารีส แซงต์แชร์กแมงจากฝรั่งเศส และทีมมหาอำนาจในลีกบ้านเกิดอย่างบาเยิร์น มิวนิค แต่ละทีมล้วนแล้วแต่เงินถุงเงินถังทั้งนั้น ถ้าหากจะมีการย้ายทีมเกิดขึ้นเชื่อว่าค่าตัวของเขาคงจะสูงกว่าราคาประเมินแน่นอน เพราะเจ้าตัวก็พึ่งจะต่อสัญญากับทีม และไลป์ซิกเองก็คงจะไม่ยอมเสียผลประโยชน์แน่ ๆ เหลือแค่บรรดาเศรษฐีที่ดาหน้ากันมาแย่งลายเซ็นของเขานี่แหละ ว่าพร้อมจะทุ่มกันแค่ไหน คงต้องจับตาดูกัน ว่าตลาดซัมเมอร์นี้ จะมีดีลใหญ่ให้แฟนบอลฮือฮากันหรือเปล่า รอดูก้าวต่อไปของติโม แวร์เนอร์ ว่าเขาจะก้าวไปอยู่ที่ใด

อันซู ฟาติ เมื่อเจ้าหนูต่างดาว ก้าวขึ้นสู่ยานแม่

อันซูนาเม “อันซู” ฟาติ เด็กหนุ่มจากประเทศที่แทบไม่มีใครรู้จักชื่อ อย่างกินี-บิสเซา ในทวีปแอฟริกา ก่อนที่ครอบครัวของเขาจะย้ายมาตั้งรกรากในสเปน เมื่อเขามีอายุได้พียง 6 ขวบ ในขณะที่พ่อแม่ของเขาตั้งหน้าตั้งตาทำงาน สิ่งที่เจ้าหนูคนนี้ทำก็คือ การไล่เตะลูกฟุตบอล กับเพื่อน ๆ แถวบ้าน และเขาก็เริ่มสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเอง ในละแวกบ้านโดยคนแถวบ้านต่างชื่นชมในความมหัศจรรย์ของฝีเท้าเจ้าหนูคนนี้

เขาเริ่มต้นฝึกหัดฟุตบอลอย่างจริงจัง กับทีมเอร์เรรา ทีมอคาเดมี่เล็ก ๆ ก่อนจะย้ายร่วมทีมเยาวชนของเซบียา เขาอยู่กับทีมจนกระทั่งอายุ 10 ขวบ ตลอดเวลาเขาได้แสดงศักยภาพทางฟุตบอลออกมาได้โดดเด่น เกินกว่าเด็ก ๆ ในวัยเดียวกันจนเป็นที่เตะตาแมวมองของทีมใหญ่ ๆ จนเกิดการแย่งชิงตัวเขาเกิดขึ้น โดยมี 3 ทีมที่เข้ามายื้อแย่งเจ้าหนูรายนี้ คือเซบียาเองที่อยากจะรั้งตัวเขาไว้กับทีม กับอีกสองยักษ์ใหญ่อย่างเรอัล มาดริด และบาร์เซโลน่า โดยมาดริด เสนอเงินก้อนโตให้กับครอบครัวของฟาติ ส่วนบาร์ซ่านั้นเสนอการพัฒนาศักยภาพทางฟุตบอลของเขา และด้วยชื่อเสียงการสร้างเยาวชนของสถาบันลามาเซีย ก็ทำให้เจ้าตัวตัดสินใจย้ายร่วมทีมเจ้าบุญทุ่มทันที จนทำให้เซบีย่างอน ถึงกับถอดชื่อเขาออกจากรายการแข่งขันระดับเยาวชนเลยทีเดียว

จากวันนั้นถึงวันนี้ ผ่านมา 7 ปีแล้ว ที่เขาเลือกที่จะก้าวเข้ามาสู่ศูนย์ฝึกลามาเซีย และมันพิสูจน์แล้วว่าการเลือกทางเดินของเขาในวันนั้น มันเป็นการเลือกที่ถูกต้อง เมื่อปัจจุบันเขาถูกผลักดันขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ของทีม ด้วยความสามารถของเขา และสถานการณ์การบาดเจ็บของผู้เล่นตัวจริง ทำให้โอกาสของเขามาถึงอย่างรวดเร็ว และเพียงแค่ครั้งแรกที่ลงสัมผัสผืนหญ้าที่คัมป์ นู เขาก็สร้างสถิติทันที ด้วยการเป็นผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดเป็นอันดับสอง ด้วยอายุเพียง 16 ปี 9 เดือนกับอีก 25 วัน หลังถูกเปลี่ยนตัวลงสนามในเกมกับ เรอัล เบติส และอีก 7 วันต่อมาเขาก็สามารถปลดล็อกประตูแรกให้กับตัวเองได้ พร้อมกับยึดสถิติ เป็นผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดของสโมสรที่ยิงได้ในลาลีกา ด้วยการช่วยทีมตีเสมอโอซาซูน่า และสด ๆ ร้อน ๆ กับการสร้างสถิติผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดที่ยิงได้สองประตูในเกมเดียว หลังช่วยเหมา 2 ลูกให้ทีมชนะเลบันเต้ไป 2 ประตู ต่อ 1

เส้นทางในอาชีพนักฟุตบอลของเขายังอีกยาวไกล ปัจจุบันเขาเซ็นสัญญากับบาร์ซ่าพร้อมพ่วงเงื่อนไขค่าฉีกสัญญามหาศาลถึง 100 ล้านยูโรเลยทีเดียว ด้วยจำนวนเงินขนาดนี้ ด้วยความรักที่เขามีต่อบาร์ซ่า ด้วยศักยภาพทางฟุตบอลของเขา และการขัดเกลาของทีมงานลามาเซีย เชื่อได้เลยว่าเขาจะอยู่ยาวจนเป็นตำนานคนต่อไปทีมต่างดาวอย่างบาร์เซโลน่า เช่นเดียวกับที่รุ่นพี่อย่างลีโอเนล เมสซี่ ทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ถ้าไม่มีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นระหว่างทาง อีกซักสิบปีข้างหน้าเมื่อเราพูดถึงบาร์ซ่า เราจะนึกถึงหน้าของเขา เหมือนกับที่เรานึกถึงเมสซี่ในปัจจุบันอย่างแน่นอน

ตัวปัญหาหรือตัวความหวัง กับเรื่องคาราคาซังของ ปอล ป็อกบา

หลังตลาดหน้าหนาวปิดตัวลงไปเป็นที่เรียบร้อย แล้วดีลการย้ายทีมของปอล ป็อกบายังไม่เกิดขึ้น เป็นอันว่าเขายังอยู่กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดต่อไป แต่ก็ไม่รู้ว่าจะต่อไปอีกนานแค่ไหน เมื่อข่าวของเขากับทีมโน้นทีมนี้มีออกมาอยู่ตลอด และแฟน ๆ ยูไนเต็ดเองก็สุดจะเอือมระอากับพฤติกรรมของเจ้าตัวรวมทั้งผู้จัดการส่วนตัวอย่าง มิโน ไรโอล่า ผู้ขึ้นชื่อเรื่องความหน้าเงินซะเหลือเกิน

อดีตเด็กปั้นรายนี้ เคยมีเรื่องราวเกี่ยวกับผลประโยชน์และสัญญากับทีมมาตั้งแต่ถูกดันขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่ เมื่อตกลงด้านผลประโยชน์กันไม่ได้เขาจึงเลือกย้ายไปอยู่กับยูเวนตุสในอิตาลีแทน จนสุดท้ายเป็นยูไนเต็ดเองที่ต้องไปทุ่มเงินดึงตัวเขากลับมาด้วยค่าตัวสูงถึง 85 ล้านปอนด์ พร้อมค่าเหนื่อยมหาศาลของเจ้าตัว และแน่นอนว่าดีลนี้ทำให้ มิโน่ ไรโอล่ารวยเละ ด้วยเม็ดเงินขนาดนั้นทุกคนต่างคาดหวังในตัวเขาอย่างสูงลิ่วที่จะเข้ามายกระดับทีมให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง แต่สิ่งที่เขาทำกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะมันดูเหมือนว่าเขาจะสนใจเรื่องการใช้ชีวิตนอกสนามซะมากกว่าการเล่นฟุตบอล เขาดูเหมือนจะทุ่มเทให้กับโซเชียล แฟชั่น และการตัดผมซะมากกว่าการพัฒนาฟอร์มการเล่นของตัวเองและทีม จนได้รับฉายาว่าเป็นมิดฟิลด์ตัวตัดผม ไม่ใช่ตัวตัดเกม สุดท้ายฟอร์มในสนามของเขาก็ออกมาอย่างที่เห็น กระท่อนกระแท่นไม่เป็นชิ้นเป็นอัน เกมไหนเล่นดีก็ดีใจหาย เกมไหนไม่อยากเล่นก็เหมือนลงไปให้มันจบเกมซะอย่างงั้น

แน่นอนว่าเรื่องฝีเท้าของป็อกบาไม่มีใครกังขา เขาเก่งจริงสมเป็นมิดฟิลด์เบอร์ต้น ๆ ของโลกอย่างแน่นอน เพียงแต่ความกระหายและความทุ่มเทให้ทีมเท่านั้นที่มันทำให้เกิดคำถาม นอกจากการมีปัญหาส่วนตัวแล้วในฤดูกาลนี้เขายังโดนปัญหาอาการบาดเจ็บเล่นงานจนถึงขั้นต้องผ่าตัด และยังอยู่ในช่วงเวลาพักฟื้น ทำให้เขาได้ลงสนามให้กับทีมไปเพียงแค่ 8 เกมเท่านั้น ทำให้แผงมิดฟิลด์ของทีมอ่อนยวบจนต้องไปดึงบรูโน่ แฟร์นันด์สเข้ามาเสริมทีม และถ้าหากว่าฟอร์มของบรูโน่สามารถยกระดับเกมในแดนกลางของทีมได้ ถึงวันนั้นแฟน ๆ ที่สุดจะทนกับตัวเขาคงจะตะโกนเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่ต้องมีป็อกบาอยู่ในทีมก็ได้

ณ ตอนนี้ตัวของเขายังมีสัญญากับยูไนเต็ดอยู่ ยังไม่ได้ย้ายทีมไปไหน เพราะฉะนั้นอะไรก็เกิดขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นการอยู่ต่อหรือจากไป ถ้าเขาอยู่ต่อเพื่อพิสูจน์ตัวเองต่อเสียงวิจารณ์ของแฟน ๆ และเหล่าบรรดาผู้เกี่ยวข้องกับยูไนเต็ดทั้งหลาย แน่นอนว่าแผงมิดฟิลด์ของผีแดงจะแกร่งขึ้นแน่ เมื่อมีทั้งป็อกบาและบรูโน่ร่วมกันปั้นเกมรุก หรือเขาอาจจะย้ายออกไปเพื่อหาความท้าทายใหม่ ๆ อย่างที่ได้เคยให้สัมภาษณ์ไว้ และไม่ว่าเรื่องราวมันจะจบลงแบบไหน นอกเหนือจากความพอใจของสโมสรและตัวนักเตะแล้ว ปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดทิศทางของเรื่องนี้คือ ผลประโยชน์ที่มากพอของ มิโน่ ไรโอล่า นั่นเอง

2 นักฟุตบอลดังชื่อก้องโลกที่ชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

“กีฬาฟุตบอล” เป็นกีฬาสากลที่แทบทุกประเทศทั่วโลกรู้จักและให้ความนิยมชื่นชอบในการเล่นเป็นอย่างมาก มักนำมาเป็นกีฬาสำหรับการแข่งขันกันระหว่างโรงเรียน ชุมชน องค์กร สถาบันทั้งในระดับประเทศ ภาคพื้นทวีปและระดับโลก ซึ่งก็มีนักฟุตบอลอาชีพชื่อดังมากมายที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันในระดับโลก ที่ใช้ความสามารถในการเล่นฟุตบอลของพวกเขาทำมาหาเลี้ยงชีพ และสามารถพลิกชีวิตของทั้งตัวพวกเขาเองและครอบครัวให้กลายมาเป็นคนที่มีความร่ำรวยมั่งคั่ง ทั้ง ๆ ที่ชีวิตเริ่มต้นจากจุดที่อาจจะเรียกว่าจากศูนย์เลยก็ว่าได้ เราไปรู้จักกับ 2 นักเตะฟุตบอลที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลก ที่เบื้องหลังกว่าจะมาเป็นนักเตะที่เป็นที่รู้จักนั้น พวกเขาต้องผ่านอะไรกันมาบ้างกันเลยดีกว่า

1.เริ่มกันที่ ลิโอเนล อันเดรส เมสซิ กูซิตินิ นักเตะตัวเล็กพริกขี้หนูที่มีฝีเท้าที่น่ากลัวอย่างที่ใคร ๆ หลายคนทั่วโลกเรียกเขาว่า “เจ้าหนูเมสซิ” โดยเมสซิเป็นนักบอลคนหนึ่งจากประเทศอาร์เจนตินาที่เป็นขวัญใจแฟนบอลจำนวนมากบนเว็บ VWIN แถมเขายังได้รับสัญชาติจากประเทศสเปนอีกด้วย เขาเป็นนักบอลที่มีความสามารถสูงมาก ๆ ระดับโลกคนหนึ่งในยุคของเขา แต่ชีวิตวัยเด็กของเขาก็ไม่ง่ายดายเท่าไหร่นัก เมสซิเป็นเด็กที่ชื่นชอบการเล่นฟุตบอลเป็นชีวิตจิตใจถึงแม้ว่าเขาจะตัวเล็กกว่าเพื่อน ๆ ในทีมคนอื่น ๆ ที่เล่นด้วยกัน แต่ด้วยความที่เขาอาศัยฝีเท้าที่รวดเร็ว ประกอบกับความคล่องตัวที่มีก็ทำให้เขากลายเป็นนักเตะที่มีความโดดเด่นได้ไม่ยาก

แต่เนื่องจากปัญหาเกี่ยวกับฮอร์โมนการเจริญเติบโต (Growth Hormone) ทำให้หมอสั่งห้ามไม่ให้เขาเล่นกีฬา หากไม่ได้รับการผ่าตัดเสียก่อน ซึ่งทางบ้านของเขามีฐานะที่ธรรมดามาก ๆ ค่อนไปทางยากจน จึงเป็นไปได้ยากที่ครอบครัวเขาจะสามารถหาเงินมารักษาตัวให้เขาได้ ความหวังของเขาริบหรี่ลงเต็มที แต่ก็ยังโชคดีที่ด้วยศักยภาพของเขาเองไปเข้าตาคนจากสโมสรบาร์เซโลน่าเข้า ทำให้เขาได้รับการยื่นข้อเสนอการออกค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดให้แลกกับการที่เขาต้องไปเป็นนักเตะอยู่ที่ประเทศสเปน และนี่เองคือจุดเริ่มต้นของเส้นทางนักเตะฟุตบอลอาชีพของเมสซิ

2. การ์โลส อัลเบร์โต มาร์ติเนซ เตเบซ เป็นอีกหนึ่งนักเตะชาวอาร์เจนติน่าที่ชีวิตวัยเด็กของเขาต้องฝ่าฟันกับสิ่งต่าง ๆ ชนิดที่เรียกว่าสาหัสสากรรจ์เลยทีเดียว โดยเตเบซเกิดในย่านสลัม ซึ่งเป็นชุมชนแออัดแห่งหนึ่งในประเทศอาร์เจนตินา ซึ่งบ้านของเขารายล้อมไปด้วยเพื่อนบ้านที่ประกอบอาชีพผิดกฎหมาย ไล่ตั้งแต่ลักเล็กขโมยน้อย ค้าอาวุธเถื่อน ไปจนกระทั่งการค้ายาเสพติด ซึ่งตัวเขาเองก็เคยยอมรับว่าเคยติดยาอยู่ช่วงหนึ่ง แต่ด้วยความที่คิดได้จึงเลิกยาในที่สุด นอกจากนี้ในวัยที่ยังไม่ถึงหนึ่งขวบเต็มดี เขาก็ต้องพบกับอุบัติเหตุจากน้ำร้อนลวกที่บริเวณคอไปจนถึงหน้าอก นั่นทำให้เกิดรอยแผลเป็นขนาดใหญ่บนร่างกายของเขา ซึ่งยังไม่นับรวมสภาพฟันที่บิดเบี้ยวผิดรูปซึ่งเกิดจากการชกต่อยเพื่อเอาชีวิตรอดอยู่ข้างถนน

แต่น่าแปลกที่ต่อให้เขาจะมีเงินทองมากมายที่หามาได้จากการเตะฟุตบอลอาชีพสักเพียงใด เขาก็ไม่เคยคิดที่จะไปศัลยกรรมบาดแผลเหล่านั้นเลย โดยเขามักจะให้เหตุผลว่าแผลเป็นดังกล่าวนั้นมันช่วยย้ำเตือนให้เขาระลึกได้ว่าเขามาจากจุดไหน อีกทั้งเขายังไม่เคยบอกเลยว่าชีวิตวัยเด็กเขาไม่ดี เขาคิดว่าสิ่งที่เขาเจอมานั้นมันดีที่สุดแล้ว มันดีพอที่จะผลักดันให้เขามาอยู่ ณ จุดสูงสุดของชีวิตเขา ด้วยการเคยได้สถิติเป็นนักบอลที่มีค่าตัวสูงสุดในโลก และเขาจะมาอยู่ ณ จุดที่ดีต่าง ๆ ในชีวิตไม่ได้เลยหากไม่รับโอกาสที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตเขา นั่นก็คือการได้เข้าร่วมเป็นนักเตะของทีมกับอคาเดมี่ โบค่า จูเนียร์ส นั่นเอง

จะเห็นได้ว่าทั้ง 2 นักเตะที่กล่าวมานั้น แม้ว่าชีวิตของพวกเขาจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ด้วยความสามารถ ความมุมานะอุตสาหะ ความรักดีของพวกเขา ก็ทำให้เขาทั้งคู่สามารถสร้างทางเดินชีวิตที่ดีและมั่นคงให้กับตนเองและคนที่รักได้ในที่สุด

ฤาจะถึงเวลาปิดตำนานมหาเทพ แดนนี่ เวลเบ็ค

แดนนี่ เวลเบ็ค เป็นนักเตะที่มีทั้งความเร็ว ความคล่องตัว และทักษะฟุตบอลที่ดีเยี่ยม ในยามที่เขาฟิตสมบูรณ์เขาสามารถสร้างความปั่นป่วนให้แนวรับฝั่งตรงข้ามได้เสมอเพียงแต่อดีตกองหน้าทีมชาติอังกฤษผู้นี้มักจะไม่เคยฟิตปั๋งเกินสามเกมเลยในช่วงสองปีหลัง ปัญหาอาการบาดเจ็บเรื้อรังนี้ส่งผลให้อาร์เซน่อลไม่คิดจะต่อสัญญาและปล่อยให้แดนนี่กลายเป็นนักเตะไร้สังกัดตั้งแต่วันที่ 1 กรกฏาคม 2019

เดิมทีเวลเบ็คเป็นนักเตะที่ท่านเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสันปลุกปั้นขึ้นมา เขาโชว์ฟอร์มได้สมราคาดาวรุ่งอันดับหนึ่งของทีมชุดแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาล 2012-2013 แต่หลังจากท่านเซอร์วางมือไปเวลเบ็คก็มีช่วงชีวิตที่ลุ่ม ๆ ดอน ๆ มาตลอด เดอะ โชเซ่น วัน หรือ ดาวิด มอยส์เข้ามารับหน้าที่กุมบังเหียนแมนฯยูฯแทน โดยแนวทางการทำทีมของอดีตกุนซือเอฟเวอร์ตันคือแบบอนุรักษ์นิยมที่มุ่งเน้นจะใช้นักเตะชุดเดิมซึ่งเป็นสมบัติที่ท่านเซอร์ อเล็กซ์ฯ ทิ้งไว้ให้ แดนนี่ เวลเบ็คถือเป็นหนึ่งในนักเตะในกลุ่มที่ได้รับโอกาสจากดาวิด มอยส์มากที่สุดแม้ฟอร์มจะขึ้น ๆ ลง ๆ เล่นไม่เป็นทีม และที่เป็นเครื่องหมายการค้าเลยก็คือการโชว์สกิลชั้นสูงที่ไม่เคยประสบความสำเร็จ หนึ่งในช็อตโชว์สกิลที่แฟนบอลจำได้ดีคือการได้หลุดเดี่ยวกว่าครึ่งสนามเข้าไปดวลกับมานูเอล นอยเออร์นายทวารมือหนึ่งของทีมเสือใต้ แทนที่เขาจะยิงง่าย ๆ ไปที่มุมใดมุมหนึ่งแดนนี่กลับลากบอลจี้เข้าไปหาประตูร่างยักษ์ก่อนบรรจงชิพลูกหวังให้ข้ามหัวเข้าประตูแบบเท่ ๆ ทว่าลูกฟุตบอลที่ออกจากเท้าของเขากลับสูงแค่ระดับเอวของนอยเออร์และนายทวารอันดับหนึ่งของโลกก็ไม่พลาดปัดทิ้งออกไปแบบชิล ๆ ด้วยความที่โชว์ฟอร์มสุดฮาสื่ออย่าง devil magazine จึงตั้งสมญานามให้เขาว่า “มหาเทพเวลเบคิอุส บุตรแห่งมอยส์” ให้พ้องกับภาพยนตร์ดังแนวเทพเจ้าในช่วงเวลานั้น

หลังจากผู้ที่ถูกเลือกอย่างดาวิด มอยส์เด้งจากเก้าอี้ มหาเทพฯ ก็ไม่พ้นถูกยูไนเต็ดยุคเมก้า โปรเจ็คปล่อยตัวให้อาร์เซน่อลไปสานต่อความฮาในราคา 15 ล้านปอนด์ จะว่าไปก็ลางเนื้อชอบลางยาแทนที่จะไปสโมสรอื่นเวลเบ็คกลับเลือกจรดปากกากับทีมที่ขึ้นชื่อเรื่องนักเตะบาดเจ็บ จากนั้นชีวิตนักฟุตบอลของเขาก็วน ๆ เวียน ๆ อยู่กับโรงหมอแบบไม่ขาด ลงหนึ่งเกมเจ็บไปอีกสามเกม ลงเล่นสามเกมเจ็บไปห้าเกมอย่างนี้ร่ำไป ห้าฤดูกาลกับทีมปืนใหญ่มหาเทพฯลงเล่นไปเพียง 126 เกมยิงประตู 32 ลูกจ่ายให้เพื่อนอีก 12 ลูก เกินครึ่งเป็นการลงสนามในฐานะตัวสำรองและฤดูกาลล่าสุดได้ลงสัมผัสผืนหญ้าไปเพียง 14 เกมเท่านั้น

สภาพร่างกายในตอนนี้ของแดนนี่ เวลเบ็คทำให้หลาย ๆ สโมสรกังวลไม่กล้ายื่นข้อเสนอให้และตัวเขาเองก็ยังไม่รู้ว่าจะฟิตสมบูรณ์เมื่อไร ณ.ขณะนี้เขามีอายุ 28 ปีแล้วและหากอาการบาดเจ็บยังไม่ดีขึ้นก็มีความเป็นไปได้สูงที่เขาจะเป็นอีกหนึ่งนักเตะที่แขวนสตั๊ดก่อนวัย 30 ปีเพราะสภาพร่างกายไม่เอื้ออำนวย

ดานี่ อัลเวส บุรุษผู้เอาชนะทุกคำปรามาส

ดานี่ อัลเวส แบ็คขวาตัวเก๋าชาวแซมบ้าเป็นนักเตะระดับตำนานที่ยังโลดแล่นอยู่บนผืนหญ้าจนถึงทุกวันนี้ ธรรมดาผู้เล่นอายุเกิน 33 ปีขึ้นไปส่วนใหญ่ก็คงมองหาการรีไทร์หรือเล่นกับสโมสรระดับรองลงไปเพราะฝืนสังขารที่ร่วงโรยตามกาลเวลาไม่ไหว มีไม่มากที่นักเตะวัยนี้จะยังได้รับโอกาสเป็นตัวจริงลงบนลีกสูงสุดอย่างสม่ำเสมอ ก็นั่นแหละพวกเขาไม่ได้อยู่ในระดับเหนือมนุษย์แบบดานี่ อัลเวสนี่นา

“หมอนี่ไม่มีวันติดทีมชาติบราซิลหรอก แบ็คหอกหักอะไรแค่เลี้ยงบอลยังไม่เป็นเลย” ผู้คร่ำหวอดในวงการฟุตบอลท่านหนึ่ง(ขอสงวนนาม)เคยปรามาสอดีตแข้งบาร์เซโลน่าไว้เมื่อหลายสิบปีที่แล้ว แต่ชีวิตนักฟุตบอลของอัลเวสต่างจากคำดูแคลนนั้นคนละขั้วเลย เขาเป็นตัวจริงทีมชาติบราซิลมาตลอดนับตั้งแต่คาร์ฟูแขวนสตั๊ด ได้ย้ายจากเซบีญ่าไปอยู่กับสโมสรระดับแชมป์ไล่เรียงตั้งแต่บาร์เซโลน่า ยูเวนตุส และปารีส แซงต์ แชร์แมงตามลำดับ ในวัย 36 ปีฟูลแบ็คผู้นี้โบกมือลา PSG หลังจากช่วยทีมคว้าแชมป์ลีก เอิงได้สำเร็จและนี่คือสิ่งที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าเป็นปลายทางสุดท้ายของดานี่ อัลเวสแล้วซึ่งหากเลิกเล่นก็ถือว่าเหมาะสมและจบได้สวยไม่น้อย

พูดกันอย่างไม่อ้อมค้อมหลายคนคิดว่าในวัยขนาดนี้ดานี่ อัลเวสคงจะแก่เกินแกงและจำต้องแขวนสตั๊ดในระยะเวลาอันใกล้นี้ดีกว่าฝืนเล่นจนจบอาชีพด้วยการเป็นสำรองของทีมระดับกลางหรือเล่นในลีกรองกับทีมชื่อไม่คุ้นหู แต่แล้วแบ็คขวาทีมชาติบราซิลก็แสดงให้โลกเห็นว่าสิ่งที่เราเข้าใจนั้นผิดทั้งหมด อายุเป็นเพียงตัวเลขสำหรับเขาเพราะล่าสุดในโคปา อเมริกาเจ้าตัวโชว์ความฟิตลงเล่น 90 นาทีครบทั้ง 6 เกม ภาพที่ทุกคนได้ชมผ่านการถ่ายทอดสดคือลุงวัย 36 วิ่งไล่กวดเด็กหนุ่มรุ่นหลาน แย่งบอลเลโอเนล เมสซี่ หยุดยั้งเกมรุกฝ่ายตรงข้ามและเล่นฟุตบอลอย่างมีชีวิตชีวา จบทัวร์นาเม้นต์กัปตันทีมชาติบราซิลผู้นี้ได้ชูถ้วยแชมป์เป็นคนแรก ได้รับรางวัลผู้เล่นทรงคุณค่าของรายการและได้รับคำชมตามมาอีกมากมายโดยเฉพาะคำชมที่ว่าดูแลสภาพร่างกายได้ดีมาก ๆ ความฟิตเหมือนคนหนุ่มอายุยี่สิบต้น ๆ

สถิติของดานี่ อัลเวส ลงเล่น 727 เกม ทำประตู 50 ลูกกับ 154 แอสซิส ได้แชมป์ยูฟ่า ซูเปอร์คัพ 4 ครั้ง, UCL กับแชมป์สโมสรโลกอย่างละ 3 หน, ยูฟ่า คัพ 2 ที, 6 แชมป์ลา ลีก้า, แชมป์โคปา เดล เรย์กับสแปนิช ซูเปอร์ คัพอย่างละ 5 สมัยตอนอยู่กับเซบีญ่าและบาร์เซโลน่า แชมป์เซเรีย อากับโคปปา อิตาเลียอย่างละ 1 ครั้งกับยูเวนตุส แชมป์ลีก เอิง 2 สมัยกับอีก 1 แชมป์บอลถ้วยฝรั่งเศสตอนรับใช้ PSG ในนามทีมชาติได้แชมป์โลกชุด U-20 หนึ่งครั้ง, 2 แชมป์คอนเฟดเดอเรชั่นส์ คัพ และรายการสุดท้ายแชมป์โคปา อเมริกา 2 สมัย ปัจจุบันดานี่ อัลเวสเป็นนักเตะค่าตัวฟรีมีหลายทีมรุมจีบโดยทีมเหล่านั้นไม่สนว่าเขาจะเลี้ยงบอลเก่งกาจหรือไม่