รอยสักเพื่อบันทึกระยะห่างจากเกียรติยศ ของเมาริซิโอ ปินิลลา

งานศิลปะบนเรือนร่างอย่างการสักนั้น ผู้นิยมการสักย่อมจะมีแรงบันดาลใจต่าง ๆ กันออกไป ไม่ว่าจะเป็นความสวยงามของลวดลาย ความชื่นชอบส่วนตัว ความประทับใจ แต่สำหรับเมาริซิโอ ปินิลลา เขาเลือกที่จะจารึกความผิดหวังของเขาไว้บนเรือนร่างตัวเอง เพื่อย้ำเตือนตัวเขาเองไปตลอดชีวิต

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2014 กับการแข่งขัน เวิร์ลด์คัพ ฉบับแซมบ้า บนแผ่นดินที่ได้ชื่อว่าประเทศแห่งฟุตบอลอย่างบราซิล ในการแข่งขันรอบ 16 ทีมสุดท้าย เป็นการพบกันระหว่าง 2 ทีมจากทวีปอเมริกาใต้ อย่างเจ้าภาพบราซิล เจอกับทีมชาติชิลี การแข่งขันในเวลาปกติ จบลงที่สกอร์ 1 ประตูต่อ 1 โดยบราซิลได้ประตูออกนำไปก่อนจาก ดาวิด ลุยซ์ และถูกชิลีตามตีเสมอจาก อเล็กซิส ซานเชส ซูเปอร์สตาร์ประจำทีม จึงทำให้ต้องมีการต่อเวลาพิเศษออกไปอีก 30 นาที การแข่งขันในช่วงต่อเวลาเป็นไปอย่างสูสีทั้งสองทีมผลัดกันรุกรับ และมีโอกาสทำประตูได้พอกัน แต่สกอร์ยังเสมอกันอยู่ที่ 1 ประตูต่อ 1 จนกระทั่งนาทีที่ 119 กว่า ๆ นาทีสุดท้ายของการต่อเวลา ปินิลลา พักบอลจากการเตะขึ้นมาของผู้รักษาประตู ก่อนทำชิ่งกับอเล็กซิส ซานเชส เข้าไปสับไกบริเวณหน้ากรอบเขตโทษ ลูกบอลพุ่งแรงชนิดที่เรียกว่า ฮูลิโอ เซซาร์ ผู้รักษาประตูบราซิลไม่มีสิทธิ์ป้องกัน แต่ทว่ามันกลับพุ่งไปชนคานเข้าอย่างจัง และหลังจังหวะนั้นของเขาก็จบเกมทันที และที่มันน่าเศร้ากว่านั้น คือทีมของเขาแพ้จุดโทษ ด้วยสุดยอดฟอร์มของเซซาร์ ที่เซฟจุดโทษได้ถึง 3 ลูก และหนึ่งใน 3 คนที่โดนเซฟ ก็มีชื่อเขาอีกเช่นกัน

ด้วยความผิดหวังครั้งนี้นี่เอง เมาริซิโอ ปินิลลา จึงให้ช่างสักจารึกเหตุการณ์ครั้งนี้ลงบนแผ่นหลังของเขา โดยสักเป็นภาพที่ไม่ต้องคิดตีความหมายใด มองแล้วเข้าใจได้ทันที เพราะรูปที่เขาสักนั้น เป็นรูปจำลองเหตุการณ์การยิงชนคานของเขา พร้อมข้อความ “One centimeter form glory” หรือ “ระยะห่างจากเกียรติยศ 1 เซนติเมตร” เพื่อสะกิดเตือนใจว่าครั้งหนึ่งเขาเคยเข้าใกล้ความสำเร็จเพียงใด เพราะถ้าหากเกมนั้นลูกยิงของเขา มุดลงต่ำกว่านั้นเพียงหนึ่งเซนติเมตร วิถีของลูกและเหตุการณ์ต่าง ๆ คงจะไม่เป็นเช่นนี้ และถ้ามันเป็นประตู แน่นอนว่าไม่มีเวลาให้คู่ต่อสู้อย่างบราซิล แก้ตัวเลยแม้แต่นิดเดียว และการโค่นบราซิล เข้ารอบบนแผ่นดินบราซิลเอง ย่อมจะเป็นเกียรติยศให้แก่ชีวิตนักฟุตบอลของเขาอย่างไม่ต้องสงสัย และเมื่อมันไม่เป็นแบบนั้น ความผิดหวังมันจึงมากมายมหาศาลเช่นกัน

เมื่อเวลาผ่านไปตามหน้าที่ของมัน ผู้คนต่างค่อย ๆ ลืมเลือนเหตุการณ์นั้นไป ไม่มีใครโทษเขา เพราะรู้ว่าเขาทำดีที่สุดแล้ว แม้แต่ลูกยิงลูกนั้นก็มีแต่คนชื่นชมและกล่าวถึงในทางที่ดี มีเพียงแต่ตัวเขาที่จะจำความผิดหวังนี้ไว้กับตัวเองไปตลอดชีวิต และมันจะสะกิดเตือนใจเขาไปตลอดว่า ครั้งหนึ่งเขาเคยอยู่ห่างจากเกียรติยศเพียงแค่เซ็นเดียว เท่านั้นเอง

อัลเบอร์โต้ โมเรโน่ กับเหล่าสัตว์มหัศจรรย์ของเขา

นักกีฬาหลายต่อหลายคน ที่หลงใหลในศิลปะการสัก ในกีฬาฟุตบอลเองก็แทบจะเรียกได้ว่าแทบจะมีรอยสักบนเรือนร่างของตัวเองแทบทุกคน มีมากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่ความชอบของแต่ละคน แต่ถ้าจะกล่าวถึงคนที่มีรอยสักเต็มร่างกายไปหมด ชื่อหนึ่งที่ต้องคิดถึง ต้องมีเขาคนนี้ อัลเบอร์โต้ โมเรโน่ อย่างแน่นอน

อัลเบอร์โต้ โมเรโน่ แบ็กซ้ายชาวสเปน เป็นที่คุ้นหน้าคุ้นตาของแฟนบอลบ้านเรา เพราะเขาคืออดีตผู้เล่นของทีมหงส์แดงลิเวอร์พูล ซึ่งปัจจุบันเล่นอยู่ในประเทศบ้านเกิด กับสโมสรบียาเรอัล นอกจากฟุตบอลแล้วสิ่งที่โมเรโน่รักคือการสักรูปต่าง ๆ ลงบนเรือนร่างของเขา แน่นอนว่าเขาสักรูปต่าง ๆ ไว้บนร่างกายเยอะมาก แต่วันนี้เราจะมาดูรอยสักรูปสัตว์แปลก ๆ ของเขา ซึ่งเป็นที่กล่าวถึงอย่างมาก ในแง่ของความแปลกประหลาด และสร้างความแปลกใจให้กับผู้คนที่เห็น

1.ลิงชิมแปนซี

นี่คือรอยสักล่าสุดของเขา การสักรูปลิงชิมแปนซี คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ถ้าลิงตัวนั้นไม่สวมแว่นตากันแดด ใส่เฮดโฟน ใส่สูท และยังถือปืนอีกด้วย โดยคาดว่าเจ้าตัวต้องการสื่อถึง see no evil, hear no evil, speak no evil, หรือการไม่เห็นสิ่งชั่วร้าย ไม่ฟังสิ่งชั่วร้าย และไม่พูดในสิ่งชั่วร้าย ซึ่งปกติจะเป็นรูปลิง 3 ตัว แต่เขาเลือกใช้ลิงเพียงตัวเดียว แล้วปิดตาด้วยแว่นกันแดด ปิดหูด้วยเฮดโฟน และปิดปากด้วยปลายกระบอกปืน นั่นเอง

2.แพนด้า

แน่นอนว่าแพนด้าของเขาต้องไม่ใช่เจ้าหมีตัวกลมขนปุยน่ารัก ๆ แบบที่เห็นทั่วไป เพราะแพนด้าของโมเรโน่ มันกำลังสูบไปป์ ใส่แว่นตาแบบข้างเดียว และสวมหมวกกลมทรงสูง หรือหมวกทรงกะลานั่นเอง

3.เสือดาว

รูปนี้โมเรโน่จับเอาเสือดาว อันเป็นสัตว์ที่ดุร้ายปราดเปรียว มาใส่ผ้ามัดหัวลายดอกซะหวานแหวว แทบไม่เหลือเค้าโครงของนักล่าผู้ปราดเปรียวเลย ดูไปแล้วรูปนี้เขาอาจจะสื่อถึงความดุร้ายเกรี้ยวกราดที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความงามของผู้หญิงก็เป็นได้

4.น้องหมาตัวโปรด

เขาได้สักรูปเจ้าอาลีน้องหมาตัวโปรดของเขา แต่เพื่อให้มันสมชื่ออาลี เขาก็เลยสักให้มันสวมนวมสำหรับชกมวย และอยู่ในท่าตั้งการ์ด

บรรดาสัตว์มหัศจรรย์ของเขา สร้างความประหลาดใจให้ผู้คนทุกครั้งที่มีการเปิดตัวพวกมัน และเสียงส่วนใหญ่มักจะออกไปในทางเดียวกันคือ มันคืออะไร เขาต้องการจะสื่ออะไร รวมไปถึงเขาจะสักรูปพวกนี้ไปเพื่ออะไร ทำนองว่าจะบ้าไปแล้วกระมัง แต่สิ่งที่ต้องยอมรับคือมันเป็นงานศิลปะที่สวยงาม และเต็มไปด้วยจินตนาการ ไม่เห็นจะต้องไปแคร์คำพูดใคร หรือทำให้คนทั้งโลกเข้าใจในรอยสักของเขา แค่มันสวยงาม เขาชื่นชอบ พอใจ และมีความสุขกับงานศิลปะของเขา แค่นั้นก็พอแล้ว คิดว่าอัลเบอร์โต้ โมเรโน่ คงอยากจะบอกแบบนี้แหละ

เดเล่ อัลลี่ กับรอยสักแห่งศรัทธาของผู้ไม่ยอมแพ้

เดเล่ อัลลี่ มิดฟิลด์ดาวรุ่งทีมชาติอังกฤษ ของสโมสรท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ เด็กหนุ่มวัย 23 คนนี้สร้างผลงานเป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาแฟนบอลทั่วโลกมาแล้ว ทั้งในนามทีมชาติและระดับสโมสร โดยเขาเป็นกำหลักหลักในแดนกลางให้กับทั้งสองทีม และยึดตำแหน่งตัวจริงได้อย่างเหนียวแน่น จะมีก็เพียงแค่อาการบาดเจ็บเท่านั้นแหละที่จะเบียดเขาจากตำแหน่งในทีมได้

เดเล่ อัลลี่เริ่มต้นอาชีพจากการเป็นเด็กปั้นของมิลตัน คีน ดอน ก่อนที่สเปอร์สจะดึงตัวเขามาร่วมทีมเมื่ออายุ 19 ปีด้วยค่าตัวเพียงแค่ 5 ล้านปอนด์ ถึงตอนนี้เขาลงสนามให้ทัพไก่เดือยทองไปแล้วถึง 149 นัด และทำประตูไปถึง 49 ประตู ส่วนในนามทีมชาตินั้น อัลลี่ติดทีมเยาวชนมาแล้วทุกชุด และตอนนี้เขาเล่นในทีมชุดใหญ่ไปแล้ว 37 นัด และทำได้ 3 ประตู

เดเล่ อัลลี่ คือหนึ่งในนักกีฬาที่ชื่นชอบในศิลปะการสักบนเรือนร่าง และรอยสักของเขาล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับความศรัทธาและการปลุกใจนักสู้ในตัวของเขาทั้งสิ้น เราลองมาดูว่ารอยสักบนร่างกายของเขามีอะไรบ้าง

1.เจ้าหนูแบมแบม รับเบิล ที่แขนซ้าย

แน่นอนว่ารูปนี้ไม่เกี่ยวกับศรัทธาหรืออะไรทั้งสิ้น แต่เจ้าตัวสักรูปนี้เพราะตัวเขามีชื่อเล่นเดียวกันกับตัวการ์ตูนจากเรื่องฟลินท์สโตน คือ “แบมแบม” เนื่องจากชื่อเต็ม ๆ ของเขาคือ แบมมิเดเล่ อัลลี่ นั่นเอง

2.รอยสัก LOSER-LOVER

ที่เหนือข้อศอกซ้าย อัลลี่สักตัวอักษรคำว่า LOSER โดยมีตัว V สีแดงทับอยู่บนตัว S ซึ่งสื่อความหมายได้ว่า จะเป็นที่รัก หรือไอ้ขี้แพ้นั่นเอง

3.รูปคิงส์กับควีน บนหัวไหล่ขวา

อัลลี่สักรูปคิงส์กับควีนที่อยู่บนไพ่ไว้ตรงหัวไหล่ โดยเจ้าตัวบอกว่า เวลาเล่นไพ่ถ้าเขาได้ไพ่สองใบนี้เขามักจะเป็นผู้ชนะเสมอ คงประมาณว่าถ้ามีไพ่สองใบนี้ไว้กับตัว เขาจะไม่มีวันพ่ายแพ้นั่นเอง

4.รูปพระเจ้ากับนางฟ้า

อัลลี่สักรูปพระเจ้ากับนางฟ้าไว้บริเวณท่อนแขนขวา สื่อถึงศรัทธาที่เขามีต่อพระผู้เป็นเจ้า ในศาสนาคริสต์

5.Psalm 23:4

บนทรวงอกด้านซ้าย อัลลี่สักข้อความสั้น ๆ อันสื่อถึงข้อความในไบเบิ้ล ซึ่งมีใจความว่า
“แม้ข้าพระองค์เดินผ่านหุบเขาเงาแห่งความตาย ข้าพระองค์จะไม่หวาดกลัวความชั่วร้ายใด ๆ เพราะพระองค์สถิตกับข้าพระองค์ พระองค์ทรงปกป้องและนำทางข้าพระองค์ ทำให้ข้าพระองค์สบายใจ” นั่นคือเขาต้องการจะบอกว่าเขาจะไม่เกรงกลัวคู่ต่อสู้หน้าไหนทั้งนั้น

แม้ว่ารอยสักบนร่างกายของเดเล่ อัลลี่ จะยังไม่ได้มากมากมายเท่าใครหลายคน แต่รอยสักของเขาล้วนเต็มเปี่ยมไปด้วยศรัทธา และเหมาะจะเป็นรอยสักของผู้ที่มีจิตใจแห่งความเป็นนักสู้ ไม่ว่าจะในหรือนอกสนาม ไม่ว่าคู่ต่อสู้จะเป็นใคร เขาจะลงไปสู้โดยไม่เกรงกลัวผู้ใด เมื่อเขามีทุกอย่างที่เขาเชื่ออยู่บนร่างกายของเขาเอง

Gabriel Jesus กับรอยสักแห่งความทรงจำ

ทุกวันนี้นักฟุตบอลกับรอยสักกลายเป็นของคู่กันไปเสียแล้ว นักเตะชื่อดังหลายต่อหลายคนเลือกใช้ศิลปะบนเรือนร่างเพื่อแสดงออกถึงรสนิยมของตนเอง นักเตะผู้รักครอบครัวมักแสดงออกด้วยการสักชื่อลูกหรือไม่ก็ภรรยา นักเตะที่เคร่งศาสนาก็มักจะเลือกสัญลักษณ์เกี่ยวกับคำสอนที่ตัวเองนับถือมาประดับร่างกาย และอีกไม่น้อยที่เลือกสักลวดลายกราฟิกเพื่อสนองอารมณ์ศิลปิน แต่สำหรับ “กาเบรียล เฆซุส” หนึ่งในนักเตะยุคใหม่ที่ชื่นชอบการสัก ลวดลายที่เลือกประทับลงบนร่างกายล้วนเป็นความทรงจำที่เขาต้องการให้ติดตัวไปตลอดกาล ซึ่งนี่คือที่มาของรอยสักอันแสดงถึงตัวตนของนักเตะแซมบ้ารายนี้

รอยสัก JD. Peri

เฆซุส เกิดและโตที่เมือง Jardim Peri ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเซา เปาโล ย่านที่เขาอาศัยอยู่ถือเป็นชุมชนแออัดที่หนาแน่นไปด้วยตึกอาคารบ้านเรือน แถมยังเต็มไปด้วยอบายมุข ยาเสพติด และอาชญากรรม แต่เด็กน้อยเฆซุสก็ก้าวข้ามสิ่งยั่วยุเหล่านั้นมาได้ด้วยการเล่นฟุตบอล

เฆซุสใช้เวลาในวัยเด็กส่วนใหญ่อยู่กับการเล่นฟุตบอลข้างถนนกับเพื่อน ๆ เขาไม่เคยกลัวการเผชิญหน้ากับคู่แข่งที่โตกว่า และยังเป็นคนออกหน้าเสมอเมื่อการเล่นฟุตบอลสร้างปัญหาให้กับเฟอร์นิเจอร์ของเพื่อนบ้าน อันเนื่องมาจากความคับแคบของสนาม ต่อมาเฆซุสได้เป็นส่วนหนึ่งในทีมเยาวชนของ Pequeninos do Meio Ambiente สโมสรฟุตบอลท้องถิ่นเมื่ออายุ 8 ขวบ ก่อนจะก้าวเข้าสู่ทีมเยาวชนของพัลไมรัส สโมสรชั้นนำของบราซิล ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้แฟน ๆ VWIN ได้รู้จักกับเขา จนกระทั่งได้ร่วมทีมระดับโลกอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ในที่สุด ภายหลังการเซ็นสัญญากับทีมเรือใบสีฟ้า เขาเดินทางกลับไปยังสโมสรแรกของเขาพร้อมกับรองเท้าสตั๊ด 250 คู่ เพื่อบริจาคให้กับเด็ก ๆ โดยหวังว่าพวกเด็กจะใช้มันก้าวตามความฝันและประสบความสำเร็จเช่นเดียวกับเขา

เฆซุสเลือกสักเกี่ยวกับเมือง Peri ไว้ที่แขนขวาด้านใน ด้วยภาพเด็กน้อยสวมหมวกรูปธงชาติบราซิลยืนหันหลังมองไปยังตึกสูง พร้อมข้อความว่า “JD. Peri” เพื่อระลึกถึงต้นกำเนิดของเขา โดยเขามักบอกกับคนอื่นเสมอว่ามาจากเมือง Peri รอยสักนี้จึงเป็นเครื่องย้ำเตือนว่าถึงแม้เขาจะจาก Peri มา แต่ Peri จะไม่มีวันจากเขาไปไหน

รอยสัก Vera, My Mother

เวร่า แม่ของเฆซุสถือเป็นบุคคลที่มีความสำคัญที่สุดในชีวิตของศูนย์หน้าบาซิเลี่ยน เนื่องจากพ่อได้ทิ้งแม่ไปตั้งแต่เขายังไม่คลอดและเสียชีวิตหลังจากนั้นไม่นาน แต่ด้วยการดูแลเอาใจใส่อย่างดีจากผู้เป็นแม่ ทำให้เฆซุสรอดพ้นจากสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยสิ่งชั่วร้ายมาได้ มีเพียงน้ำอัดลมเท่านั้นที่เขาหนีไม่พ้น

เฆซุสสนิทกับแม่ของเขามาก โดยทั้งคู่โทรศัพท์หากันเป็นประจำ ซึ่งเรื่องที่พูดคุยกันก็หนีไม่พ้นเรื่องฟุตบอล เฆซุสบอกว่าแม่ของเขาเข้าใจเกมฟุตบอลเป็นอย่างดี แถมยังบ่นถึงความผิดพลาดในสนามของเขาอยู่เสมอ ทำให้เมื่อยิงประตูได้เขาจึงแสดงท่าดีใจด้วยการชูมือเป็นรูปโทรศัพท์เพื่อสื่อสารไปถึงแม่ของเขาที่ชมการแข่งขันอยู่ หลังจากนั้นท่าดีใจนี้ก็ได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของเขา และมีชื่อเรียกว่า “Alo Mae” ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “สวัสดีครับแม่”

เฆซุสสักรูปใบหน้าแม่ไว้ที่บริเวณหัวไหล่ซ้าย ก่อนจะสักข้อความ Alo Mae พร้อมรูปมือทำสัญลักษณ์โทรศัพท์ในเวลาต่อมา เพื่อระลึกถึงผู้หญิงที่คอยให้การสนับสนุนเขามาตลอดชีวิต

รอยสัก Tininho

ตินินโญ่ เป็นทั้งเพื่อนร่วมทีมและเพื่อนที่ดีที่สุดของเฆซุส เมื่อสมัยที่ยังเล่นให้กับทีมเยาวชนของพัลไมรัส โดยตินินโญ่ถูกยิงเสียชีวิตเมื่ออายุ 16 ปี เฆซุสเล่าถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นว่าเป็นเรื่องยากมากที่จะทำใจ แต่เขาก็มั่นใจว่าพระเจ้าจะพาเพื่อนของเขาไปยังสถานที่ที่ดี

เฆซุสเลือกสักรูปใบหน้าตินินโญ่ตอนใส่แว่นบริเวณต้นขาขวา พร้อมข้อความที่ระลึกถึงเพื่อนผู้จากไป “นายจะเป็นส่วนหนึ่งในความทรงจำของฉันตลอดไป”

เมมฟิส เดอปาย รอยสักทำให้กลับสู่ฟอร์มอันโหดร้าย

แฟน ๆ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดหรือแฟนฟุตบอลพรีเมียร์ลีกคงจำเมมฟิส เดอปายศูนย์หน้าชาวเนเธอร์แลนด์ได้เป็นอย่างดี เดิมทีกองหน้าทีมกังหันลมผู้นี้เคยเป็นหนึ่งในดาวรุ่งที่น่าจับตามองที่สุดในยุโรป เขาแจ้งเกิดเต็มตัวกับทีมชาติเนเธอร์แลนด์ในฟุตบอลโลกปี 2014 ผลพวงจากฟอร์มอันโดดเด่นนั้นทำให้ไม่กี่เดือนต่อมาเขาได้สวมยูนิฟอร์มของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดสมใจโดยไม่รู้ตัวเลยว่านั่นคือจุดเริ่มของความขมขื่น

การเข้าไปเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดของตระกูลเกลเซอร์ถูกต่อต้านจากบรรดาเร้ด อาร์มี่มาตลอดและพวกเขาทราบดีว่าหากจะหยุดกระแสด้านลบนั้นต้องบริหารทีมให้ถูกใจบรรดาสาวกเท่านั้น การเอาใจแฟนบอลรูปแบบไหนคงไม่เอนเตอร์เทนเท่าการซื้อนักเตะชื่อดังเข้าสู่ทีมและเดอปายดาวเตะเนื้อหอมในขณะนั้นก็คือหนึ่งในชื่อที่ทำให้เสียงวิจารณ์ตระกูลเกลเซอร์ลดลง แฟนผีต้องการให้ทีมคว้านักเตะหนุ่มคนนี้จากพีเอสวี ไอน์โฮเฟ่นเพราะเห็นถึงศักยภาพที่จะยกระดับทีมได้ แถมเดอปายยังมีความกระหายในชัยชนะซึ่งเป็นคุณสมบัติที่นักเตะในทีมปีศาจแดงขาดหายไปแสนนาน ปีแรกที่ได้ลงสนามรับใช้ทีมดังจากเมืองแมนเชสเตอร์เขาโชว์ฟอร์มได้สมน้ำสมเนื้อในฐานะนักเตะดาวรุ่ง แต่พอเข้าสู่ปีถัดไปฟอร์มของปีกกล้ามแน่นก็ค่อย ๆ หายไปกับสายลมพร้อมกับอาการบาดเจ็บที่คอยรังควาน แฟนบอลปีศาจแดงที่เคยหนุนหลังต่างกลับกลายอยากให้ทีมปล่อยตัวเขาออกไปเพราะเห็นว่าพัฒนาการของเดอปายหยุดนิ่งอยู่กับที่และทีมต้องการนักเตะสำเร็จรูปที่ใช้ได้เลยมากกว่าต้องมาปลุกปั้นกันอีก สิริรวมแล้วลงสนาม 50 นัดทำไป 7 ประตูกับอีก 9 แอสซิสต์เป็นสถิติสุดจุ๋มจิ๋มของเดอปายตลอดสองปีกับแมนฯยูไนเต็ด

เดอปายไม่อยู่ในแผนของกุนซือผู้มาใหม่อย่างมูริญโญ่จึงถูกโละขายให้โอลิมปิค ลียงในฝรั่งเศส บนแดนน้ำหอมปีกตกอับได้ฉายแสงอีกครั้ง เพียงไม่กี่เกมในลีก เอิงเขาก็ปรับตัวได้และกลับมามีชื่อบนสกอร์บอร์ด จากนั้นไม่นานเดอปายก็ต้องได้รับบทศูนย์หน้าจำเป็นและเขาก็ไม่ทำให้ทีมผิดหวังแม้จะไม่ใช่ตำแหน่งธรรมชาติของเขาก็ตาม เจ้าหนุ่มจากฮอลแลนด์จัดการกระซวกตาข่ายอย่างโหดเหี้ยม กระหน่ำยิงอย่างไม่หยุดยั้งตลอดสามปีที่ค้าแข้งกับลียงเขาทำสถิติลงเล่นในลีก เอิง 89 นัดยิงไป 34 ประตูกับอีก 31 แอสซิสต์ การคัมแบ็กกลับสู่ฟอร์มโหดเช่นนี้สำนักข่าวจึงไม่รอช้าจับเจ้าตัวมานั่งสัมภาษณ์ว่ามีเคล็ดลับอะไรซ่อนอยู่ ศูนย์หน้าฟอร์มฮอตเลยได้โอกาสเปิดใจกล่าวถึงรอยสักที่เป็นเหมือนขุมพลังของเขาอย่างคมคาย

“รอยสักรูปใบหน้าสิงโตที่แผ่นหลังของผมมันคือผมเอง…ผมรู้สึกว่าตัวเองคือสัตว์ป่าที่ถือกำเนิดและเติบโตขึ้นในป่าที่เต็มไปด้วยภัยอันตราย สิงโตตัวนี้ต้องผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก ก้าวย่างเท้าลงบนผืนแผ่นดินอันขรุขระจนเท้าของมันเต็มไปด้วยบาดแผล และเมื่อผ่านสิ่งเหล่านั้นไปได้มันจะกลายเป็นราชาแห่งป่าและยืนหยัดอย่างภาคภูมิใจด้วยเท้าอันหยาบกระด้างของมันเอง”

หลังจากมีรอยสักรูปใบหน้าสิงโตเต็มแผ่นหลัง ทุกครั้งที่เมมฟิส เดอปายมองดูรอยสักสุดอลังการนั้นจากกระจกสะท้อนเขาจะให้คำมั่นกับตัวเองเสมอว่า ต้องกลับมาเป็นราชาบนฟลอร์หญ้าอีกครั้งด้วยสองขาของตัวเอง แม้หนทางจะยากเย็นก็ต้องอดทนฝ่าไปเช่นเดียวกับสิงโตที่เท้าของมันเต็มไปด้วยบาดแผล น่าเสียดายที่เมื่อรอยสักนี้เสร็จสมบูรณ์เป็นช่วงที่เขาต้องอำลาแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดไปซบอกลียงพอดี ไม่อย่างนั้นแฟนบอลแมนฯยูฯอาจจะได้เห็นเมมฟิส เดอปายระเบิดพลังแห่งราชสีห์อยู่ในสนามโอล แทรฟฟอร์ดจนถึงทุกวันนี้ก็เป็นไปได้

จอร์แดน เฮนเดอร์สัน การสักคือสิ่งที่พิเศษยิ่งกว่าการคว้าแชมป์

ในโลกฟุตบอลสมัยใหม่การคว้าแชมป์สักรายการไม่ใช่เรื่องง่ายเลย บรรดาทีมใหญ่ ทีมเงินถุงเงินถังอันเต็มไปด้วยผู้เล่นระดับซูเปอร์สตาร์ที่ทุ่มเงินนับร้อยนับพันล้านยูโรยังไม่สามารถการันตีได้ว่าทีมจะประสบความสำเร็จมีแชมป์ติดมือในแต่ละปี ยิ่งโดยเฉพาะฟุตบอลรายการยุโรปที่เต็มไปด้วยเสือ สิงห์ กระทิง แรดด้วยแล้วการกรุยทางสู่แชมป์ซึ่งมีทีมระดับบาร์เซโลน่า, เรอัล มาดริด, ยูเวนตุส, บาร์เยิร์น มิวนิค, ปารีส แซงต์ แชร์แมงและแมนเชสเตอร์ ซิตี้เป็นปราการขวางกั้นนั้นต้องบอกว่าแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่ทีมอื่น ๆ จะทะลุผ่านเข้าไปถึงรอบชิงหรือคว้าแชมป์มาครอบครอง

หงส์แดง ลิเวอร์พูลโชว์ให้ทุกทีมในยุโรปเห็นว่าหากมีพลังใจทุกสิ่งล้วนเป็นไปได้ พวกเขาประสบกับสถานการณ์แบบมิชชั่น อิมพอสซิเบิ้ลครั้งแล้วครั้งเล่าในฤดูกาลที่ผ่านมาแต่กลับผ่านสถานการณ์อันเลวร้ายเหล่านั้นได้ทุกครั้งอย่างน่าเหลือเชื่อ ผลงานขั้นเอกอุที่สุดคือสามารถพลิกนรกคว่ำบาร์เซโลน่าถึง 4-0 ในเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกรอบรองชนะเลิศทั้ง ๆ ที่นัดแรกพลาดท่าปราชัยในถิ่นคัมป์ นูไป 3-0 สรุปสองนัดทีมหงส์แดงเข้ารอบชิงด้วยสกอร์รวม 4-3 จากนั้นทุกคนคงทราบดีแล้วว่าพวกเขาสร้างเทพนิยายบทใหม่ขึ้นและทีมได้เถลิงแชมป์อย่างยิ่งใหญ่หลังจากเชือดท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ไปแบบสบาย ๆ ในรอบชิง

จอร์แดน เฮนเดอร์สันหรือกัปตัน “เฮนโด้” ของสาวกเดอะ ค็อปเป็นผู้ได้รับเกียรติให้ชูถ้วยบิ๊กเอียร์ในฐานะกัปตันทีม นอกจากจารึกชื่อของตัวเองในประวัติศาสตร์แล้วกัปตันรูปงามยังไม่ลืมจารึกความภาคภูมิใจลงบนแผ่นหนังของตัวเองด้วย ซึ่งถ้าเป็นนักเตะคนอื่นคงเป็นเรื่องธรรมดาแต่กับจอร์แดน เฮนเดอร์สันมันเป็นอะไรที่ยากกว่าการคว้าแชมป์เสียอีก กัปตันของเหล่าสเก๊าเซอร์เป็นหนึ่งในนักฟุตบอลที่มีความเป็นโอลด์แมนฉบับคนอังกฤษแท้ ๆ หนุ่ม ๆ สไตล์นี้ไม่นิยมการสักเลย เต็มที่ก็แค่ไว้หนวดเคราเพื่อเสริมบุคลิกเท่านั้น ที่เป็นเช่นนั้นก็เนื่องด้วยเหตุผลสารพัดทั้งเรื่องของเชื้อชาติ การเมืองและวัฒนธรรมถ้าให้อธิบายคงเขียนเป็นหนังสือปึกหนา ๆ ได้เลย เอาเป็นว่าสรุปง่าย ๆ คือเกรงจะดูไม่สุภาพ ดูไม่เป็นผู้ดี ชอบร่างกายที่เกลี้ยงเกลาสะอาดสะอ้านมากกว่า หนุ่มอังกฤษแบบนี้ไม่ได้มีแต่เฮนโด้เท่านั้นเอาแค่ในทีมชาติอังกฤษก็มี แฮร์รี่ เคน, แฮร์รี่ แม็คไกวร์, เอริค ดายเออร์ เป็นต้น อิงลิชชนที่มีความเป็นโอลด์แมนเหล่านี้จะมีความสำรวมยึดถือเรื่องมารยาทและทรงผมเรียบแปล้แทบไม่กระดิก จะเรียกว่าหัวโบราณหน่อย ๆ ก็ว่าได้ ดังนั้นการมีรอยสักบนเรือนร่างจึงไม่ต่างจากการทำผิดประเพณี ถ้าไม่สำคัญจริง ๆ  ไม่ใช่วาระพิเศษจริง ๆ หัวเด็ดตีนขาดพวกเขาไม่มีวันเดินเข้าร้านสักแน่นอน

หลังจากคว้าแชมป์เจ้าตัวจึงลงทุนบินลัดฟ้าสู่เมืองลอส แองเจลิสประเทศสหรัฐอเมริกาตรงดิ่งไปหาทอมมี่ มอนโตย่า ช่างสักท้องถิ่นในนครดาราลงหมึกให้ เฮนโด้ให้ช่างสลักลายรูปถ้วยยุโรปลงที่หน้าขาด้านซ้ายลงวันที่ 01/06/19 กำกับไว้ด้วย แต่กระนั้นรอยสักนี้ก็ไม่ใช่ศิลปะบนเรือนร่างชิ้นแรกของเขา เฮนโด้เคยให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า “ผมไม่เคยมีความคิดที่จะสักเลย แต่พอลูกทั้งสองของผมถือกำเนิดความคิดของผมก็เปลี่ยนไป” เขาสักวันเดือนปีเกิดของลูก ๆ ลงบนร่างกายซึ่งเราจะไม่เฉลยหรอกนะว่าพ่อหนุ่มขี้อายแสนถ่อมตัวผู้นี้ซ่อนมันไว้ส่วนไหนในร่มผ้าอีก

โรเบอร์โต้ ฟีร์มีโน่ ตัวพ่อรอยสักคนล่าสุดของลิเวอร์พูล

ครั้งหนึ่งสโมสรลิเวอร์พูลของเกาะอังกฤษเคยมีนักเตะที่ชื่นชอบการมีรอยสักอย่างดาเนี่ยล แอ็กเกอร์ ผู้เล่นกองหลังทีมชาติเดนมาร์กของทีม ซึ่งตัวแอ็กเกอร์นั้นไม่เพียงแต่จะชอบรอยสักมากเป็นพิเศษ เขายังเรียนรู้ที่จะเป็นช่างสักเสียเองด้วย และความชอบนี้เองที่ทำให้นักเตะลิเวอร์พูลคนอื่นในช่วงนั้นต่างพากันสักรอยคนละเล็กละน้อย

หลังการย้ายออกไปของแอ็กเกอร์ ศิลปะรอยสักในถิ่นแอนฟิลด์ก็กลายเป็นเรื่องราวเงียบ ๆ ไม่เป็นที่ฮือฮาอีก จนกระทั่งนักเตะบราซิลเลี่ยนที่ชื่อโรเบอร์โต้ ฟีร์มีโน่ย้ายมาจากเยอรมัน

นักเตะบราซิลสร้างความฮือฮาเมื่อถอดเสื้อฉลองการทำประตูชัยที่เซลเฮิร์ส ปาร์คเหนือเจ้าบ้านคริสตัล พาเลช สายตาแฟนบอลจับจ้องไปยังร่างกายของฟีร์มีโน่ที่เต็มไปด้วยรอยสักทั้งรูปและข้อความต่าง ๆ และส่งเจ้าตัวเข้าไปอยู่ในลิสต์ผู้เล่นลิเวอร์พูลที่มีความชอบในการเป็นเจ้าของรูปสักคนใหม่ต่อจากดาเนี่ยล แอ็กเกอร์, มาร์ติน สเคอร์เทล, ราอูล เมยราเลส ที่ย้ายออกไปก่อนหน้า รวมถึงเดยัน ลอฟเรน กองหลังเพื่อนร่วมทีมปัจจุบัน

ฟีร์มีโน่นั้นสนใจการสักภาพไว้บนเรือนร่างมานานแล้วซึ่งเป็นเรื่องทั่วไปของชาวบราซิล ตามปกติแล้วนักเตะบราซิลมักเริ่มต้นอาชีพในลีกบ้านเกิดแล้วโดนดึงตัวมายังยุโรป แต่ฟีร์มีโน่นั้นต่างไป เขาเป็นแค่ผู้เล่นธรรมดาที่ยังไม่ทันแจ้งเกิดในบราซิลด้วยซ้ำ ก่อนจะเลือกเดินทางมาท้าทายแผ่นดินยุโรปตั้งแต่ยังไร้ชื่อเสียง ข้อความ Familie unaufhorlich Liebe มีความหมายว่าความรักจากครอบครัวนั้นไม่มีวันจบสิ้น โดยเจ้าตัวใช้โปรแกรมแปลเป็นภาษาเยอรมันถูกสักไว้คู่กับใบหน้าของพ่อกับแม่และใบไม้สี่แฉกแห่งความโชคดีถูกสักไว้บนแขนขวา เป็นเครื่องปลอบประโลมใจสำหรับฟีร์มิโน่ในการต่อสู้เพื่อตัวเองและครอบครัวในประเทศเยอรมัน และมันถูกสักไว้ตั้งแต่ก่อนเข้าจะบินข้ามทะเลมายังยุโรปเสียอีก

บนหน้าอกของนักเตะบราซิลรายนี้มีชื่อของแฟนสาวและลูกสาวของเขา พร้อมด้วยข้อความเกี่ยวข้องกับศาสนาและความศรัทธาของเขาที่มีทั้งภาษากรีก โปรตุเกสและอื่น ๆ ซึ่งสิ่งนี่เองที่แสดงให้เห็นว่าฟีร์มีโน่ไม่ได้แค่ชอบรอยสัก แต่เขาให้ความสนใจในเรื่องของการออกแบบอย่างสร้างสรรค์ด้วย

แขนซ้ายของโรเบอร์โต้ ฟีร์มีโน่เพิ่งมีรูปภาพใบหน้าของหญิงสาวพร้อมด้วยรูปสัญลักษณ์อื่น ๆ ตั้งแต่ดอกกุหลาบสีแดง ไพ่ ดาว สมอเรือ ริมฝีปาก ซึ่งสักไว้อย่างไม่เป็นระเบียบเท่าไหร่ และฟีร์มีโน่ก็ยังคงหาโอกาสไปสักรูปภาพใหม่ ๆ อยู่เสมอ ซึ่งบางครั้งเวลาลงสนามเขาก็สวมปลอกแขนยาวคลุมลวดลายทั้งหมดเอาไว้

หลาย ๆ ครั้งที่โรเบอร์โต้ ฟีร์มีโนเซลฟี่ภาพกับแฟนสาว หรือถูกจับภาพในสนามซ้อม ก็จะมีคนสังเกตเห็นรอยสักใหม่ ๆ ให้แฟนฟุตบอลได้เห็นอยู่เป็นประจำ นั่นทำให้นอกจากฝีเท้าในเชิงลูกหนังแล้ว ฟีร์มีโน่คือผู้เล่นที่โดดเด่นในเรื่องของรอยสักมากที่สุดในปัจจุบันของลิเวอร์พูล

บราซิล ชิลเดรน ดรีม ฝันเดียวกันของเด็กชายชาวบราซิล

ฟุตบอลเป็นกีฬาอันดับหนึ่งของบราซิล ประเทศที่ส่งออกนักเตะมากที่สุดในโลก เหตุผลที่ทำให้ฟุตบอลกลายเป็นกีฬาอันดับหนึ่งนั่นเพราะเด็กชายชาวบราซิลทุกคนเชื่อว่า ฟุตบอลคือเครื่องนำพาชีวิตพวกเขาไปจากความยากจนและชีวิตที่ต่ำต้อยได้

แม้นักเตะบราซิลจะมีมากมาย แต่วงการฟุตบอลอาชีพของบราซิลเองก็ไม่ได้มีพื้นที่ว่างมากพอให้ทุกคนได้กลายเป็นดาวเด่น พวกเขาจะต้องทำให้ตัวเองเก่งกว่าและมีความสามารถมากกว่าคนอื่นเพื่อคว้าโอกาสดี ๆ ดังนั้นแม้แต่ในเวทีฟุตบอลข้างถนน เด็กทุกคนจึงทุ่มเทสุดความสามารถ เผื่อจะไปเข้าตาแมวมองที่เดินปะปนท่ามกลางผู้คนทั่วไปอยู่ให้ได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็เป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะอาชีพ และยิ่งยากกว่าในการประสบความสำเร็จระดับสูง ทุกอย่างจะเปลี่ยนไปถึงพวกเขาเล่นดีและได้รับความสนใจจากต่างประเทศ

รอยสัก “Children Dream” ไม่แน่ชัดว่าเริ่มต้นจากใคร แต่มันเป็นรูปแบบที่ชัดเจนว่าจะต้องเป็นเด็กผู้ชายถือลูกฟุตบอลยืนหันหลัง เบื้องหน้าของเขาอาจจะเป็นหมู่อาคาร สลัม หรือสภาพชีวิตอันแร้นแค้น ยากจน เหนือขึ้นไปมีวงความฝันซึ่งประกอบด้วยสามสิ่งคือ การได้ลงเล่นฟุตบอลอาชีพ การมีบ้านและการได้แชมป์ฟุตบอลโลก

เนย์มาร์ กองหน้าค่าตัวแพงที่สุดในโลกของปารีส แซงต์ แชร์กแมงและกาเบรียล เฆซุส กองหน้าอายุน้อยของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป็นสองดาวเตะทีมชาติบราซิลที่กลายเป็นสตาร์ดังในเวทียุโรปต่างมีรอยสักชิลเดรน ดรีม ในรูปแบบที่คล้ายคลึงกัน โดยครั้งหนึ่งพวกเขาได้อวดรูปถ่ายรอยสักคู่กัน เพื่อแสดงหลักฐานถึงการต่อสู้กว่าจะมาถึงจุดนี้

ไม่ใช่แค่นักเตะบราซิลที่มีชื่อเสียงโด่งดังเท่านั้นที่เป็นเจ้าของรอยสักบราซิล ชิลเดรน ดรีม แต่ความหมายของรอยสักนี้ก็ทำให้นักเตะอังกฤษอย่างราฮีม สเตอริ่ง ดาวเด่นของสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้เลือกสักลวดลายทำนองเดียวกันเพื่อสะท้อนถึงการต่อสู้ของเขาที่ไม่ต่างจากเด็กชาวบราซิลด้วย

“บราซิล ชิลเดรน ดรีม” เป็นลวดลายที่ได้รับความนิยมไม่น้อย เพราะมันเป็นเครื่องบอกเล่าถึงที่มาของผู้เป็นเจ้าของ อย่างดิโอโก้ ซานโตส เรงเจิ้ล นักเตะที่มาค้าแข้งในประเทศไทยก็เป็นอีกคนที่เลือกสักแนวคิดนี้ลงบนร่างกายของเขา เรงเจิ้ลมีรูปเด็กชายยืนถือลูกบอลอยู่บนท้องถนนในประเทศบราซิล เบื้องหน้าของเขาคือตึกที่ขึ้นกันอย่างเบียดเสียด เหนือขึ้นไปคือพระเจ้าที่ประทานพรแก่เขา ซึ่งมันถูกนำเสนอออกมาในรูปแบบของออร่าที่กำลังส่องลงมาที่ตัวเด็กชาย

ข้อความ “My Go is the god of impossible” ปรากฏบนรูปภาพแทนความหมายว่า เส้นทางที่เขาจะไปนั้นคือพระเจ้าแห่งความเป็นไปไม่ได้ สิ่งนี้สะท้อนออกมาในความพยายามที่จะผลักดันตัวเองสู่โอกาสที่ดีกว่า เพราะหลังจากที่ได้มาเล่นฟุตบอลกับทีมโอสถสภาในไทยลีก และทีมสงขลาเขามีโอกาสเล่นให้ทีมชาติติมอร์-เลสเตช่วงสั้น ๆ ก่อนถูกตัดสินว่าการโดนสัญชาติของนักเตะบราซิลตอนนั้นเป็นโมฆะ ปัจจุบันเรงเจิ้ลกลับไปลงเล่นฟุตบอลในบ้านเกิดที่บราซิลอีกครั้ง

มีเด็กน้อยชาวบราซิลมากมายที่เลือกบันทึกเรื่องราวของพวกเขาไว้ในรอยสักชิลเดรน ดรีม แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะก้าวข้ามไปสู่จุดหมายความฝัน แต่รอยสักนี้ก็เป็นเครื่องยืนยันถึงเส้นทางที่พวกเขาได้พยายามแล้วในการดิ้นรนพาตัวเองไปสู่จุดที่ดีกว่าของชีวิต

ชาริล ชัปปุยส์ สตาร์ลูกครึ่งที่พาแฟชั่นรอยสักบูมในวงการฟุตบอลไทย

ในฐานะนักฟุตบอลที่มีหน้าตาหล่อเหลาเป็นทรัพย์ติดตัวมาตั้งแต่เด็ก ชาริล ชัปปุยส์ ลูกครึ่งไทยสวิต-เซอร์แลนด์ กลายมาเป็นดาวเด่นในสายตาคนไทยทันที เมื่อเขาตกลงใจย้ายจากยุโรปมาเล่นให้บุรีรัมย์ ยูไนเต็ดในปี 2556 และต่อมาก็ก้าวขึ้นมาติดทีมชาติชุดได้แชมป์ซีเกมส์ที่เมียนมา ต่อด้วยอันดับสี่ เอเชียนเกมส์ที่เกาหลีใต้ และแชมป์อาเซียนคัพในปี 2557 ชัปปุยส์คือสตาร์ดาวรุ่งที่พุ่งแรงที่สุดคนหนึ่งของช่วงเวลาดังกล่าว

นอกจากรูปร่างหน้าตาแบบเด็กหนุ่มลูกครึ่งที่โดนใจสาว ๆ จนได้ก้าวมาสู่การเป็นนายแบบโฆษณาสินค้าหลายชิ้น หนึ่งในความโดดเด่นของชาริล ชัปปุยส์คือการที่เขามีรอยสักบนท่อนแขนขวาอย่างโดดเด่นหลังความแชมป์ในปี 2557 ผิดกันกับนักเตะไทยรายอื่น ๆ ที่มักสักไว้ในส่วนที่ปิดไว้มิดด้วยเสื้อฟุตบอลหรือถุงเท้า

แขนขวาของชัปปุยส์มีรอยสักแบบชาวโพลีนีเซียนที่เป็นที่นิยมอย่างมาก ซึ่งเมื่อมันปรากฎภาพในโฆษณาผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายที่เขาถูกว่าจ้างเป็นพรีเซ็นเตอร์ มันก็กลายเป็นที่ฮือฮา หลังจากนั้นสื่อต่าง ๆ ก็ให้ความสนใจนำเสนอเรื่องราวของรอยสักบนร่างกายของชัปปุยส์และนักกีฬาฟุตบอลรายอื่น ๆ ทั้งลีซอ ธีรเทพ วิโนทัย, ชาคริต บัวทอง หรือประหยัด บุญญา ซึ่งที่จริงแล้วนักเตะไทยหลายรายก็มีความชอบในการสักแต่มันไม่เป็นที่สนใจเท่านั้นเอง

หนึ่งรอยสักที่โดดเด่นของยอดนักเตะลูกครึ่งสวิตฯ ที่เป็นที่สนใจคือรอยสักบนน่องซ้ายซึ่งเป็นรูปรวมตัวการ์ตูนที่มีทั้งมาริโอ บรอส์, ปิกาจู, ซง โกคูจากดราก้อนบอล, โดนัลด์ ดั๊ก, ซิมป์สันและเรื่องราวจากกัปตันซึบาสะ โดยมีการดีไซน์แบบผสมตัวละครกับช่องเฟรมเหมือนคอมิกส์ แน่นอนว่ารอยสักดังกล่าวได้รับการคุ้มครองในรูปแบบลิขสิทธิ์เสียด้วย

ชัปปุยส์ประสบความสำเร็จมากมายในระหว่าง 2 ปีแรกที่มาเริ่มต้นเล่นฟุตบอลในเมืองไทย จนกระทั่งเขาเกิดอาการบาดเจ็บจากการกระโดดดีใจแล้วลงผิดจังหวะ หลังจากนั้นเขาต้องพักยาวเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บที่เริ่มต้นจาก 1-2 เดือนกลายเป็นเกือบปี เมื่อกลับมาลงสนามอีกครั้ง ผลงานของชัปปุยส์ก็ไม่กลับมาเข้าฟอร์มเดิม นอกจากจะหลุดจากทีมชาติแล้วเจ้าตัวยังต้องโยกย้ายออกจากสโมสรบุรีรัมย์ไปอยู่ที่สุพรรณบุรีหลังโดนผู้เล่นรายอื่นทำผลงานแซงหน้า

ที่สุพรรณบุรีนี่เองที่ชัปปุยส์มีรอยสักใหม่เป็นรูปช้างบนแผนที่ประเทศไทย เขาเล่าถึงรอยสักรูปช้างว่ามีความชื่นชอบในความยิ่งใหญ่และแข็งแกร่งของมัน ช้างเป็นสัตว์ตัวโปรดของเขามาตั้งแต่เด็ก ๆ ทุกครั้งที่กลับมาเมืองไทยเขาก็จะไปเยี่ยมชมหมู่บ้านช้างกับครอบครัวอยู่เสมอ เมื่อถึงวันที่เขาบาดเจ็บหนัก รอยสักที่เขาเลือกจึงเป็นรูปช้างและประเทศไทยที่เขารัก พร้อมทั้งหวังว่ามันจะช่วยปกปักรักษาไม่ให้เขาได้รับบาดเจ็บอีก

ความโด่งดังของชัปปุยส์นั้นไม่มีอะไรนิยามได้ดีเท่ากับฐานะสามีแห่งชาติ เพราะเขาเป็นขวัญใจของสาวน้อยสาวใหญ่สาวแท้สาวเทียมทั้งประเทศ รอยสักของชาริลเองก็ได้รับความสนใจ และมันได้เปลี่ยนมุมมองของสาว ๆ ที่มีต่อรอยสักจากที่เคยรู้สึกไม่ชอบ รู้สึกว่ารอยสักมีแต่คนไม่ดีเท่านั้นที่สัก มันกลายเป็นว่าทุกอย่างบนร่างกายของชัปปุยส์ดูเท่ห์ ดูแล้วสวยงามไม่น่าเกลียดเลย แถมยังทำให้เกิดการแห่ตามไปสักรอยบนร่างกายด้วย

ต้องยอมรับว่าชาริล ชัปปุยส์คือนักฟุตบอลพรสวรรค์ที่มาพร้อมมุมมองเรื่องรอยสักใหม่ของแฟนบอลไทย การที่เขาเป็นนักเตะที่แฟนบอลไทยเข้าถึงได้ และเป็นขวัญใจของผู้คน รอยสักจากที่เคยถูกมองไม่ดีก็เปลี่ยนเป็นรสนิยมใหม่ที่ถูกยอมรับว่าสวยงามแทน

ลูคัส ดีญ ผมไม่เคยเดินเดียวดายในเมืองที่คุณจะไม่มีวันเดินเดียวดาย

ในเมืองลิเวอร์พูลมีสองสีจากสองสโมสรฟุตบอลใหญ่ หนึ่งคือสีแดงของลิเวอร์พูล และอีกหนึ่งคือสีน้ำเงินของเอฟเวอร์ตัน ในสายตาของคนนอกที่อาจจะได้ยินชื่อเสียงของลิเวอร์พูลมากกว่าจะแบ่งพวกเขาเป็นที่หนึ่งหรือที่สอง แต่สำหรับคนเมืองนี้พวกเขาต่างก็เป็นที่หนึ่ง และอีกทีมคืออีกหนึ่งเสมอ

ลิเวอร์พูลเติบโตก้าวไปไกลกว่าในอาณาจักรฟุตบอลที่ครอบคลุมไปทั่วโลก สโลแกนของพวกเขาที่ว่า You’ll never walk alone กลายเป็นวลีอมตะ ดังนั้นหากใครสักคนที่เปลี่ยนแปลงถ้อยคำนี้ไป เขาต้องไม่ใช่แฟนบอลลิเวอร์พูลแน่นอน และ ลูคัส ดีญนักเตะหน้าใหม่ของเอฟเวอร์ตันคือใครคนนั้น

ไม่กี่วันหลังมีข่าวผู้เล่นสัญชาติฝรั่งเศสรายนี้ย้ายจากบาร์เซโลน่า ยักษ์ใหญ่ในสเปนมาอยู่เอฟเวอร์ตันตอนก่อนเปิดฤดูกาล 2018 นี้เอง มีคนตาดีไปสังเกตเห็นรอยสักพาดบนหน้าอกของดีญในตอนที่เขาเข้ารับการตรวจร่างกาย ข้อความนั้นเขียนว่า “I Never Walk Alone” แล้วจากนั้นก็เกิดเป็นไวรัลเรื่องนี้บนโลกโซเชียล เดือดร้อนดีญต้องออกมาเฉลยว่ามันไม่เกี่ยวข้องกับอีกสโมสรร่วมเมืองที่ชื่อลิเวอร์พูลเลย แม้ว่าเขาจะถูกตามจีบจากสโมสรสีแดงมาแล้วถึงสองครั้งก็ตาม

ผมปฏิเสธการย้ายไปอยู่กับพวกเขาตั้งสองรอบเชียวนะดีญหมายถึงการที่เขาเลือกย้ายจากลีลล์ไปปารีส แซงต์ แชร์กแมงในครั้งแรก และย้ายไปบาร์เซโลน่าในครั้งที่สอง ซึ่งเป็นการเลือกปฏิเสธคำชักชวนจากสโมสรลิเวอร์พูล

คำอธิบายที่ดีญเลือกกล่าวถึงเรื่องรอยสักนี้เกี่ยวข้องกับวัยเด็กของเขา ในตอนสามหรือสี่ขวบที่เขาไปโรงเรียนครั้งแรก พ่อกับแม่สวมสร้อยคอที่มันเขียนคำนี้ไว้ จนกระทั่งอายุ 18 เขาก็ตัดสินใจสักข้อความนี้ไว้บนหน้าอก มาถึงตรงนี้ดีญเชื่อว่าแฟนบอลลิเวอร์พูลที่ไม่รู้ความจริงของมันก็คงนึกโกรธเพราะเขาเซย์ โนใส่ทีมที่พวกนั้นรักตั้งสองครั้งสองครา

You’ll never walk alone เสมือนบทเพลงประจำชาติของชาวหงส์แดง บทเพลงนี้เริ่มต้นมาจากเพลงของริชาร์ด ร็อดเจอร์กับออสการ์ แฮมเมอร์สไตน์ที่ 2 ที่ช่วยกันบรรจงแต่งขึ้นมาในปี 1945 สำหรับใช้ในละครเพลง Carousel ละครเพลงเรื่องที่สองที่พวกเขาจัดแสดง หลังจากนั้นอีก 18 ปี แกรี่ แอน เดอะ พีชเมกเกอร์ วงบอย กรุ๊ป สไตล์เดียวกันกับวงเดอะ บีทเทิ้ลก็เอามันมาขับร้องใหม่ในสไตล์ปัจจุบันและมันขึ้นติดท็อป ชาร์ตเพลงในปี 1963

บิล แชงค์ลี่ย์คือผู้จัดการทีมคนสำคัญที่รับเอาเพลงนี้เข้ามาสู่สโมสรอย่างเป็นทางการ ทีแรกก็เป็นแค่เรื่องราวของคนในสโมสรและแฟนบอล แต่ในอีก 2 ปีให้หลัง เมื่อแฟนบอลลิเวอร์พูลร้องเพลงนี้หลังเกมเอาชนะลีดส์ในนัดชิงเอฟเอคัพ 1965 ที่เวมบลีย์ เคนเน็ธ โวลส์เท่นโฮล์ม คอมเมนเตเตอร์ในวันนั้นพูดขึ้นมาว่า นี่มันเป็นลายเซ็นทางเสียงของสโมสรลิเวอร์พูลเลยนะ

ตั้งแต่นั้นมาเรื่องราวของบทเพลง You’ll never walk alone ก็สืบสานผ่านการร้องของเหล่าแฟนบอลลิเวอร์พูล แล้วก็ขยายไปเป็นเพลงประจำของอีกหลายสโมสรในยุโรป กลายเป็นแรงบันดาลใจให้อีกหลายสโมสรและหลายชาติสร้างเพลงที่เป็นธีมของพวกเขาขึ้นมา แต่หากพูดถึง You’ll never walk alone แล้วก็ต้องนึกถึงลิเวอร์พูลเป็นอันดับแรกนั่นแหละ

ลูคัส ดีญ กับข้อความที่เพี้ยนไปจากประโยคที่คนทั้งโลกรู้จัก กลายเป็นความสงสัยใคร่รู้ แม้คำอธิบายว่ามันเกิดขึ้นจากข้อความบนสร้อยคอเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว และเขาก็สักมันตั้งแต่ตอนอายุ 18 ด้วย มันจะเป็นไปได้ไหมว่าแท้จริงแล้วเขาแค่จำข้อความผิด และที่จริงแล้วมันคือข้อความเดียวกัน