เมมฟิส เดอปาย รอยสักทำให้กลับสู่ฟอร์มอันโหดร้าย

แฟน ๆ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดหรือแฟนฟุตบอลพรีเมียร์ลีกคงจำเมมฟิส เดอปายศูนย์หน้าชาวเนเธอร์แลนด์ได้เป็นอย่างดี เดิมทีกองหน้าทีมกังหันลมผู้นี้เคยเป็นหนึ่งในดาวรุ่งที่น่าจับตามองที่สุดในยุโรป เขาแจ้งเกิดเต็มตัวกับทีมชาติเนเธอร์แลนด์ในฟุตบอลโลกปี 2014 ผลพวงจากฟอร์มอันโดดเด่นนั้นทำให้ไม่กี่เดือนต่อมาเขาได้สวมยูนิฟอร์มของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดสมใจโดยไม่รู้ตัวเลยว่านั่นคือจุดเริ่มของความขมขื่น

การเข้าไปเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดของตระกูลเกลเซอร์ถูกต่อต้านจากบรรดาเร้ด อาร์มี่มาตลอดและพวกเขาทราบดีว่าหากจะหยุดกระแสด้านลบนั้นต้องบริหารทีมให้ถูกใจบรรดาสาวกเท่านั้น การเอาใจแฟนบอลรูปแบบไหนคงไม่เอนเตอร์เทนเท่าการซื้อนักเตะชื่อดังเข้าสู่ทีมและเดอปายดาวเตะเนื้อหอมในขณะนั้นก็คือหนึ่งในชื่อที่ทำให้เสียงวิจารณ์ตระกูลเกลเซอร์ลดลง แฟนผีต้องการให้ทีมคว้านักเตะหนุ่มคนนี้จากพีเอสวี ไอน์โฮเฟ่นเพราะเห็นถึงศักยภาพที่จะยกระดับทีมได้ แถมเดอปายยังมีความกระหายในชัยชนะซึ่งเป็นคุณสมบัติที่นักเตะในทีมปีศาจแดงขาดหายไปแสนนาน ปีแรกที่ได้ลงสนามรับใช้ทีมดังจากเมืองแมนเชสเตอร์เขาโชว์ฟอร์มได้สมน้ำสมเนื้อในฐานะนักเตะดาวรุ่ง แต่พอเข้าสู่ปีถัดไปฟอร์มของปีกกล้ามแน่นก็ค่อย ๆ หายไปกับสายลมพร้อมกับอาการบาดเจ็บที่คอยรังควาน แฟนบอลปีศาจแดงที่เคยหนุนหลังต่างกลับกลายอยากให้ทีมปล่อยตัวเขาออกไปเพราะเห็นว่าพัฒนาการของเดอปายหยุดนิ่งอยู่กับที่และทีมต้องการนักเตะสำเร็จรูปที่ใช้ได้เลยมากกว่าต้องมาปลุกปั้นกันอีก สิริรวมแล้วลงสนาม 50 นัดทำไป 7 ประตูกับอีก 9 แอสซิสต์เป็นสถิติสุดจุ๋มจิ๋มของเดอปายตลอดสองปีกับแมนฯยูไนเต็ด

เดอปายไม่อยู่ในแผนของกุนซือผู้มาใหม่อย่างมูริญโญ่จึงถูกโละขายให้โอลิมปิค ลียงในฝรั่งเศส บนแดนน้ำหอมปีกตกอับได้ฉายแสงอีกครั้ง เพียงไม่กี่เกมในลีก เอิงเขาก็ปรับตัวได้และกลับมามีชื่อบนสกอร์บอร์ด จากนั้นไม่นานเดอปายก็ต้องได้รับบทศูนย์หน้าจำเป็นและเขาก็ไม่ทำให้ทีมผิดหวังแม้จะไม่ใช่ตำแหน่งธรรมชาติของเขาก็ตาม เจ้าหนุ่มจากฮอลแลนด์จัดการกระซวกตาข่ายอย่างโหดเหี้ยม กระหน่ำยิงอย่างไม่หยุดยั้งตลอดสามปีที่ค้าแข้งกับลียงเขาทำสถิติลงเล่นในลีก เอิง 89 นัดยิงไป 34 ประตูกับอีก 31 แอสซิสต์ การคัมแบ็กกลับสู่ฟอร์มโหดเช่นนี้สำนักข่าวจึงไม่รอช้าจับเจ้าตัวมานั่งสัมภาษณ์ว่ามีเคล็ดลับอะไรซ่อนอยู่ ศูนย์หน้าฟอร์มฮอตเลยได้โอกาสเปิดใจกล่าวถึงรอยสักที่เป็นเหมือนขุมพลังของเขาอย่างคมคาย

“รอยสักรูปใบหน้าสิงโตที่แผ่นหลังของผมมันคือผมเอง…ผมรู้สึกว่าตัวเองคือสัตว์ป่าที่ถือกำเนิดและเติบโตขึ้นในป่าที่เต็มไปด้วยภัยอันตราย สิงโตตัวนี้ต้องผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก ก้าวย่างเท้าลงบนผืนแผ่นดินอันขรุขระจนเท้าของมันเต็มไปด้วยบาดแผล และเมื่อผ่านสิ่งเหล่านั้นไปได้มันจะกลายเป็นราชาแห่งป่าและยืนหยัดอย่างภาคภูมิใจด้วยเท้าอันหยาบกระด้างของมันเอง”

หลังจากมีรอยสักรูปใบหน้าสิงโตเต็มแผ่นหลัง ทุกครั้งที่เมมฟิส เดอปายมองดูรอยสักสุดอลังการนั้นจากกระจกสะท้อนเขาจะให้คำมั่นกับตัวเองเสมอว่า ต้องกลับมาเป็นราชาบนฟลอร์หญ้าอีกครั้งด้วยสองขาของตัวเอง แม้หนทางจะยากเย็นก็ต้องอดทนฝ่าไปเช่นเดียวกับสิงโตที่เท้าของมันเต็มไปด้วยบาดแผล น่าเสียดายที่เมื่อรอยสักนี้เสร็จสมบูรณ์เป็นช่วงที่เขาต้องอำลาแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดไปซบอกลียงพอดี ไม่อย่างนั้นแฟนบอลแมนฯยูฯอาจจะได้เห็นเมมฟิส เดอปายระเบิดพลังแห่งราชสีห์อยู่ในสนามโอล แทรฟฟอร์ดจนถึงทุกวันนี้ก็เป็นไปได้

จอร์แดน เฮนเดอร์สัน การสักคือสิ่งที่พิเศษยิ่งกว่าการคว้าแชมป์

ในโลกฟุตบอลสมัยใหม่การคว้าแชมป์สักรายการไม่ใช่เรื่องง่ายเลย บรรดาทีมใหญ่ ทีมเงินถุงเงินถังอันเต็มไปด้วยผู้เล่นระดับซูเปอร์สตาร์ที่ทุ่มเงินนับร้อยนับพันล้านยูโรยังไม่สามารถการันตีได้ว่าทีมจะประสบความสำเร็จมีแชมป์ติดมือในแต่ละปี ยิ่งโดยเฉพาะฟุตบอลรายการยุโรปที่เต็มไปด้วยเสือ สิงห์ กระทิง แรดด้วยแล้วการกรุยทางสู่แชมป์ซึ่งมีทีมระดับบาร์เซโลน่า, เรอัล มาดริด, ยูเวนตุส, บาร์เยิร์น มิวนิค, ปารีส แซงต์ แชร์แมงและแมนเชสเตอร์ ซิตี้เป็นปราการขวางกั้นนั้นต้องบอกว่าแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่ทีมอื่น ๆ จะทะลุผ่านเข้าไปถึงรอบชิงหรือคว้าแชมป์มาครอบครอง

หงส์แดง ลิเวอร์พูลโชว์ให้ทุกทีมในยุโรปเห็นว่าหากมีพลังใจทุกสิ่งล้วนเป็นไปได้ พวกเขาประสบกับสถานการณ์แบบมิชชั่น อิมพอสซิเบิ้ลครั้งแล้วครั้งเล่าในฤดูกาลที่ผ่านมาแต่กลับผ่านสถานการณ์อันเลวร้ายเหล่านั้นได้ทุกครั้งอย่างน่าเหลือเชื่อ ผลงานขั้นเอกอุที่สุดคือสามารถพลิกนรกคว่ำบาร์เซโลน่าถึง 4-0 ในเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกรอบรองชนะเลิศทั้ง ๆ ที่นัดแรกพลาดท่าปราชัยในถิ่นคัมป์ นูไป 3-0 สรุปสองนัดทีมหงส์แดงเข้ารอบชิงด้วยสกอร์รวม 4-3 จากนั้นทุกคนคงทราบดีแล้วว่าพวกเขาสร้างเทพนิยายบทใหม่ขึ้นและทีมได้เถลิงแชมป์อย่างยิ่งใหญ่หลังจากเชือดท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ไปแบบสบาย ๆ ในรอบชิง

จอร์แดน เฮนเดอร์สันหรือกัปตัน “เฮนโด้” ของสาวกเดอะ ค็อปเป็นผู้ได้รับเกียรติให้ชูถ้วยบิ๊กเอียร์ในฐานะกัปตันทีม นอกจากจารึกชื่อของตัวเองในประวัติศาสตร์แล้วกัปตันรูปงามยังไม่ลืมจารึกความภาคภูมิใจลงบนแผ่นหนังของตัวเองด้วย ซึ่งถ้าเป็นนักเตะคนอื่นคงเป็นเรื่องธรรมดาแต่กับจอร์แดน เฮนเดอร์สันมันเป็นอะไรที่ยากกว่าการคว้าแชมป์เสียอีก กัปตันของเหล่าสเก๊าเซอร์เป็นหนึ่งในนักฟุตบอลที่มีความเป็นโอลด์แมนฉบับคนอังกฤษแท้ ๆ หนุ่ม ๆ สไตล์นี้ไม่นิยมการสักเลย เต็มที่ก็แค่ไว้หนวดเคราเพื่อเสริมบุคลิกเท่านั้น ที่เป็นเช่นนั้นก็เนื่องด้วยเหตุผลสารพัดทั้งเรื่องของเชื้อชาติ การเมืองและวัฒนธรรมถ้าให้อธิบายคงเขียนเป็นหนังสือปึกหนา ๆ ได้เลย เอาเป็นว่าสรุปง่าย ๆ คือเกรงจะดูไม่สุภาพ ดูไม่เป็นผู้ดี ชอบร่างกายที่เกลี้ยงเกลาสะอาดสะอ้านมากกว่า หนุ่มอังกฤษแบบนี้ไม่ได้มีแต่เฮนโด้เท่านั้นเอาแค่ในทีมชาติอังกฤษก็มี แฮร์รี่ เคน, แฮร์รี่ แม็คไกวร์, เอริค ดายเออร์ เป็นต้น อิงลิชชนที่มีความเป็นโอลด์แมนเหล่านี้จะมีความสำรวมยึดถือเรื่องมารยาทและทรงผมเรียบแปล้แทบไม่กระดิก จะเรียกว่าหัวโบราณหน่อย ๆ ก็ว่าได้ ดังนั้นการมีรอยสักบนเรือนร่างจึงไม่ต่างจากการทำผิดประเพณี ถ้าไม่สำคัญจริง ๆ  ไม่ใช่วาระพิเศษจริง ๆ หัวเด็ดตีนขาดพวกเขาไม่มีวันเดินเข้าร้านสักแน่นอน

หลังจากคว้าแชมป์เจ้าตัวจึงลงทุนบินลัดฟ้าสู่เมืองลอส แองเจลิสประเทศสหรัฐอเมริกาตรงดิ่งไปหาทอมมี่ มอนโตย่า ช่างสักท้องถิ่นในนครดาราลงหมึกให้ เฮนโด้ให้ช่างสลักลายรูปถ้วยยุโรปลงที่หน้าขาด้านซ้ายลงวันที่ 01/06/19 กำกับไว้ด้วย แต่กระนั้นรอยสักนี้ก็ไม่ใช่ศิลปะบนเรือนร่างชิ้นแรกของเขา เฮนโด้เคยให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า “ผมไม่เคยมีความคิดที่จะสักเลย แต่พอลูกทั้งสองของผมถือกำเนิดความคิดของผมก็เปลี่ยนไป” เขาสักวันเดือนปีเกิดของลูก ๆ ลงบนร่างกายซึ่งเราจะไม่เฉลยหรอกนะว่าพ่อหนุ่มขี้อายแสนถ่อมตัวผู้นี้ซ่อนมันไว้ส่วนไหนในร่มผ้าอีก

โรเบอร์โต้ ฟีร์มีโน่ ตัวพ่อรอยสักคนล่าสุดของลิเวอร์พูล

ครั้งหนึ่งสโมสรลิเวอร์พูลของเกาะอังกฤษเคยมีนักเตะที่ชื่นชอบการมีรอยสักอย่างดาเนี่ยล แอ็กเกอร์ ผู้เล่นกองหลังทีมชาติเดนมาร์กของทีม ซึ่งตัวแอ็กเกอร์นั้นไม่เพียงแต่จะชอบรอยสักมากเป็นพิเศษ เขายังเรียนรู้ที่จะเป็นช่างสักเสียเองด้วย และความชอบนี้เองที่ทำให้นักเตะลิเวอร์พูลคนอื่นในช่วงนั้นต่างพากันสักรอยคนละเล็กละน้อย

หลังการย้ายออกไปของแอ็กเกอร์ ศิลปะรอยสักในถิ่นแอนฟิลด์ก็กลายเป็นเรื่องราวเงียบ ๆ ไม่เป็นที่ฮือฮาอีก จนกระทั่งนักเตะบราซิลเลี่ยนที่ชื่อโรเบอร์โต้ ฟีร์มีโน่ย้ายมาจากเยอรมัน

นักเตะบราซิลสร้างความฮือฮาเมื่อถอดเสื้อฉลองการทำประตูชัยที่เซลเฮิร์ส ปาร์คเหนือเจ้าบ้านคริสตัล พาเลช สายตาแฟนบอลจับจ้องไปยังร่างกายของฟีร์มีโน่ที่เต็มไปด้วยรอยสักทั้งรูปและข้อความต่าง ๆ และส่งเจ้าตัวเข้าไปอยู่ในลิสต์ผู้เล่นลิเวอร์พูลที่มีความชอบในการเป็นเจ้าของรูปสักคนใหม่ต่อจากดาเนี่ยล แอ็กเกอร์, มาร์ติน สเคอร์เทล, ราอูล เมยราเลส ที่ย้ายออกไปก่อนหน้า รวมถึงเดยัน ลอฟเรน กองหลังเพื่อนร่วมทีมปัจจุบัน

ฟีร์มีโน่นั้นสนใจการสักภาพไว้บนเรือนร่างมานานแล้วซึ่งเป็นเรื่องทั่วไปของชาวบราซิล ตามปกติแล้วนักเตะบราซิลมักเริ่มต้นอาชีพในลีกบ้านเกิดแล้วโดนดึงตัวมายังยุโรป แต่ฟีร์มีโน่นั้นต่างไป เขาเป็นแค่ผู้เล่นธรรมดาที่ยังไม่ทันแจ้งเกิดในบราซิลด้วยซ้ำ ก่อนจะเลือกเดินทางมาท้าทายแผ่นดินยุโรปตั้งแต่ยังไร้ชื่อเสียง ข้อความ Familie unaufhorlich Liebe มีความหมายว่าความรักจากครอบครัวนั้นไม่มีวันจบสิ้น โดยเจ้าตัวใช้โปรแกรมแปลเป็นภาษาเยอรมันถูกสักไว้คู่กับใบหน้าของพ่อกับแม่และใบไม้สี่แฉกแห่งความโชคดีถูกสักไว้บนแขนขวา เป็นเครื่องปลอบประโลมใจสำหรับฟีร์มิโน่ในการต่อสู้เพื่อตัวเองและครอบครัวในประเทศเยอรมัน และมันถูกสักไว้ตั้งแต่ก่อนเข้าจะบินข้ามทะเลมายังยุโรปเสียอีก

บนหน้าอกของนักเตะบราซิลรายนี้มีชื่อของแฟนสาวและลูกสาวของเขา พร้อมด้วยข้อความเกี่ยวข้องกับศาสนาและความศรัทธาของเขาที่มีทั้งภาษากรีก โปรตุเกสและอื่น ๆ ซึ่งสิ่งนี่เองที่แสดงให้เห็นว่าฟีร์มีโน่ไม่ได้แค่ชอบรอยสัก แต่เขาให้ความสนใจในเรื่องของการออกแบบอย่างสร้างสรรค์ด้วย

แขนซ้ายของโรเบอร์โต้ ฟีร์มีโน่เพิ่งมีรูปภาพใบหน้าของหญิงสาวพร้อมด้วยรูปสัญลักษณ์อื่น ๆ ตั้งแต่ดอกกุหลาบสีแดง ไพ่ ดาว สมอเรือ ริมฝีปาก ซึ่งสักไว้อย่างไม่เป็นระเบียบเท่าไหร่ และฟีร์มีโน่ก็ยังคงหาโอกาสไปสักรูปภาพใหม่ ๆ อยู่เสมอ ซึ่งบางครั้งเวลาลงสนามเขาก็สวมปลอกแขนยาวคลุมลวดลายทั้งหมดเอาไว้

หลาย ๆ ครั้งที่โรเบอร์โต้ ฟีร์มีโนเซลฟี่ภาพกับแฟนสาว หรือถูกจับภาพในสนามซ้อม ก็จะมีคนสังเกตเห็นรอยสักใหม่ ๆ ให้แฟนฟุตบอลได้เห็นอยู่เป็นประจำ นั่นทำให้นอกจากฝีเท้าในเชิงลูกหนังแล้ว ฟีร์มีโน่คือผู้เล่นที่โดดเด่นในเรื่องของรอยสักมากที่สุดในปัจจุบันของลิเวอร์พูล

บราซิล ชิลเดรน ดรีม ฝันเดียวกันของเด็กชายชาวบราซิล

ฟุตบอลเป็นกีฬาอันดับหนึ่งของบราซิล ประเทศที่ส่งออกนักเตะมากที่สุดในโลก เหตุผลที่ทำให้ฟุตบอลกลายเป็นกีฬาอันดับหนึ่งนั่นเพราะเด็กชายชาวบราซิลทุกคนเชื่อว่า ฟุตบอลคือเครื่องนำพาชีวิตพวกเขาไปจากความยากจนและชีวิตที่ต่ำต้อยได้

แม้นักเตะบราซิลจะมีมากมาย แต่วงการฟุตบอลอาชีพของบราซิลเองก็ไม่ได้มีพื้นที่ว่างมากพอให้ทุกคนได้กลายเป็นดาวเด่น พวกเขาจะต้องทำให้ตัวเองเก่งกว่าและมีความสามารถมากกว่าคนอื่นเพื่อคว้าโอกาสดี ๆ ดังนั้นแม้แต่ในเวทีฟุตบอลข้างถนน เด็กทุกคนจึงทุ่มเทสุดความสามารถ เผื่อจะไปเข้าตาแมวมองที่เดินปะปนท่ามกลางผู้คนทั่วไปอยู่ให้ได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็เป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะอาชีพ และยิ่งยากกว่าในการประสบความสำเร็จระดับสูง ทุกอย่างจะเปลี่ยนไปถึงพวกเขาเล่นดีและได้รับความสนใจจากต่างประเทศ

รอยสัก “Children Dream” ไม่แน่ชัดว่าเริ่มต้นจากใคร แต่มันเป็นรูปแบบที่ชัดเจนว่าจะต้องเป็นเด็กผู้ชายถือลูกฟุตบอลยืนหันหลัง เบื้องหน้าของเขาอาจจะเป็นหมู่อาคาร สลัม หรือสภาพชีวิตอันแร้นแค้น ยากจน เหนือขึ้นไปมีวงความฝันซึ่งประกอบด้วยสามสิ่งคือ การได้ลงเล่นฟุตบอลอาชีพ การมีบ้านและการได้แชมป์ฟุตบอลโลก

เนย์มาร์ กองหน้าค่าตัวแพงที่สุดในโลกของปารีส แซงต์ แชร์กแมงและกาเบรียล เฆซุส กองหน้าอายุน้อยของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป็นสองดาวเตะทีมชาติบราซิลที่กลายเป็นสตาร์ดังในเวทียุโรปต่างมีรอยสักชิลเดรน ดรีม ในรูปแบบที่คล้ายคลึงกัน โดยครั้งหนึ่งพวกเขาได้อวดรูปถ่ายรอยสักคู่กัน เพื่อแสดงหลักฐานถึงการต่อสู้กว่าจะมาถึงจุดนี้

ไม่ใช่แค่นักเตะบราซิลที่มีชื่อเสียงโด่งดังเท่านั้นที่เป็นเจ้าของรอยสักบราซิล ชิลเดรน ดรีม แต่ความหมายของรอยสักนี้ก็ทำให้นักเตะอังกฤษอย่างราฮีม สเตอริ่ง ดาวเด่นของสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้เลือกสักลวดลายทำนองเดียวกันเพื่อสะท้อนถึงการต่อสู้ของเขาที่ไม่ต่างจากเด็กชาวบราซิลด้วย

“บราซิล ชิลเดรน ดรีม” เป็นลวดลายที่ได้รับความนิยมไม่น้อย เพราะมันเป็นเครื่องบอกเล่าถึงที่มาของผู้เป็นเจ้าของ อย่างดิโอโก้ ซานโตส เรงเจิ้ล นักเตะที่มาค้าแข้งในประเทศไทยก็เป็นอีกคนที่เลือกสักแนวคิดนี้ลงบนร่างกายของเขา เรงเจิ้ลมีรูปเด็กชายยืนถือลูกบอลอยู่บนท้องถนนในประเทศบราซิล เบื้องหน้าของเขาคือตึกที่ขึ้นกันอย่างเบียดเสียด เหนือขึ้นไปคือพระเจ้าที่ประทานพรแก่เขา ซึ่งมันถูกนำเสนอออกมาในรูปแบบของออร่าที่กำลังส่องลงมาที่ตัวเด็กชาย

ข้อความ “My Go is the god of impossible” ปรากฏบนรูปภาพแทนความหมายว่า เส้นทางที่เขาจะไปนั้นคือพระเจ้าแห่งความเป็นไปไม่ได้ สิ่งนี้สะท้อนออกมาในความพยายามที่จะผลักดันตัวเองสู่โอกาสที่ดีกว่า เพราะหลังจากที่ได้มาเล่นฟุตบอลกับทีมโอสถสภาในไทยลีก และทีมสงขลาเขามีโอกาสเล่นให้ทีมชาติติมอร์-เลสเตช่วงสั้น ๆ ก่อนถูกตัดสินว่าการโดนสัญชาติของนักเตะบราซิลตอนนั้นเป็นโมฆะ ปัจจุบันเรงเจิ้ลกลับไปลงเล่นฟุตบอลในบ้านเกิดที่บราซิลอีกครั้ง

มีเด็กน้อยชาวบราซิลมากมายที่เลือกบันทึกเรื่องราวของพวกเขาไว้ในรอยสักชิลเดรน ดรีม แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะก้าวข้ามไปสู่จุดหมายความฝัน แต่รอยสักนี้ก็เป็นเครื่องยืนยันถึงเส้นทางที่พวกเขาได้พยายามแล้วในการดิ้นรนพาตัวเองไปสู่จุดที่ดีกว่าของชีวิต

ชาริล ชัปปุยส์ สตาร์ลูกครึ่งที่พาแฟชั่นรอยสักบูมในวงการฟุตบอลไทย

ในฐานะนักฟุตบอลที่มีหน้าตาหล่อเหลาเป็นทรัพย์ติดตัวมาตั้งแต่เด็ก ชาริล ชัปปุยส์ ลูกครึ่งไทยสวิต-เซอร์แลนด์ กลายมาเป็นดาวเด่นในสายตาคนไทยทันที เมื่อเขาตกลงใจย้ายจากยุโรปมาเล่นให้บุรีรัมย์ ยูไนเต็ดในปี 2556 และต่อมาก็ก้าวขึ้นมาติดทีมชาติชุดได้แชมป์ซีเกมส์ที่เมียนมา ต่อด้วยอันดับสี่ เอเชียนเกมส์ที่เกาหลีใต้ และแชมป์อาเซียนคัพในปี 2557 ชัปปุยส์คือสตาร์ดาวรุ่งที่พุ่งแรงที่สุดคนหนึ่งของช่วงเวลาดังกล่าว

นอกจากรูปร่างหน้าตาแบบเด็กหนุ่มลูกครึ่งที่โดนใจสาว ๆ จนได้ก้าวมาสู่การเป็นนายแบบโฆษณาสินค้าหลายชิ้น หนึ่งในความโดดเด่นของชาริล ชัปปุยส์คือการที่เขามีรอยสักบนท่อนแขนขวาอย่างโดดเด่นหลังความแชมป์ในปี 2557 ผิดกันกับนักเตะไทยรายอื่น ๆ ที่มักสักไว้ในส่วนที่ปิดไว้มิดด้วยเสื้อฟุตบอลหรือถุงเท้า

แขนขวาของชัปปุยส์มีรอยสักแบบชาวโพลีนีเซียนที่เป็นที่นิยมอย่างมาก ซึ่งเมื่อมันปรากฎภาพในโฆษณาผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายที่เขาถูกว่าจ้างเป็นพรีเซ็นเตอร์ มันก็กลายเป็นที่ฮือฮา หลังจากนั้นสื่อต่าง ๆ ก็ให้ความสนใจนำเสนอเรื่องราวของรอยสักบนร่างกายของชัปปุยส์และนักกีฬาฟุตบอลรายอื่น ๆ ทั้งลีซอ ธีรเทพ วิโนทัย, ชาคริต บัวทอง หรือประหยัด บุญญา ซึ่งที่จริงแล้วนักเตะไทยหลายรายก็มีความชอบในการสักแต่มันไม่เป็นที่สนใจเท่านั้นเอง

หนึ่งรอยสักที่โดดเด่นของยอดนักเตะลูกครึ่งสวิตฯ ที่เป็นที่สนใจคือรอยสักบนน่องซ้ายซึ่งเป็นรูปรวมตัวการ์ตูนที่มีทั้งมาริโอ บรอส์, ปิกาจู, ซง โกคูจากดราก้อนบอล, โดนัลด์ ดั๊ก, ซิมป์สันและเรื่องราวจากกัปตันซึบาสะ โดยมีการดีไซน์แบบผสมตัวละครกับช่องเฟรมเหมือนคอมิกส์ แน่นอนว่ารอยสักดังกล่าวได้รับการคุ้มครองในรูปแบบลิขสิทธิ์เสียด้วย

ชัปปุยส์ประสบความสำเร็จมากมายในระหว่าง 2 ปีแรกที่มาเริ่มต้นเล่นฟุตบอลในเมืองไทย จนกระทั่งเขาเกิดอาการบาดเจ็บจากการกระโดดดีใจแล้วลงผิดจังหวะ หลังจากนั้นเขาต้องพักยาวเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บที่เริ่มต้นจาก 1-2 เดือนกลายเป็นเกือบปี เมื่อกลับมาลงสนามอีกครั้ง ผลงานของชัปปุยส์ก็ไม่กลับมาเข้าฟอร์มเดิม นอกจากจะหลุดจากทีมชาติแล้วเจ้าตัวยังต้องโยกย้ายออกจากสโมสรบุรีรัมย์ไปอยู่ที่สุพรรณบุรีหลังโดนผู้เล่นรายอื่นทำผลงานแซงหน้า

ที่สุพรรณบุรีนี่เองที่ชัปปุยส์มีรอยสักใหม่เป็นรูปช้างบนแผนที่ประเทศไทย เขาเล่าถึงรอยสักรูปช้างว่ามีความชื่นชอบในความยิ่งใหญ่และแข็งแกร่งของมัน ช้างเป็นสัตว์ตัวโปรดของเขามาตั้งแต่เด็ก ๆ ทุกครั้งที่กลับมาเมืองไทยเขาก็จะไปเยี่ยมชมหมู่บ้านช้างกับครอบครัวอยู่เสมอ เมื่อถึงวันที่เขาบาดเจ็บหนัก รอยสักที่เขาเลือกจึงเป็นรูปช้างและประเทศไทยที่เขารัก พร้อมทั้งหวังว่ามันจะช่วยปกปักรักษาไม่ให้เขาได้รับบาดเจ็บอีก

ความโด่งดังของชัปปุยส์นั้นไม่มีอะไรนิยามได้ดีเท่ากับฐานะสามีแห่งชาติ เพราะเขาเป็นขวัญใจของสาวน้อยสาวใหญ่สาวแท้สาวเทียมทั้งประเทศ รอยสักของชาริลเองก็ได้รับความสนใจ และมันได้เปลี่ยนมุมมองของสาว ๆ ที่มีต่อรอยสักจากที่เคยรู้สึกไม่ชอบ รู้สึกว่ารอยสักมีแต่คนไม่ดีเท่านั้นที่สัก มันกลายเป็นว่าทุกอย่างบนร่างกายของชัปปุยส์ดูเท่ห์ ดูแล้วสวยงามไม่น่าเกลียดเลย แถมยังทำให้เกิดการแห่ตามไปสักรอยบนร่างกายด้วย

ต้องยอมรับว่าชาริล ชัปปุยส์คือนักฟุตบอลพรสวรรค์ที่มาพร้อมมุมมองเรื่องรอยสักใหม่ของแฟนบอลไทย การที่เขาเป็นนักเตะที่แฟนบอลไทยเข้าถึงได้ และเป็นขวัญใจของผู้คน รอยสักจากที่เคยถูกมองไม่ดีก็เปลี่ยนเป็นรสนิยมใหม่ที่ถูกยอมรับว่าสวยงามแทน

ลูคัส ดีญ ผมไม่เคยเดินเดียวดายในเมืองที่คุณจะไม่มีวันเดินเดียวดาย

ในเมืองลิเวอร์พูลมีสองสีจากสองสโมสรฟุตบอลใหญ่ หนึ่งคือสีแดงของลิเวอร์พูล และอีกหนึ่งคือสีน้ำเงินของเอฟเวอร์ตัน ในสายตาของคนนอกที่อาจจะได้ยินชื่อเสียงของลิเวอร์พูลมากกว่าจะแบ่งพวกเขาเป็นที่หนึ่งหรือที่สอง แต่สำหรับคนเมืองนี้พวกเขาต่างก็เป็นที่หนึ่ง และอีกทีมคืออีกหนึ่งเสมอ

ลิเวอร์พูลเติบโตก้าวไปไกลกว่าในอาณาจักรฟุตบอลที่ครอบคลุมไปทั่วโลก สโลแกนของพวกเขาที่ว่า You’ll never walk alone กลายเป็นวลีอมตะ ดังนั้นหากใครสักคนที่เปลี่ยนแปลงถ้อยคำนี้ไป เขาต้องไม่ใช่แฟนบอลลิเวอร์พูลแน่นอน และ ลูคัส ดีญนักเตะหน้าใหม่ของเอฟเวอร์ตันคือใครคนนั้น

ไม่กี่วันหลังมีข่าวผู้เล่นสัญชาติฝรั่งเศสรายนี้ย้ายจากบาร์เซโลน่า ยักษ์ใหญ่ในสเปนมาอยู่เอฟเวอร์ตันตอนก่อนเปิดฤดูกาล 2018 นี้เอง มีคนตาดีไปสังเกตเห็นรอยสักพาดบนหน้าอกของดีญในตอนที่เขาเข้ารับการตรวจร่างกาย ข้อความนั้นเขียนว่า “I Never Walk Alone” แล้วจากนั้นก็เกิดเป็นไวรัลเรื่องนี้บนโลกโซเชียล เดือดร้อนดีญต้องออกมาเฉลยว่ามันไม่เกี่ยวข้องกับอีกสโมสรร่วมเมืองที่ชื่อลิเวอร์พูลเลย แม้ว่าเขาจะถูกตามจีบจากสโมสรสีแดงมาแล้วถึงสองครั้งก็ตาม

ผมปฏิเสธการย้ายไปอยู่กับพวกเขาตั้งสองรอบเชียวนะดีญหมายถึงการที่เขาเลือกย้ายจากลีลล์ไปปารีส แซงต์ แชร์กแมงในครั้งแรก และย้ายไปบาร์เซโลน่าในครั้งที่สอง ซึ่งเป็นการเลือกปฏิเสธคำชักชวนจากสโมสรลิเวอร์พูล

คำอธิบายที่ดีญเลือกกล่าวถึงเรื่องรอยสักนี้เกี่ยวข้องกับวัยเด็กของเขา ในตอนสามหรือสี่ขวบที่เขาไปโรงเรียนครั้งแรก พ่อกับแม่สวมสร้อยคอที่มันเขียนคำนี้ไว้ จนกระทั่งอายุ 18 เขาก็ตัดสินใจสักข้อความนี้ไว้บนหน้าอก มาถึงตรงนี้ดีญเชื่อว่าแฟนบอลลิเวอร์พูลที่ไม่รู้ความจริงของมันก็คงนึกโกรธเพราะเขาเซย์ โนใส่ทีมที่พวกนั้นรักตั้งสองครั้งสองครา

You’ll never walk alone เสมือนบทเพลงประจำชาติของชาวหงส์แดง บทเพลงนี้เริ่มต้นมาจากเพลงของริชาร์ด ร็อดเจอร์กับออสการ์ แฮมเมอร์สไตน์ที่ 2 ที่ช่วยกันบรรจงแต่งขึ้นมาในปี 1945 สำหรับใช้ในละครเพลง Carousel ละครเพลงเรื่องที่สองที่พวกเขาจัดแสดง หลังจากนั้นอีก 18 ปี แกรี่ แอน เดอะ พีชเมกเกอร์ วงบอย กรุ๊ป สไตล์เดียวกันกับวงเดอะ บีทเทิ้ลก็เอามันมาขับร้องใหม่ในสไตล์ปัจจุบันและมันขึ้นติดท็อป ชาร์ตเพลงในปี 1963

บิล แชงค์ลี่ย์คือผู้จัดการทีมคนสำคัญที่รับเอาเพลงนี้เข้ามาสู่สโมสรอย่างเป็นทางการ ทีแรกก็เป็นแค่เรื่องราวของคนในสโมสรและแฟนบอล แต่ในอีก 2 ปีให้หลัง เมื่อแฟนบอลลิเวอร์พูลร้องเพลงนี้หลังเกมเอาชนะลีดส์ในนัดชิงเอฟเอคัพ 1965 ที่เวมบลีย์ เคนเน็ธ โวลส์เท่นโฮล์ม คอมเมนเตเตอร์ในวันนั้นพูดขึ้นมาว่า นี่มันเป็นลายเซ็นทางเสียงของสโมสรลิเวอร์พูลเลยนะ

ตั้งแต่นั้นมาเรื่องราวของบทเพลง You’ll never walk alone ก็สืบสานผ่านการร้องของเหล่าแฟนบอลลิเวอร์พูล แล้วก็ขยายไปเป็นเพลงประจำของอีกหลายสโมสรในยุโรป กลายเป็นแรงบันดาลใจให้อีกหลายสโมสรและหลายชาติสร้างเพลงที่เป็นธีมของพวกเขาขึ้นมา แต่หากพูดถึง You’ll never walk alone แล้วก็ต้องนึกถึงลิเวอร์พูลเป็นอันดับแรกนั่นแหละ

ลูคัส ดีญ กับข้อความที่เพี้ยนไปจากประโยคที่คนทั้งโลกรู้จัก กลายเป็นความสงสัยใคร่รู้ แม้คำอธิบายว่ามันเกิดขึ้นจากข้อความบนสร้อยคอเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว และเขาก็สักมันตั้งแต่ตอนอายุ 18 ด้วย มันจะเป็นไปได้ไหมว่าแท้จริงแล้วเขาแค่จำข้อความผิด และที่จริงแล้วมันคือข้อความเดียวกัน

แดเนี่ยล แอกเกอร์ จากลูกหนังสู่ช่างสัก

อาชีพพ่อค้าแข้งถูกเข้าใจดีโดยตัวนักเตะว่ามันเป็นเวลาเพียงช่วงสั้น ๆ ของชีวิตเท่านั้น เมื่อถึงวันหนึ่งอายุขัยและร่างกายจะบอกคุณเองว่าถึงเวลาต้องเลิกราจากมันแล้ว เมื่อนั้นแหละที่เส้นทางใหม่ในชีวิตคุณจะเปลี่ยนไป

แดเนี่ยล แอกเกอร์ เป็นหนึ่งในนักฟุตบอลที่หนีไม่พ้นเรื่องราวเดียวกันนี้ หลังจากได้มีโอกาสเล่นฟุตบอลให้กับสโมสรลิเวอร์พูล สโมสรในดวงใจ มันก็เหมือนจุดสูงสุดในอาชีพนักฟุตบอลถูกทำจนสำเร็จแล้ว ระหว่างปีท้าย ๆ แอกเกอร์รู้ดีว่าวันหนึ่งการได้ใช้เวลาในสโมสรแห่งนี้จะสิ้นสุดลง และเขาต้องจากไป

เส้นกราฟชีวิตของแอกเกอร์เดินทางอย่างสวยหรู เริ่มต้นชีวิตฟุตบอลที่บรอนด์บี้ สโมสรในเมืองเกิด โชว์ฟอร์มได้ดีจนถูกตาแมวมองของสโมสรลิเวอร์พูลในอังกฤษ ได้ย้ายไปเล่นที่ลิเวอร์พูลตั้งแต่ปี 2006-2014 ปี พร้อมกันนั้นก็ติดทีมชาติเดนมาร์ก พอถึงวันหนึ่งเส้นทางอาชีพนักเตะก็จบลงเหมือนคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าได้ และในปี 2016 กับอายุเข้าเลข 3 แดเนี่ยล แอกเกอร์ก็ประกาศเลิกเล่นฟุตบอลอย่างเต็มตัว มันเป็นช่วงหลังย้ายจากลิเวอร์พูลที่เขาใช้เวลารับใช้สโมสรนานถึง 8 ปี เพื่อกลับมาเล่นช่วงสั้น ๆ ให้กับบรอนด์บี้ สโมสรแรกในบ้านเกิดที่เดนมาร์ก

ระหว่างที่อยู่ลิเวอร์พูล แอกเกอร์ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ให้ความสนใจรอยสักมาก เขามีรอบสักไวกิ้งบนแขนขวาและตลอดแผ่นหลัง ตลอดจนข้อความทั้งในแบบภาษาเดนมาร์กและภาษาอังกฤษบนตัวและแขน โดยในแต่ละปีร่างกายของเขาจะถูกอุทิศให้กับการสักลวดลายต่าง ๆ ลงไป ซึ่งพอถึงตอนที่เขาต้องอำลาสโมสรลิเวอร์พูลอันเป็นที่รัก ร่างกายของแอกเกอร์ก็มีรอยสักอยู่เต็มทุกพื้นที่ รวมไปถึงตัวอักษร YNWL และนกไลฟ์เวอร์เบิร์ดบนหลังนิ้วมือขวา ที่ซึ่งจะเตือนใจถึงช่วงเวลาที่รับใช้สโมสรไปจนชั่วชีวิต

ในช่วงปี 2012-2013 แดเนี่ยล แอกเกอร์เผชิญช่วงยากลำบากเมื่อมีอาการบาดเจ็บต่อเนื่องจนไม่ค่อยได้ลงสนาม แอกเกอร์ก็เลยได้มีเวลาคิดหางานสำหรับอนาคตหลังจากเลิกเล่น เขาย้อนมาทบทวนตัวเองว่านอกจากฟุตบอลแล้วมีอะไรทีเขามีความสุขกับมันบ้าง คำตอบที่แอกเกอร์พบคือการทำงานเกี่ยวกับงานสัก เมื่อค้นพบความชอบในเรื่องนี้ แอกเกอร์ไม่รอช้าที่จะลงเรียนการสักอย่างจริงจัง และเมื่อพร้อมกับการเริ่มต้นธุรกิจใหม่และอาชีพใหม่ แอกเกอร์ก็หาแนวร่วมในการเปิดร้านรับสักที่เดนมาร์ก เขาร่วมกับเพื่อนสนิทอย่างคริสเตียน สตาดิล เจ้าของแบรนด์ชุดกีฬาฮัมเมลและช่างสักมือดีชาวอเมริกัน-อียิปต์ อามี่ เจมส์ ภายใต้ชื่อ Tattodoo ปรากฏว่ามันไปได้สวย แพลตฟอร์มของ Tattodoo กลายเป็นผู้นำเทรนด์ของรอยสักใหม่ ๆ บนโลกโซเชี่ยลที่ถึงตอนนี้มีคนเขามาใช้งานมากกว่า 20 ล้านคน

ไม่ใช่แค่เรื่องของรอยสัก แอกเกอร์ยังมองถึงการลงทุนอย่างอื่นไปด้วย และเห็นช่องทางบางอย่าง ก่อนเริ่มต้นลงทุนธุรกิจกำจัดของเสียและปฏิกูลในสเปน ภายใต้ชื่อ KloAgger โดยลงทุนเงินกับพี่ชาย ลุงและเพื่อนในวัยเด็กของเขา มันไปได้สวยพอดูสำหรับธุรกิจนี้เช่นกันหลังเริ่มต้นมันในปี 2015

อังเดร เกรย์ กับรอยสักรูปเหล่านักสิทธิพลเมือง

แผ่นหลังของนักกีฬาหนึ่งคนบอกเล่าเรื่องราวแตกต่างกันไป ส่วนใหญ่แล้วพวกเขามักสักอะไรบางอย่างเพื่อใช้แทนความทรงจำ หรือไม่ก็เพื่อต้องการระลึกถึงอะไรบางอย่าง แต่จะมีกี่คนที่สักในสิ่งที่บ่งบอกถึงอุดมการณ์ของตัวเอง

อังเดร เกรย์เกิดที่วูล์ฟแฮมตันในปี 1991 เติบโตขึ้นมาอย่างยากลำบากและสุ่มเสี่ยงที่จะมีชีวิตบนโลกด้านมืด เขาโชคดีที่มีพอจะมีฝีเท้าในเชิงลูกหนังและมีโอกาสได้ฝึกฝนในอะคาเดมี่ของวูล์ฟแฮมตันเมืองบ้านเกิด แต่พออายุ 13 ปี เขากลับโดนปล่อยตัวจากทีมอะคาเดมี่ แต่สิ่งนี้เกรย์ก็ไม่ได้แยแส เขาเลือกเดินทางไปทดสอบฝีเท้าที่ชรูว์บิวรี่ ทาวน์ ได้เข้าอะคาเดมี่และเซ็นสัญญาเป็นนักเตะในเวลาต่อมา

และไม่นานเขาก็โดนให้ออกจากทีมชรูว์บิวรี่ ซึ่งเช่นเคยเขายักไหล่ให้กับมันและออกหาทีมที่สนใจจ้างกองหน้าที่ยิงประตูเป็น ด้วยฝีเท้าที่ดีทำให้ต่อมาเกรย์ได้เล่นให้ทีมนอกลีกอย่างเทลฟอร์ด ยูไนเต็ดและฮิ้นซเลย์ ยูไนเต็ด ทว่าทุกที่เต็มไปด้วยความไร้จุดหมายสำหรับชีวิตนักเตะพาร์ทไทม์ของอังเดร เกรย์ เมื่อเขาพึงพอใจแค่การได้ลงเตะและมีคนจ่ายค่าแรงให้ไปวัน ๆ

แล้วจุดเปลี่ยนทางความคิดเกิดขึ้นเมื่อเขาหันมามองตัวเองในฐานะนักเตะอาชีพ มันกลายเป็นจังหวะที่เขาค้นพบว่าไม่มีอะไรสำคัญในชีวิตไปกว่าการได้เป็นนักเตะอาชีพเต็มตัว การเป็นนักฟุตบอลเป็นเพียงสิ่งเดียวที่สร้างชีวิตของเขาให้ดีขึ้นไปได้ จากนั้นทุกสิ่งทุกอย่าง การฝึก การลงแข่งก็กลายเป็นสิ่งที่มีความหมาย และเมื่อเขาเดินบนเส้นทางที่ถูก อังเดร เกย์ค่อย ๆ ไต่ระดับทีมขึ้นมาจากลูตัน ทาวน์ ทีมนอกลีกในปี 2012 เบรนด์ฟอร์ด ทีมระดับลีกวันในปี 2014 ต่อด้วยเบิร์นลี่ย์ ทีมบนเวทีแชมเปี้ยนชิพในปี 2015 เขาเข้าใกล้ปลายทางลีกสูงสุดของอังกฤษอีกแค่ก้าวเดียวเท่านั้น และมันเป็นเขาที่ช่วยให้เบิร์นลี่ย์เลื่อนชั้นขึ้นมาจริง ๆ ในฤดูกาลต่อมา ถึงตอนนี้เขากลายเป็นหนึ่งในกองหน้าที่มีชื่อเสียงพอตัว เมื่อมองย้อนไปว่าเริ่มต้นเรื่องราวอย่างไร้อนาคตที่ดีจนได้ย้ายมาอยู่กับวัตฟอร์ดที่เป็นสโมสรล่าสุด

ก่อนเริ่มฤดูกาล 2017 อังเดร เกรย์ นักฟุตบอลวัย 27 แห่งทีมวัตฟอร์ดมีเรื่องให้ฮือฮา เมื่อเขามีรอยสักใหม่เต็มแผ่นหลังมาอวด มันเป็นรูปที่เขาใช้เวลาแปดเกือบเก้าชั่วโมงในการทนให้ช่างบรรจงวาดสิ่งที่เขายกย่องลงไป เรื่องราวของคนและกลุ่มคนที่เป็นนักต่อสู้เรียกร้องสิทธิพลเมืองแอฟริกัน-อเมริกันที่มีชื่อเสียงจำนวนสิบคนซึ่งถูกยกย่องไปทั่วโลก อาทิ เนลสัน เมนเดลล่า ประธานาธิบดีของแอฟริกาใต้, มูฮัมหมัด อาลี ยอดนักมวยรุ่นเฮฟวี่เวท, โรซ่า ปาร์กเกอร์ ผู้ไม่ยอมถูกย้ายที่นั่งบนเครื่องบินเพียงเพื่อให้คนผิวขาวได้ที่นั่งเธอไป, บ็อบ มาร์เล่ย์ ราชาเพลงเร็กเก้ชาวจาไมก้า หรือมาร์ติน ลูเธอร์ คิงส์ นักพูดและนักเรียกร้องความยุติธรรมให้คนผิวสีชาวอเมริกัน ตัวบุคคลและเรื่องราวถูกนำภาพมาจัดวางไว้บนแผ่นหลังของนักเตะชาวเมืองผู้ดีรายนี้

“การรณรงค์เคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องสิทธิพลเมืองเป็นบางอย่างที่ผมสนใจมากที่สุด” เกรย์เริ่มต้นเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับมันหลังถูกไล่ตามสัมภาษณ์แทบในทันทีที่เขาเผยภาพออกมา เกรย์เล่าว่ามันเริ่มต้นเมื่อสามปีที่แล้วตอนเขาอายุ 23 ปี เขาได้มีโอกาสอ่านเรื่องราวเหล่านี้และเห็นผ่านตาทางทีวี พอเริ่มต้นตามหาอ่านเรื่องราวของหนึ่งคน มันก็นำไปสู่อีกคนและอีกคน

ในบรรดาคนดังที่อยู่บนหลัง อังเดร เกรย์เลือกมาร์คัส การ์วีย์เป็นที่สุดของความยกย่อง ชายผู้เป็นกลจักรสำคัญของการต่อสู้ปฏิวัติเพื่อทวงคืนอิสรภาพของทาสผิวดำและแรงงานอพยพทั้งหลายบนแผ่นดินจาไมก้า รวมไปถึงทุกพื้นที่ทั่วโลก การ์วีย์เติบโตมาด้วยการเห็นทุกข์ยากของคนนิโกรและแรงงานอพยพที่ถูกปกครองแบบไม่เป็นธรรมจากนายจ้างชาวยุโรป

หลังมีโอกาสได้ทำงานและเดินทางไปทั่วทั้งในอเมริกาใต้ อังกฤษและอเมริกา อังเดร การ์วีย์มีโอกาสเลือกชีวิตที่ยืนฝั่งเดียวกันกับคนผิวขาว แต่การได้พบปะคนดำมากมายที่มีแนวคิดเดียวกันคือการคืนความเท่าเทียมกันของมนุษย์จากคนขาวสู่คนดำทั้งหลาย สุดท้ายเขาตัดสินใจเลือกที่จะอยู่ข้างคนผิวดำเหมือนกัน ทำให้ต่อมาเขาได้ก่อตั้งสองสิ่งที่สำคัญมากในการใช้เป็นเครื่องมือดำเนินการสู่เป้าหมายเรียกร้องสิทธิความเท่าเทียม นั่นคือสมาคม UNIA (Universal Negro Improvement Association) ซึ่งมีแนวคิดพาคนดำกลับสู่แอฟริกาถิ่นฐานบ้านเกิด และสองคือการก่อตั้งหนังสือพิมพ์นิโกร เวิร์ลด์ที่ใช้เป็นกระบอกเสียงสำหรับคนดำ คนแอฟริกันและแรงงานอพยพทั้งหมาย สุดท้ายแม้จะไม่สามารถทำได้สำเร็จ แต่มาร์วีย์ก็สามารถเพาะเมล็ดพันธุ์ในการเรียกร้องสิทธิของชาวผิวดำให้เป็นอุดมการณ์และแนวทางของอีกหลายสิบล้านคน

ตลอดช่วงซัมเมอร์ของปี 2017 ความสนใจทั้งหมดของอังเดร เกรย์มุ่งไปที่การศึกษาเกี่ยวกับเรื่องการปฏิวัติเรียกร้องสิทธิพลเมืองมากกว่าเรื่องย้ายทีมเสียอีก เขาอ่านหนังสือจำนวนมาก ดูสารคดีเกี่ยวกับคนเหล่านี้ แถมยังเดินทางไปเยือนพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ต่าง ๆ มันซึมซับและกลายเป็นส่วนสำคัญในการมองชีวิตของเขามากขึ้น

นาตาชา ไค สาวลายสักหัวใจนักสู้แห่งท้องทะเล

บรรดาเซเลบสาววงการกีฬาไม่น่าจะมีใครที่สะสมรอยสักมากเท่านาตาชา ไคอีกแล้ว เพราะในขณะที่สาวนักกีฬาคนอื่น ๆ (เว้นบรรดานักสู้ UFC และ MMA) มีรอยสักเสมือนเป็นเครื่องประดับ แต่นาตาชาสักรอยบนร่างกายของเธอด้วยความศรัทธา

นาตาชา ไค เกิดในปี 1983 ที่ฮาวาย รัฐกลางมหาสมุทรแปซิฟิคของสหรัฐอเมริกา ว่ากันว่าชาวฮาวายสืบเชื้อสายมาจากชนชาวโพลีนิเชี่ยน นักเดินทะเลที่ยิ่งใหญ่จากหมู่เกาะทะเลใต้ ดังนั้นศิลปะและวัฒนธรรมเกี่ยวกับชาวโพลีนิเชี่ยนและชาวฮาวายจึงคล้ายคลึงกันมาก ลวดลายรูปคลื่นและเรื่องราวเกี่ยวกับทะเลถูกวาดลงบนแขนขวาของนาตาตั้งแต่ข้อมือขึ้นไปถึงหัวไหล่ และตั้งแต่สะโพกลงไปจนตลอดขาขวาด้วย มันมีความเป็นสัญลักษณ์แบบชาวเกาะฮาวาย ริ้วคลื่น ใบไม้ ทางมะพร้าว รวมไปถึงดอกชบา ดอกไม้สัญลักษณ์ของชาวฮาวายถูกบรรจงรังสรรค์ไว้อย่างสวยงาม

ตอนอายุ 5 ขวบ นาตาชาเจออุบัติเหตุใหญ่ ชิ้นแก้วที่แตกเสียบที่เท้า มันร้ายแรงขนาดที่หมอวินิจฉัยว่าเธออาจจะวิ่งไม่ได้ แต่ที่สุดเธอก็ฟื้นตัวกลับมาอย่างแข็งแกร่ง การเติบโตในฐานะนักกีฬาฟุตบอลอาชีพและติดทีมชาติเป็นไปไม่ได้เลยหากอยู่ที่ฮาวาย นั่นคือสิ่งที่นาตาชาคิด เมื่อจำเป็นต้องเลือกนาตาชาจึงออกเดินทางมาสู่แผ่นดินใหญ่ โดยมีโปรไฟล์ผลงานที่ดีระหว่างเล่นทีมมหาวิทยาลัยแห่งรัฐฮาวาย

การอยู่ห่างไกลบ้านเกิดทำให้เธอต้องหาสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ แผ่นหลังของนาตาชามีเต่าทะเลในรูปแบบศิลปะฮาวาย และบนหลังเท้าขวาก็มีแผนที่รัฐฮาวายบ้านเกิด ในไม่ช้านาตาชาก็เพิ่มรอยสักลงไปอีก เธอสักชื่อไคไว้ที่ด้านหลัง สัญลักษณ์ราศีเมถุนที่เป็นราศีเกิดบนหัวไหล่ซ้าย ที่สีข้างด้านขวานาตาชาสักเนื้อเพลงที่เธอแต่งด้วยตัวเอง มันบรรยายว่า “ในช่วงเวลาอันน่าชื่นชม สมบัติลล้ำค้าที่สุดในโลกคือหัวใจของฉัน และฉันแบ่งปันมันให้กับคุณ จงปกป้องมันราวกับเป็นหัวใจคุณเอง” ซึ่งไคอธิบายว่ามันช่วยให้เธอจดจำว่าตัวเองเป็นคนที่แข็งแกร่ง เธอต้องทำให้ตัวเองแข็งแกร่ง แล้วคนรอบข้างก็จะรู้เองว่าเธอแข็งแกร่งและเป็นคนดี บนตัวของนาตาชามีรอยสักรวมแล้วมากกว่า 60 ชิ้นซึ่งมันทำให้เธอดูโดดเด่นและแตกต่างท่ามกลางนักกีฬารายอื่นโดยตลอดเวลาที่ลงแข่งขัน

การต้องต่อสู้ไกลบ้านต้องใช้หัวจิตหัวใจที่แข็งแกร่ง นาตาชาสู้กับคำดูถูกเรื่องการเป็นสาวบ้านนอก แต่เธอก็ค่อย ๆ สร้างผลงานและติดทีมชาติสหรัฐ กลายเป็นนักกีฬาฟุตบอลหญิงคนแรกจากรัฐห่างไกลอย่างฮาวาย ที่ได้รับเลือกเข้าทีมฟุตบอลหญิงชุดใหญ่ของประเทศ

เรื่องสำคัญหนึ่งอย่างเกี่ยวกับการเป็นนักเตะทีมชาติ คือการที่เธอไม่เคยเกี่ยวข้องใด ๆ กับสารบบทีมชาติมาก่อน โอกาสเดียวที่เธอได้สัมผัสคือการเข้าแคมป์เก็บตัวนักกีฬาชุดอายุไม่เกิน 21 ปี ในปี 2004 แตกต่างจากเพื่อนร่วมทีมรายอื่น ๆ ที่โตมาในระบบที่คุ้นเคยตั้งแต่ยังเป็นเยาวชนทั้งนั้น นาตาชา ไคผลักดันตัวเองจนกลายเป็นส่วนหนึ่งในทีมชาติชุดนั้น ก่อนที่จะตามมาด้วยการสร้างผลงานยิง 12 ลูกจาก 6 เกม แต่มันก็ไม่ง่ายสำหรับการไต่สูงขึ้นไป เมื่อนาตาชาต้องใช้เวลาอีกถึง 2 ปีบนเวทีลูกหนังก่อนถูกเรียกขึ้นทีมชาติชุดใหญ่ รวมไปถึงการคว้าเหรียญทองโอลิปิกเกมส์ที่ปักกิ่งในปี 2008 ได้

แต่การต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของนาตาชา ไค ไม่ใช่เกมลูกหนัง หากแต่มันคือการลุกขึ้นมายอมรับว่าตัวเธอเป็นกลุ่มหญิงรักหญิง แม้ทั้งหมดจะมีจุดเริ่มต้นจากการหลุดคำสัมภาษณ์ให้กับเว็บไซต์ข่าวช่องหนึ่งก็ตามว่าเธอต้องเลิกกับแฟนสาวเพื่อเดินทางต่อไปบนถนนลูกหนังสายอาชีพ ยังโชคดีที่นาตาชาไม่ใช่เพียงผู้เล่นรายเดียวที่ประกาศตัวเป็นเลสเบี้ยนในปีนั้น เมื่อมีผู้เล่นทีมชาติสหรัฐอีกสองรายที่เผยว่าเป็นกลุ่มรักร่วมเพศเช่นกัน ทำให้เธอก้าวผ่านช่วงเวลานั้นได้

หลังปี 2009 การคว้าเหรียญทองโอลิมปิกและได้แชมป์ลีกฟุตบอลหญิงของประเทศ ประกอบกับอาการบาดเจ็บแล้วบาดเจ็บอีก นาตาชาในวัย 27 ปีเลือกกลับมาใช้ชีวิตที่ฮาวาย หลังจากที่รู้สึกถึงจุดอิ่มตัวแล้วในการเล่นฟุตบอล ที่เกาะฮาวายบ้านเกิด นาตาชามีเวลาพักผ่อน ใช้ชีวิตแบบห่างไกลจากกลิ่นลูกหนัง และได้เฝ้าดูแลคุณพ่อที่เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย หากแต่คำขอร้องที่อยากเห็นลูกสาวกลับมาเล่นฟุตบอลอีกครั้งทำให้นาตาชารู้สึกสับสน ก่อนที่จะตัดสินใจเริ่มต้นเข้าฟิตเนสหลังการจากไปของพ่อในปี 2014 เธอทุ่มเทอย่างบ้าคลั่งในการฟิตซ้อมตัวเองสลับกับการจมอยู่ในความเศร้าจากการสูญเสีย จนที่สุดก็พร้อมจะลงเล่นให้บลู สกาย สโมสรแรกที่เธอเริ่มต้นเล่นฟุตบอล

มีนาคม 2016 นาตาชา ไตลงเล่นฟุตบอลอาชีพอีกครั้งในฐานะนักกีฬาของสโมสรบลู สกายท่ามกลางคนดูแค่ราว 500 คน นาตาชายิงประตูได้ติดต่อกันหลายเกม สัญชาตญาณนักล่ากลับมาสู้ตัวเธอ แต่เหนืออื่นใดเธอหัวเราะกับมันหลังจากใช้ชีวิตอย่างหม่นหมองมานาน ในวันที่เธอกลับมาลงเล่นอีกครั้ง บรรดาเพื่อนเก่าแก่ในวงการฟุตบอลต่างรีบทวีตส่งต่อข่าวนี้อย่างตื่นเต้น

พลังแห่งความฝันของเนย์มาร์ ที่เล่าผ่านการสักเรือนร่าง


“ผมเติบโตมากับสองความความฝัน เหมือนเด็กชายชาวบราซิลทั่วไปที่อยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพ และอีกฝันคืออยากเป็นซุปเปอร์ฮีโร่” นี่คือคำบอกเล่าของเนย์มาร์ นักเตะชาวบราซิล

ปี 2017 เนย์มาร์กลายเป็นนักกีฬาฟุตบอลอาชีพที่มีค่าตัวแพงที่สุดในโลก 222 ล้านยูโรในการย้ายทีมจากสโมสรบาร์เซโลน่า ทีมในลาลีก้า ประเทศสเปนไปอยู่กับสโมสรปารีส แซงต์ แชร์กแมง ในลีกประเทศฝรั่งเศส

เด็กชายเนย์มาร์เกิดในชุมชนแออัดชื่อโมกี้ ดาส ครูซส์ใกล้เมืองเซา เปาโลของประเทศบราซิล เนย์มาร์ ซานโตส ซีเนียร์ พ่อของเขาเป็นนักฟุตบอลที่ไม่ประสบความสำเร็จและต้องเลิกเล่นด้วยปัญหาอาการบาดเจ็บ เขาไม่มีเงินแม้แต่จะทำอัลตร้าซาวด์ตอนภรรยาตั้งท้องเนย์มาร์ด้วยซ้ำ ดังนั้นไม่ต้องคาดหวังว่าเนย์มาร์จะเติบโตมาแบบมีอันจะกิน เพราะบางช่วงของชีวิตในโมกี้ ดาส ครูซส์ ครอบครัวเนย์มาร์อยู่ด้วยแสงเทียนไม่ใช่จากหลอดไฟฟ้า แต่หลังจากเนย์มาร์เกิด ครอบครัวทนอยู่ที่โมกี้ต่ออีกหลายปี ในที่สุดเนย์มาร์ ซีเนียร์ก็ยอมจำนนและเดินทางกลับบ้านพ่อที่เซา วิเซนเต้ ที่ซึ่งคุณภาพชีวิตเนย์มาร์ดีขึ้นอีกเล็กน้อยในการอาศัยอยู่กับปู่และย่า

เนย์มาร์ถูกตั้งความหวังว่าเขาจะต้องเติบโตมาเป็นนักฟุตบอลอาชีพ อันจะนำมาซึ่งความเป็นอยู่ที่ดีของครอบครัว ดังนั้นเขาถูกฝึกอย่างหนักตั้งแต่เด็ก เนย์มาร์เริ่มวิ่งไล่ตามความฝันด้วยความอดทนเพื่อครอบครัว ไม่ช้าฝีเท้าของเขาก็ดีพอที่จะได้เข้าไปอยู่ในอะคาเดมี่ของสโมสรซานโตส สโมสรอันดับหนึ่งของเซา เปาโล และความจริงอย่างหนึ่งคือฝีเท้าของเขาไปเตะตาแมวมองระหว่างที่เตะบอลข้างถนนในวิเซนเต้นั่นเอง

เรื่องราวชีวิตและความฝันในวัยเด็กของเขาถูกสักไว้บนน่องซ้าย เป็นรูปเด็กชายไม่สวมเสื้อ สวมหมวกมีรูปธงบราซิล ยืนหันหลังกอดลูกฟุตบอลไว้ด้วยมือขวา แหงนหน้ามองชุมชนโมกี้ ดาส ครูซส์ เหนือสุดของรูปเป็นความฝันสามอย่างได้แก่บ้าน สนามฟุตบอล และถ้วยแชมเปี้ยนลีก เนย์มาร์เผยว่าเขาต้องสักมันไว้เพื่อใช้เป็นตัวระลึกถึงความจำเป็นที่เขาต้องสู้

เนย์มาร์ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วในการเล่นฟุตบอลที่บ้านเกิด เขาเซ็นสัญญาอาชีพตั้งแต่อายุ 16 ปี พาสโมสรซานโตสคว้าแชมป์ลีกแห่งชาติบราซิลได้ตั้งแต่อายุ 17 ปี พออายุ 19 ปี เขาก็พาทีมเป็นแชมป์ฟุตบอลรายการใหญ่สุดของทวีปอเมริกาใต้ หลังจากนั้นก็ย้ายมายังยุโรปด้วยค่าตัวเป็นที่ฮือฮาในยุคนั้นราว 88 ล้านยูโรที่บาร์เซโลน่ายอมทุ่มให้ ก่อนที่ในเวลาต่อมาปารีส แซงต์ แชร์กแมงจะตีราคาของเขาให้เป็นผู้เล่นที่มีค่าตัวสูงที่สุดในโลก แน่นอนว่าเนย์มาร์สามารถทำเงินได้ปีละมหาศาลจากการเป็นนักเตะอาชีพ เขามีบ้านหลังใหญ่เท่าที่อยากซื้อ เป็นนักกีฬาเหรียญทองในการแข่งขันฟุตบอลโอลิมปิก เป็นนักกีฬาอาชีพที่มีค่าตัวมหาศาลและคว้าแชมป์ฟุตบอลยุโรปถ้วยใหญ่สุดกับบาร์เซโลน่าในปี 2016 ก่อนสักรูปถ้วยแชมป์ไว้เป็นที่ระลึกบนน่องอีกข้าง มันเป็นการทำ 3 ความฝันของเขาสำเร็จหมดแล้วในวัยแค่ 25 ปีเท่านั้น

กับอีกความฝันที่เป็นไปไม่ได้ในชีวิตจริง นั่นคือการมีพลังเหนือธรรมชาติแบบฮีโร่ ในเมื่อมันเป็นจริงไม่ได้ ฉะนั้นมันจะเป็นอะไรไปหากว่าเขาจะกลายเป็นตัวการ์ตูนที่มีพลังวิเศษแทน เพียงแต่ว่ามันต้องรอเวลาที่เหมาะสม รอการเขียนเรื่องราวที่ใช่ และรอนักเขียนที่ถูกคน จนกระทั่งเดือนกันยายนที่ผ่านมา เนย์มาร์ก็ปรากฏตัวในรูปแบบคอมมิคซุปเปอร์ฮีโร่

นั่นคือในขณะที่เนย์มาร์เติบโตมาพร้อมกับความฝัน, รอยสักและความอยากเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ เขามีรูปแบทแมนและสไปเดอร์แมนบนแผ่นหลัง ซึ่งเพิ่งสักมาเมื่อไม่นานนี้ ขณะที่คริส ฟรานเนรี่ซึ่งเป็นหัวเรือใหญ่ของทีมแฟน ออฟ เฟลม ซึ่งเป็นทีมเขียนการ์ตูนซุปเปอร์ฮีโร่ ก็จินตนาการไว้ว่าอยากได้ฮีโร่ที่มีพลังวิเศษบังคับรอยสักให้มีชีวิตได้ และมันก็กลายมาเป็น “Inked” คอมมิคซีรี่ย์ที่ชูตัวเนย์มาร์เป็นซุปเปอร์ฮีโร่ผู้มีพลังดึงรอยสักรูปสิงโตบนมือซ้ายของเขาให้ออกมามีชีวิต

“พวกเขาเขียนเรื่องราวในคอมมิคขึ้นมาให้สอดคล้องกับเรื่องราวชีวิตของผม ตั้งแต่เด็กแล้วผมโตมาโดยมีแบทแมนเป็นฮีโร่ในดวงใจ ผมหวังว่าตัวผมในคอมมิคจะเป็นแรงบันดาลใจและสร้างความบันเทิงให้กับคนทั่วโลกได้” เนย์มาร์เล่าถึงคอมมิคฮีโร่ของเขาอย่างภาคภูมิใจ และมันก็ทำให้ความฝันของเขาสำเร็จอีกเรื่องในวัย 26 ปีเท่านั้นเอง