โรเบอร์โต้ ฟีร์มีโน่ ตัวพ่อรอยสักคนล่าสุดของลิเวอร์พูล

ครั้งหนึ่งสโมสรลิเวอร์พูลของเกาะอังกฤษเคยมีนักเตะที่ชื่นชอบการมีรอยสักอย่างดาเนี่ยล แอ็กเกอร์ ผู้เล่นกองหลังทีมชาติเดนมาร์กของทีม ซึ่งตัวแอ็กเกอร์นั้นไม่เพียงแต่จะชอบรอยสักมากเป็นพิเศษ เขายังเรียนรู้ที่จะเป็นช่างสักเสียเองด้วย และความชอบนี้เองที่ทำให้นักเตะลิเวอร์พูลคนอื่นในช่วงนั้นต่างพากันสักรอยคนละเล็กละน้อย

หลังการย้ายออกไปของแอ็กเกอร์ ศิลปะรอยสักในถิ่นแอนฟิลด์ก็กลายเป็นเรื่องราวเงียบ ๆ ไม่เป็นที่ฮือฮาอีก จนกระทั่งนักเตะบราซิลเลี่ยนที่ชื่อโรเบอร์โต้ ฟีร์มีโน่ย้ายมาจากเยอรมัน

นักเตะบราซิลสร้างความฮือฮาเมื่อถอดเสื้อฉลองการทำประตูชัยที่เซลเฮิร์ส ปาร์คเหนือเจ้าบ้านคริสตัล พาเลช สายตาแฟนบอลจับจ้องไปยังร่างกายของฟีร์มีโน่ที่เต็มไปด้วยรอยสักทั้งรูปและข้อความต่าง ๆ และส่งเจ้าตัวเข้าไปอยู่ในลิสต์ผู้เล่นลิเวอร์พูลที่มีความชอบในการเป็นเจ้าของรูปสักคนใหม่ต่อจากดาเนี่ยล แอ็กเกอร์, มาร์ติน สเคอร์เทล, ราอูล เมยราเลส ที่ย้ายออกไปก่อนหน้า รวมถึงเดยัน ลอฟเรน กองหลังเพื่อนร่วมทีมปัจจุบัน

ฟีร์มีโน่นั้นสนใจการสักภาพไว้บนเรือนร่างมานานแล้วซึ่งเป็นเรื่องทั่วไปของชาวบราซิล ตามปกติแล้วนักเตะบราซิลมักเริ่มต้นอาชีพในลีกบ้านเกิดแล้วโดนดึงตัวมายังยุโรป แต่ฟีร์มีโน่นั้นต่างไป เขาเป็นแค่ผู้เล่นธรรมดาที่ยังไม่ทันแจ้งเกิดในบราซิลด้วยซ้ำ ก่อนจะเลือกเดินทางมาท้าทายแผ่นดินยุโรปตั้งแต่ยังไร้ชื่อเสียง ข้อความ Familie unaufhorlich Liebe มีความหมายว่าความรักจากครอบครัวนั้นไม่มีวันจบสิ้น โดยเจ้าตัวใช้โปรแกรมแปลเป็นภาษาเยอรมันถูกสักไว้คู่กับใบหน้าของพ่อกับแม่และใบไม้สี่แฉกแห่งความโชคดีถูกสักไว้บนแขนขวา เป็นเครื่องปลอบประโลมใจสำหรับฟีร์มิโน่ในการต่อสู้เพื่อตัวเองและครอบครัวในประเทศเยอรมัน และมันถูกสักไว้ตั้งแต่ก่อนเข้าจะบินข้ามทะเลมายังยุโรปเสียอีก

บนหน้าอกของนักเตะบราซิลรายนี้มีชื่อของแฟนสาวและลูกสาวของเขา พร้อมด้วยข้อความเกี่ยวข้องกับศาสนาและความศรัทธาของเขาที่มีทั้งภาษากรีก โปรตุเกสและอื่น ๆ ซึ่งสิ่งนี่เองที่แสดงให้เห็นว่าฟีร์มีโน่ไม่ได้แค่ชอบรอยสัก แต่เขาให้ความสนใจในเรื่องของการออกแบบอย่างสร้างสรรค์ด้วย

แขนซ้ายของโรเบอร์โต้ ฟีร์มีโน่เพิ่งมีรูปภาพใบหน้าของหญิงสาวพร้อมด้วยรูปสัญลักษณ์อื่น ๆ ตั้งแต่ดอกกุหลาบสีแดง ไพ่ ดาว สมอเรือ ริมฝีปาก ซึ่งสักไว้อย่างไม่เป็นระเบียบเท่าไหร่ และฟีร์มีโน่ก็ยังคงหาโอกาสไปสักรูปภาพใหม่ ๆ อยู่เสมอ ซึ่งบางครั้งเวลาลงสนามเขาก็สวมปลอกแขนยาวคลุมลวดลายทั้งหมดเอาไว้

หลาย ๆ ครั้งที่โรเบอร์โต้ ฟีร์มีโนเซลฟี่ภาพกับแฟนสาว หรือถูกจับภาพในสนามซ้อม ก็จะมีคนสังเกตเห็นรอยสักใหม่ ๆ ให้แฟนฟุตบอลได้เห็นอยู่เป็นประจำ นั่นทำให้นอกจากฝีเท้าในเชิงลูกหนังแล้ว ฟีร์มีโน่คือผู้เล่นที่โดดเด่นในเรื่องของรอยสักมากที่สุดในปัจจุบันของลิเวอร์พูล

บราซิล ชิลเดรน ดรีม ฝันเดียวกันของเด็กชายชาวบราซิล

ฟุตบอลเป็นกีฬาอันดับหนึ่งของบราซิล ประเทศที่ส่งออกนักเตะมากที่สุดในโลก เหตุผลที่ทำให้ฟุตบอลกลายเป็นกีฬาอันดับหนึ่งนั่นเพราะเด็กชายชาวบราซิลทุกคนเชื่อว่า ฟุตบอลคือเครื่องนำพาชีวิตพวกเขาไปจากความยากจนและชีวิตที่ต่ำต้อยได้

แม้นักเตะบราซิลจะมีมากมาย แต่วงการฟุตบอลอาชีพของบราซิลเองก็ไม่ได้มีพื้นที่ว่างมากพอให้ทุกคนได้กลายเป็นดาวเด่น พวกเขาจะต้องทำให้ตัวเองเก่งกว่าและมีความสามารถมากกว่าคนอื่นเพื่อคว้าโอกาสดี ๆ ดังนั้นแม้แต่ในเวทีฟุตบอลข้างถนน เด็กทุกคนจึงทุ่มเทสุดความสามารถ เผื่อจะไปเข้าตาแมวมองที่เดินปะปนท่ามกลางผู้คนทั่วไปอยู่ให้ได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็เป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะอาชีพ และยิ่งยากกว่าในการประสบความสำเร็จระดับสูง ทุกอย่างจะเปลี่ยนไปถึงพวกเขาเล่นดีและได้รับความสนใจจากต่างประเทศ

รอยสัก “Children Dream” ไม่แน่ชัดว่าเริ่มต้นจากใคร แต่มันเป็นรูปแบบที่ชัดเจนว่าจะต้องเป็นเด็กผู้ชายถือลูกฟุตบอลยืนหันหลัง เบื้องหน้าของเขาอาจจะเป็นหมู่อาคาร สลัม หรือสภาพชีวิตอันแร้นแค้น ยากจน เหนือขึ้นไปมีวงความฝันซึ่งประกอบด้วยสามสิ่งคือ การได้ลงเล่นฟุตบอลอาชีพ การมีบ้านและการได้แชมป์ฟุตบอลโลก

เนย์มาร์ กองหน้าค่าตัวแพงที่สุดในโลกของปารีส แซงต์ แชร์กแมงและกาเบรียล เฆซุส กองหน้าอายุน้อยของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป็นสองดาวเตะทีมชาติบราซิลที่กลายเป็นสตาร์ดังในเวทียุโรปต่างมีรอยสักชิลเดรน ดรีม ในรูปแบบที่คล้ายคลึงกัน โดยครั้งหนึ่งพวกเขาได้อวดรูปถ่ายรอยสักคู่กัน เพื่อแสดงหลักฐานถึงการต่อสู้กว่าจะมาถึงจุดนี้

ไม่ใช่แค่นักเตะบราซิลที่มีชื่อเสียงโด่งดังเท่านั้นที่เป็นเจ้าของรอยสักบราซิล ชิลเดรน ดรีม แต่ความหมายของรอยสักนี้ก็ทำให้นักเตะอังกฤษอย่างราฮีม สเตอริ่ง ดาวเด่นของสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้เลือกสักลวดลายทำนองเดียวกันเพื่อสะท้อนถึงการต่อสู้ของเขาที่ไม่ต่างจากเด็กชาวบราซิลด้วย

“บราซิล ชิลเดรน ดรีม” เป็นลวดลายที่ได้รับความนิยมไม่น้อย เพราะมันเป็นเครื่องบอกเล่าถึงที่มาของผู้เป็นเจ้าของ อย่างดิโอโก้ ซานโตส เรงเจิ้ล นักเตะที่มาค้าแข้งในประเทศไทยก็เป็นอีกคนที่เลือกสักแนวคิดนี้ลงบนร่างกายของเขา เรงเจิ้ลมีรูปเด็กชายยืนถือลูกบอลอยู่บนท้องถนนในประเทศบราซิล เบื้องหน้าของเขาคือตึกที่ขึ้นกันอย่างเบียดเสียด เหนือขึ้นไปคือพระเจ้าที่ประทานพรแก่เขา ซึ่งมันถูกนำเสนอออกมาในรูปแบบของออร่าที่กำลังส่องลงมาที่ตัวเด็กชาย

ข้อความ “My Go is the god of impossible” ปรากฏบนรูปภาพแทนความหมายว่า เส้นทางที่เขาจะไปนั้นคือพระเจ้าแห่งความเป็นไปไม่ได้ สิ่งนี้สะท้อนออกมาในความพยายามที่จะผลักดันตัวเองสู่โอกาสที่ดีกว่า เพราะหลังจากที่ได้มาเล่นฟุตบอลกับทีมโอสถสภาในไทยลีก และทีมสงขลาเขามีโอกาสเล่นให้ทีมชาติติมอร์-เลสเตช่วงสั้น ๆ ก่อนถูกตัดสินว่าการโดนสัญชาติของนักเตะบราซิลตอนนั้นเป็นโมฆะ ปัจจุบันเรงเจิ้ลกลับไปลงเล่นฟุตบอลในบ้านเกิดที่บราซิลอีกครั้ง

มีเด็กน้อยชาวบราซิลมากมายที่เลือกบันทึกเรื่องราวของพวกเขาไว้ในรอยสักชิลเดรน ดรีม แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะก้าวข้ามไปสู่จุดหมายความฝัน แต่รอยสักนี้ก็เป็นเครื่องยืนยันถึงเส้นทางที่พวกเขาได้พยายามแล้วในการดิ้นรนพาตัวเองไปสู่จุดที่ดีกว่าของชีวิต

ชาริล ชัปปุยส์ สตาร์ลูกครึ่งที่พาแฟชั่นรอยสักบูมในวงการฟุตบอลไทย

ในฐานะนักฟุตบอลที่มีหน้าตาหล่อเหลาเป็นทรัพย์ติดตัวมาตั้งแต่เด็ก ชาริล ชัปปุยส์ ลูกครึ่งไทยสวิต-เซอร์แลนด์ กลายมาเป็นดาวเด่นในสายตาคนไทยทันที เมื่อเขาตกลงใจย้ายจากยุโรปมาเล่นให้บุรีรัมย์ ยูไนเต็ดในปี 2556 และต่อมาก็ก้าวขึ้นมาติดทีมชาติชุดได้แชมป์ซีเกมส์ที่เมียนมา ต่อด้วยอันดับสี่ เอเชียนเกมส์ที่เกาหลีใต้ และแชมป์อาเซียนคัพในปี 2557 ชัปปุยส์คือสตาร์ดาวรุ่งที่พุ่งแรงที่สุดคนหนึ่งของช่วงเวลาดังกล่าว

นอกจากรูปร่างหน้าตาแบบเด็กหนุ่มลูกครึ่งที่โดนใจสาว ๆ จนได้ก้าวมาสู่การเป็นนายแบบโฆษณาสินค้าหลายชิ้น หนึ่งในความโดดเด่นของชาริล ชัปปุยส์คือการที่เขามีรอยสักบนท่อนแขนขวาอย่างโดดเด่นหลังความแชมป์ในปี 2557 ผิดกันกับนักเตะไทยรายอื่น ๆ ที่มักสักไว้ในส่วนที่ปิดไว้มิดด้วยเสื้อฟุตบอลหรือถุงเท้า

แขนขวาของชัปปุยส์มีรอยสักแบบชาวโพลีนีเซียนที่เป็นที่นิยมอย่างมาก ซึ่งเมื่อมันปรากฎภาพในโฆษณาผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายที่เขาถูกว่าจ้างเป็นพรีเซ็นเตอร์ มันก็กลายเป็นที่ฮือฮา หลังจากนั้นสื่อต่าง ๆ ก็ให้ความสนใจนำเสนอเรื่องราวของรอยสักบนร่างกายของชัปปุยส์และนักกีฬาฟุตบอลรายอื่น ๆ ทั้งลีซอ ธีรเทพ วิโนทัย, ชาคริต บัวทอง หรือประหยัด บุญญา ซึ่งที่จริงแล้วนักเตะไทยหลายรายก็มีความชอบในการสักแต่มันไม่เป็นที่สนใจเท่านั้นเอง

หนึ่งรอยสักที่โดดเด่นของยอดนักเตะลูกครึ่งสวิตฯ ที่เป็นที่สนใจคือรอยสักบนน่องซ้ายซึ่งเป็นรูปรวมตัวการ์ตูนที่มีทั้งมาริโอ บรอส์, ปิกาจู, ซง โกคูจากดราก้อนบอล, โดนัลด์ ดั๊ก, ซิมป์สันและเรื่องราวจากกัปตันซึบาสะ โดยมีการดีไซน์แบบผสมตัวละครกับช่องเฟรมเหมือนคอมิกส์ แน่นอนว่ารอยสักดังกล่าวได้รับการคุ้มครองในรูปแบบลิขสิทธิ์เสียด้วย

ชัปปุยส์ประสบความสำเร็จมากมายในระหว่าง 2 ปีแรกที่มาเริ่มต้นเล่นฟุตบอลในเมืองไทย จนกระทั่งเขาเกิดอาการบาดเจ็บจากการกระโดดดีใจแล้วลงผิดจังหวะ หลังจากนั้นเขาต้องพักยาวเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บที่เริ่มต้นจาก 1-2 เดือนกลายเป็นเกือบปี เมื่อกลับมาลงสนามอีกครั้ง ผลงานของชัปปุยส์ก็ไม่กลับมาเข้าฟอร์มเดิม นอกจากจะหลุดจากทีมชาติแล้วเจ้าตัวยังต้องโยกย้ายออกจากสโมสรบุรีรัมย์ไปอยู่ที่สุพรรณบุรีหลังโดนผู้เล่นรายอื่นทำผลงานแซงหน้า

ที่สุพรรณบุรีนี่เองที่ชัปปุยส์มีรอยสักใหม่เป็นรูปช้างบนแผนที่ประเทศไทย เขาเล่าถึงรอยสักรูปช้างว่ามีความชื่นชอบในความยิ่งใหญ่และแข็งแกร่งของมัน ช้างเป็นสัตว์ตัวโปรดของเขามาตั้งแต่เด็ก ๆ ทุกครั้งที่กลับมาเมืองไทยเขาก็จะไปเยี่ยมชมหมู่บ้านช้างกับครอบครัวอยู่เสมอ เมื่อถึงวันที่เขาบาดเจ็บหนัก รอยสักที่เขาเลือกจึงเป็นรูปช้างและประเทศไทยที่เขารัก พร้อมทั้งหวังว่ามันจะช่วยปกปักรักษาไม่ให้เขาได้รับบาดเจ็บอีก

ความโด่งดังของชัปปุยส์นั้นไม่มีอะไรนิยามได้ดีเท่ากับฐานะสามีแห่งชาติ เพราะเขาเป็นขวัญใจของสาวน้อยสาวใหญ่สาวแท้สาวเทียมทั้งประเทศ รอยสักของชาริลเองก็ได้รับความสนใจ และมันได้เปลี่ยนมุมมองของสาว ๆ ที่มีต่อรอยสักจากที่เคยรู้สึกไม่ชอบ รู้สึกว่ารอยสักมีแต่คนไม่ดีเท่านั้นที่สัก มันกลายเป็นว่าทุกอย่างบนร่างกายของชัปปุยส์ดูเท่ห์ ดูแล้วสวยงามไม่น่าเกลียดเลย แถมยังทำให้เกิดการแห่ตามไปสักรอยบนร่างกายด้วย

ต้องยอมรับว่าชาริล ชัปปุยส์คือนักฟุตบอลพรสวรรค์ที่มาพร้อมมุมมองเรื่องรอยสักใหม่ของแฟนบอลไทย การที่เขาเป็นนักเตะที่แฟนบอลไทยเข้าถึงได้ และเป็นขวัญใจของผู้คน รอยสักจากที่เคยถูกมองไม่ดีก็เปลี่ยนเป็นรสนิยมใหม่ที่ถูกยอมรับว่าสวยงามแทน

ลูคัส ดีญ ผมไม่เคยเดินเดียวดายในเมืองที่คุณจะไม่มีวันเดินเดียวดาย

ในเมืองลิเวอร์พูลมีสองสีจากสองสโมสรฟุตบอลใหญ่ หนึ่งคือสีแดงของลิเวอร์พูล และอีกหนึ่งคือสีน้ำเงินของเอฟเวอร์ตัน ในสายตาของคนนอกที่อาจจะได้ยินชื่อเสียงของลิเวอร์พูลมากกว่าจะแบ่งพวกเขาเป็นที่หนึ่งหรือที่สอง แต่สำหรับคนเมืองนี้พวกเขาต่างก็เป็นที่หนึ่ง และอีกทีมคืออีกหนึ่งเสมอ

ลิเวอร์พูลเติบโตก้าวไปไกลกว่าในอาณาจักรฟุตบอลที่ครอบคลุมไปทั่วโลก สโลแกนของพวกเขาที่ว่า You’ll never walk alone กลายเป็นวลีอมตะ ดังนั้นหากใครสักคนที่เปลี่ยนแปลงถ้อยคำนี้ไป เขาต้องไม่ใช่แฟนบอลลิเวอร์พูลแน่นอน และ ลูคัส ดีญนักเตะหน้าใหม่ของเอฟเวอร์ตันคือใครคนนั้น

ไม่กี่วันหลังมีข่าวผู้เล่นสัญชาติฝรั่งเศสรายนี้ย้ายจากบาร์เซโลน่า ยักษ์ใหญ่ในสเปนมาอยู่เอฟเวอร์ตันตอนก่อนเปิดฤดูกาล 2018 นี้เอง มีคนตาดีไปสังเกตเห็นรอยสักพาดบนหน้าอกของดีญในตอนที่เขาเข้ารับการตรวจร่างกาย ข้อความนั้นเขียนว่า “I Never Walk Alone” แล้วจากนั้นก็เกิดเป็นไวรัลเรื่องนี้บนโลกโซเชียล เดือดร้อนดีญต้องออกมาเฉลยว่ามันไม่เกี่ยวข้องกับอีกสโมสรร่วมเมืองที่ชื่อลิเวอร์พูลเลย แม้ว่าเขาจะถูกตามจีบจากสโมสรสีแดงมาแล้วถึงสองครั้งก็ตาม

ผมปฏิเสธการย้ายไปอยู่กับพวกเขาตั้งสองรอบเชียวนะดีญหมายถึงการที่เขาเลือกย้ายจากลีลล์ไปปารีส แซงต์ แชร์กแมงในครั้งแรก และย้ายไปบาร์เซโลน่าในครั้งที่สอง ซึ่งเป็นการเลือกปฏิเสธคำชักชวนจากสโมสรลิเวอร์พูล

คำอธิบายที่ดีญเลือกกล่าวถึงเรื่องรอยสักนี้เกี่ยวข้องกับวัยเด็กของเขา ในตอนสามหรือสี่ขวบที่เขาไปโรงเรียนครั้งแรก พ่อกับแม่สวมสร้อยคอที่มันเขียนคำนี้ไว้ จนกระทั่งอายุ 18 เขาก็ตัดสินใจสักข้อความนี้ไว้บนหน้าอก มาถึงตรงนี้ดีญเชื่อว่าแฟนบอลลิเวอร์พูลที่ไม่รู้ความจริงของมันก็คงนึกโกรธเพราะเขาเซย์ โนใส่ทีมที่พวกนั้นรักตั้งสองครั้งสองครา

You’ll never walk alone เสมือนบทเพลงประจำชาติของชาวหงส์แดง บทเพลงนี้เริ่มต้นมาจากเพลงของริชาร์ด ร็อดเจอร์กับออสการ์ แฮมเมอร์สไตน์ที่ 2 ที่ช่วยกันบรรจงแต่งขึ้นมาในปี 1945 สำหรับใช้ในละครเพลง Carousel ละครเพลงเรื่องที่สองที่พวกเขาจัดแสดง หลังจากนั้นอีก 18 ปี แกรี่ แอน เดอะ พีชเมกเกอร์ วงบอย กรุ๊ป สไตล์เดียวกันกับวงเดอะ บีทเทิ้ลก็เอามันมาขับร้องใหม่ในสไตล์ปัจจุบันและมันขึ้นติดท็อป ชาร์ตเพลงในปี 1963

บิล แชงค์ลี่ย์คือผู้จัดการทีมคนสำคัญที่รับเอาเพลงนี้เข้ามาสู่สโมสรอย่างเป็นทางการ ทีแรกก็เป็นแค่เรื่องราวของคนในสโมสรและแฟนบอล แต่ในอีก 2 ปีให้หลัง เมื่อแฟนบอลลิเวอร์พูลร้องเพลงนี้หลังเกมเอาชนะลีดส์ในนัดชิงเอฟเอคัพ 1965 ที่เวมบลีย์ เคนเน็ธ โวลส์เท่นโฮล์ม คอมเมนเตเตอร์ในวันนั้นพูดขึ้นมาว่า นี่มันเป็นลายเซ็นทางเสียงของสโมสรลิเวอร์พูลเลยนะ

ตั้งแต่นั้นมาเรื่องราวของบทเพลง You’ll never walk alone ก็สืบสานผ่านการร้องของเหล่าแฟนบอลลิเวอร์พูล แล้วก็ขยายไปเป็นเพลงประจำของอีกหลายสโมสรในยุโรป กลายเป็นแรงบันดาลใจให้อีกหลายสโมสรและหลายชาติสร้างเพลงที่เป็นธีมของพวกเขาขึ้นมา แต่หากพูดถึง You’ll never walk alone แล้วก็ต้องนึกถึงลิเวอร์พูลเป็นอันดับแรกนั่นแหละ

ลูคัส ดีญ กับข้อความที่เพี้ยนไปจากประโยคที่คนทั้งโลกรู้จัก กลายเป็นความสงสัยใคร่รู้ แม้คำอธิบายว่ามันเกิดขึ้นจากข้อความบนสร้อยคอเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว และเขาก็สักมันตั้งแต่ตอนอายุ 18 ด้วย มันจะเป็นไปได้ไหมว่าแท้จริงแล้วเขาแค่จำข้อความผิด และที่จริงแล้วมันคือข้อความเดียวกัน

แดเนี่ยล แอกเกอร์ จากลูกหนังสู่ช่างสัก

อาชีพพ่อค้าแข้งถูกเข้าใจดีโดยตัวนักเตะว่ามันเป็นเวลาเพียงช่วงสั้น ๆ ของชีวิตเท่านั้น เมื่อถึงวันหนึ่งอายุขัยและร่างกายจะบอกคุณเองว่าถึงเวลาต้องเลิกราจากมันแล้ว เมื่อนั้นแหละที่เส้นทางใหม่ในชีวิตคุณจะเปลี่ยนไป

แดเนี่ยล แอกเกอร์ เป็นหนึ่งในนักฟุตบอลที่หนีไม่พ้นเรื่องราวเดียวกันนี้ หลังจากได้มีโอกาสเล่นฟุตบอลให้กับสโมสรลิเวอร์พูล สโมสรในดวงใจ มันก็เหมือนจุดสูงสุดในอาชีพนักฟุตบอลถูกทำจนสำเร็จแล้ว ระหว่างปีท้าย ๆ แอกเกอร์รู้ดีว่าวันหนึ่งการได้ใช้เวลาในสโมสรแห่งนี้จะสิ้นสุดลง และเขาต้องจากไป

เส้นกราฟชีวิตของแอกเกอร์เดินทางอย่างสวยหรู เริ่มต้นชีวิตฟุตบอลที่บรอนด์บี้ สโมสรในเมืองเกิด โชว์ฟอร์มได้ดีจนถูกตาแมวมองของสโมสรลิเวอร์พูลในอังกฤษ ได้ย้ายไปเล่นที่ลิเวอร์พูลตั้งแต่ปี 2006-2014 ปี พร้อมกันนั้นก็ติดทีมชาติเดนมาร์ก พอถึงวันหนึ่งเส้นทางอาชีพนักเตะก็จบลงเหมือนคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าได้ และในปี 2016 กับอายุเข้าเลข 3 แดเนี่ยล แอกเกอร์ก็ประกาศเลิกเล่นฟุตบอลอย่างเต็มตัว มันเป็นช่วงหลังย้ายจากลิเวอร์พูลที่เขาใช้เวลารับใช้สโมสรนานถึง 8 ปี เพื่อกลับมาเล่นช่วงสั้น ๆ ให้กับบรอนด์บี้ สโมสรแรกในบ้านเกิดที่เดนมาร์ก

ระหว่างที่อยู่ลิเวอร์พูล แอกเกอร์ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ให้ความสนใจรอยสักมาก เขามีรอบสักไวกิ้งบนแขนขวาและตลอดแผ่นหลัง ตลอดจนข้อความทั้งในแบบภาษาเดนมาร์กและภาษาอังกฤษบนตัวและแขน โดยในแต่ละปีร่างกายของเขาจะถูกอุทิศให้กับการสักลวดลายต่าง ๆ ลงไป ซึ่งพอถึงตอนที่เขาต้องอำลาสโมสรลิเวอร์พูลอันเป็นที่รัก ร่างกายของแอกเกอร์ก็มีรอยสักอยู่เต็มทุกพื้นที่ รวมไปถึงตัวอักษร YNWL และนกไลฟ์เวอร์เบิร์ดบนหลังนิ้วมือขวา ที่ซึ่งจะเตือนใจถึงช่วงเวลาที่รับใช้สโมสรไปจนชั่วชีวิต

ในช่วงปี 2012-2013 แดเนี่ยล แอกเกอร์เผชิญช่วงยากลำบากเมื่อมีอาการบาดเจ็บต่อเนื่องจนไม่ค่อยได้ลงสนาม แอกเกอร์ก็เลยได้มีเวลาคิดหางานสำหรับอนาคตหลังจากเลิกเล่น เขาย้อนมาทบทวนตัวเองว่านอกจากฟุตบอลแล้วมีอะไรทีเขามีความสุขกับมันบ้าง คำตอบที่แอกเกอร์พบคือการทำงานเกี่ยวกับงานสัก เมื่อค้นพบความชอบในเรื่องนี้ แอกเกอร์ไม่รอช้าที่จะลงเรียนการสักอย่างจริงจัง และเมื่อพร้อมกับการเริ่มต้นธุรกิจใหม่และอาชีพใหม่ แอกเกอร์ก็หาแนวร่วมในการเปิดร้านรับสักที่เดนมาร์ก เขาร่วมกับเพื่อนสนิทอย่างคริสเตียน สตาดิล เจ้าของแบรนด์ชุดกีฬาฮัมเมลและช่างสักมือดีชาวอเมริกัน-อียิปต์ อามี่ เจมส์ ภายใต้ชื่อ Tattodoo ปรากฏว่ามันไปได้สวย แพลตฟอร์มของ Tattodoo กลายเป็นผู้นำเทรนด์ของรอยสักใหม่ ๆ บนโลกโซเชี่ยลที่ถึงตอนนี้มีคนเขามาใช้งานมากกว่า 20 ล้านคน

ไม่ใช่แค่เรื่องของรอยสัก แอกเกอร์ยังมองถึงการลงทุนอย่างอื่นไปด้วย และเห็นช่องทางบางอย่าง ก่อนเริ่มต้นลงทุนธุรกิจกำจัดของเสียและปฏิกูลในสเปน ภายใต้ชื่อ KloAgger โดยลงทุนเงินกับพี่ชาย ลุงและเพื่อนในวัยเด็กของเขา มันไปได้สวยพอดูสำหรับธุรกิจนี้เช่นกันหลังเริ่มต้นมันในปี 2015

อังเดร เกรย์ กับรอยสักรูปเหล่านักสิทธิพลเมือง

แผ่นหลังของนักกีฬาหนึ่งคนบอกเล่าเรื่องราวแตกต่างกันไป ส่วนใหญ่แล้วพวกเขามักสักอะไรบางอย่างเพื่อใช้แทนความทรงจำ หรือไม่ก็เพื่อต้องการระลึกถึงอะไรบางอย่าง แต่จะมีกี่คนที่สักในสิ่งที่บ่งบอกถึงอุดมการณ์ของตัวเอง

อังเดร เกรย์เกิดที่วูล์ฟแฮมตันในปี 1991 เติบโตขึ้นมาอย่างยากลำบากและสุ่มเสี่ยงที่จะมีชีวิตบนโลกด้านมืด เขาโชคดีที่มีพอจะมีฝีเท้าในเชิงลูกหนังและมีโอกาสได้ฝึกฝนในอะคาเดมี่ของวูล์ฟแฮมตันเมืองบ้านเกิด แต่พออายุ 13 ปี เขากลับโดนปล่อยตัวจากทีมอะคาเดมี่ แต่สิ่งนี้เกรย์ก็ไม่ได้แยแส เขาเลือกเดินทางไปทดสอบฝีเท้าที่ชรูว์บิวรี่ ทาวน์ ได้เข้าอะคาเดมี่และเซ็นสัญญาเป็นนักเตะในเวลาต่อมา

และไม่นานเขาก็โดนให้ออกจากทีมชรูว์บิวรี่ ซึ่งเช่นเคยเขายักไหล่ให้กับมันและออกหาทีมที่สนใจจ้างกองหน้าที่ยิงประตูเป็น ด้วยฝีเท้าที่ดีทำให้ต่อมาเกรย์ได้เล่นให้ทีมนอกลีกอย่างเทลฟอร์ด ยูไนเต็ดและฮิ้นซเลย์ ยูไนเต็ด ทว่าทุกที่เต็มไปด้วยความไร้จุดหมายสำหรับชีวิตนักเตะพาร์ทไทม์ของอังเดร เกรย์ เมื่อเขาพึงพอใจแค่การได้ลงเตะและมีคนจ่ายค่าแรงให้ไปวัน ๆ

แล้วจุดเปลี่ยนทางความคิดเกิดขึ้นเมื่อเขาหันมามองตัวเองในฐานะนักเตะอาชีพ มันกลายเป็นจังหวะที่เขาค้นพบว่าไม่มีอะไรสำคัญในชีวิตไปกว่าการได้เป็นนักเตะอาชีพเต็มตัว การเป็นนักฟุตบอลเป็นเพียงสิ่งเดียวที่สร้างชีวิตของเขาให้ดีขึ้นไปได้ จากนั้นทุกสิ่งทุกอย่าง การฝึก การลงแข่งก็กลายเป็นสิ่งที่มีความหมาย และเมื่อเขาเดินบนเส้นทางที่ถูก อังเดร เกย์ค่อย ๆ ไต่ระดับทีมขึ้นมาจากลูตัน ทาวน์ ทีมนอกลีกในปี 2012 เบรนด์ฟอร์ด ทีมระดับลีกวันในปี 2014 ต่อด้วยเบิร์นลี่ย์ ทีมบนเวทีแชมเปี้ยนชิพในปี 2015 เขาเข้าใกล้ปลายทางลีกสูงสุดของอังกฤษอีกแค่ก้าวเดียวเท่านั้น และมันเป็นเขาที่ช่วยให้เบิร์นลี่ย์เลื่อนชั้นขึ้นมาจริง ๆ ในฤดูกาลต่อมา ถึงตอนนี้เขากลายเป็นหนึ่งในกองหน้าที่มีชื่อเสียงพอตัว เมื่อมองย้อนไปว่าเริ่มต้นเรื่องราวอย่างไร้อนาคตที่ดีจนได้ย้ายมาอยู่กับวัตฟอร์ดที่เป็นสโมสรล่าสุด

ก่อนเริ่มฤดูกาล 2017 อังเดร เกรย์ นักฟุตบอลวัย 27 แห่งทีมวัตฟอร์ดมีเรื่องให้ฮือฮา เมื่อเขามีรอยสักใหม่เต็มแผ่นหลังมาอวด มันเป็นรูปที่เขาใช้เวลาแปดเกือบเก้าชั่วโมงในการทนให้ช่างบรรจงวาดสิ่งที่เขายกย่องลงไป เรื่องราวของคนและกลุ่มคนที่เป็นนักต่อสู้เรียกร้องสิทธิพลเมืองแอฟริกัน-อเมริกันที่มีชื่อเสียงจำนวนสิบคนซึ่งถูกยกย่องไปทั่วโลก อาทิ เนลสัน เมนเดลล่า ประธานาธิบดีของแอฟริกาใต้, มูฮัมหมัด อาลี ยอดนักมวยรุ่นเฮฟวี่เวท, โรซ่า ปาร์กเกอร์ ผู้ไม่ยอมถูกย้ายที่นั่งบนเครื่องบินเพียงเพื่อให้คนผิวขาวได้ที่นั่งเธอไป, บ็อบ มาร์เล่ย์ ราชาเพลงเร็กเก้ชาวจาไมก้า หรือมาร์ติน ลูเธอร์ คิงส์ นักพูดและนักเรียกร้องความยุติธรรมให้คนผิวสีชาวอเมริกัน ตัวบุคคลและเรื่องราวถูกนำภาพมาจัดวางไว้บนแผ่นหลังของนักเตะชาวเมืองผู้ดีรายนี้

“การรณรงค์เคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องสิทธิพลเมืองเป็นบางอย่างที่ผมสนใจมากที่สุด” เกรย์เริ่มต้นเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับมันหลังถูกไล่ตามสัมภาษณ์แทบในทันทีที่เขาเผยภาพออกมา เกรย์เล่าว่ามันเริ่มต้นเมื่อสามปีที่แล้วตอนเขาอายุ 23 ปี เขาได้มีโอกาสอ่านเรื่องราวเหล่านี้และเห็นผ่านตาทางทีวี พอเริ่มต้นตามหาอ่านเรื่องราวของหนึ่งคน มันก็นำไปสู่อีกคนและอีกคน

ในบรรดาคนดังที่อยู่บนหลัง อังเดร เกรย์เลือกมาร์คัส การ์วีย์เป็นที่สุดของความยกย่อง ชายผู้เป็นกลจักรสำคัญของการต่อสู้ปฏิวัติเพื่อทวงคืนอิสรภาพของทาสผิวดำและแรงงานอพยพทั้งหลายบนแผ่นดินจาไมก้า รวมไปถึงทุกพื้นที่ทั่วโลก การ์วีย์เติบโตมาด้วยการเห็นทุกข์ยากของคนนิโกรและแรงงานอพยพที่ถูกปกครองแบบไม่เป็นธรรมจากนายจ้างชาวยุโรป

หลังมีโอกาสได้ทำงานและเดินทางไปทั่วทั้งในอเมริกาใต้ อังกฤษและอเมริกา อังเดร การ์วีย์มีโอกาสเลือกชีวิตที่ยืนฝั่งเดียวกันกับคนผิวขาว แต่การได้พบปะคนดำมากมายที่มีแนวคิดเดียวกันคือการคืนความเท่าเทียมกันของมนุษย์จากคนขาวสู่คนดำทั้งหลาย สุดท้ายเขาตัดสินใจเลือกที่จะอยู่ข้างคนผิวดำเหมือนกัน ทำให้ต่อมาเขาได้ก่อตั้งสองสิ่งที่สำคัญมากในการใช้เป็นเครื่องมือดำเนินการสู่เป้าหมายเรียกร้องสิทธิความเท่าเทียม นั่นคือสมาคม UNIA (Universal Negro Improvement Association) ซึ่งมีแนวคิดพาคนดำกลับสู่แอฟริกาถิ่นฐานบ้านเกิด และสองคือการก่อตั้งหนังสือพิมพ์นิโกร เวิร์ลด์ที่ใช้เป็นกระบอกเสียงสำหรับคนดำ คนแอฟริกันและแรงงานอพยพทั้งหมาย สุดท้ายแม้จะไม่สามารถทำได้สำเร็จ แต่มาร์วีย์ก็สามารถเพาะเมล็ดพันธุ์ในการเรียกร้องสิทธิของชาวผิวดำให้เป็นอุดมการณ์และแนวทางของอีกหลายสิบล้านคน

ตลอดช่วงซัมเมอร์ของปี 2017 ความสนใจทั้งหมดของอังเดร เกรย์มุ่งไปที่การศึกษาเกี่ยวกับเรื่องการปฏิวัติเรียกร้องสิทธิพลเมืองมากกว่าเรื่องย้ายทีมเสียอีก เขาอ่านหนังสือจำนวนมาก ดูสารคดีเกี่ยวกับคนเหล่านี้ แถมยังเดินทางไปเยือนพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ต่าง ๆ มันซึมซับและกลายเป็นส่วนสำคัญในการมองชีวิตของเขามากขึ้น

นาตาชา ไค สาวลายสักหัวใจนักสู้แห่งท้องทะเล

บรรดาเซเลบสาววงการกีฬาไม่น่าจะมีใครที่สะสมรอยสักมากเท่านาตาชา ไคอีกแล้ว เพราะในขณะที่สาวนักกีฬาคนอื่น ๆ (เว้นบรรดานักสู้ UFC และ MMA) มีรอยสักเสมือนเป็นเครื่องประดับ แต่นาตาชาสักรอยบนร่างกายของเธอด้วยความศรัทธา

นาตาชา ไค เกิดในปี 1983 ที่ฮาวาย รัฐกลางมหาสมุทรแปซิฟิคของสหรัฐอเมริกา ว่ากันว่าชาวฮาวายสืบเชื้อสายมาจากชนชาวโพลีนิเชี่ยน นักเดินทะเลที่ยิ่งใหญ่จากหมู่เกาะทะเลใต้ ดังนั้นศิลปะและวัฒนธรรมเกี่ยวกับชาวโพลีนิเชี่ยนและชาวฮาวายจึงคล้ายคลึงกันมาก ลวดลายรูปคลื่นและเรื่องราวเกี่ยวกับทะเลถูกวาดลงบนแขนขวาของนาตาตั้งแต่ข้อมือขึ้นไปถึงหัวไหล่ และตั้งแต่สะโพกลงไปจนตลอดขาขวาด้วย มันมีความเป็นสัญลักษณ์แบบชาวเกาะฮาวาย ริ้วคลื่น ใบไม้ ทางมะพร้าว รวมไปถึงดอกชบา ดอกไม้สัญลักษณ์ของชาวฮาวายถูกบรรจงรังสรรค์ไว้อย่างสวยงาม

ตอนอายุ 5 ขวบ นาตาชาเจออุบัติเหตุใหญ่ ชิ้นแก้วที่แตกเสียบที่เท้า มันร้ายแรงขนาดที่หมอวินิจฉัยว่าเธออาจจะวิ่งไม่ได้ แต่ที่สุดเธอก็ฟื้นตัวกลับมาอย่างแข็งแกร่ง การเติบโตในฐานะนักกีฬาฟุตบอลอาชีพและติดทีมชาติเป็นไปไม่ได้เลยหากอยู่ที่ฮาวาย นั่นคือสิ่งที่นาตาชาคิด เมื่อจำเป็นต้องเลือกนาตาชาจึงออกเดินทางมาสู่แผ่นดินใหญ่ โดยมีโปรไฟล์ผลงานที่ดีระหว่างเล่นทีมมหาวิทยาลัยแห่งรัฐฮาวาย

การอยู่ห่างไกลบ้านเกิดทำให้เธอต้องหาสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ แผ่นหลังของนาตาชามีเต่าทะเลในรูปแบบศิลปะฮาวาย และบนหลังเท้าขวาก็มีแผนที่รัฐฮาวายบ้านเกิด ในไม่ช้านาตาชาก็เพิ่มรอยสักลงไปอีก เธอสักชื่อไคไว้ที่ด้านหลัง สัญลักษณ์ราศีเมถุนที่เป็นราศีเกิดบนหัวไหล่ซ้าย ที่สีข้างด้านขวานาตาชาสักเนื้อเพลงที่เธอแต่งด้วยตัวเอง มันบรรยายว่า “ในช่วงเวลาอันน่าชื่นชม สมบัติลล้ำค้าที่สุดในโลกคือหัวใจของฉัน และฉันแบ่งปันมันให้กับคุณ จงปกป้องมันราวกับเป็นหัวใจคุณเอง” ซึ่งไคอธิบายว่ามันช่วยให้เธอจดจำว่าตัวเองเป็นคนที่แข็งแกร่ง เธอต้องทำให้ตัวเองแข็งแกร่ง แล้วคนรอบข้างก็จะรู้เองว่าเธอแข็งแกร่งและเป็นคนดี บนตัวของนาตาชามีรอยสักรวมแล้วมากกว่า 60 ชิ้นซึ่งมันทำให้เธอดูโดดเด่นและแตกต่างท่ามกลางนักกีฬารายอื่นโดยตลอดเวลาที่ลงแข่งขัน

การต้องต่อสู้ไกลบ้านต้องใช้หัวจิตหัวใจที่แข็งแกร่ง นาตาชาสู้กับคำดูถูกเรื่องการเป็นสาวบ้านนอก แต่เธอก็ค่อย ๆ สร้างผลงานและติดทีมชาติสหรัฐ กลายเป็นนักกีฬาฟุตบอลหญิงคนแรกจากรัฐห่างไกลอย่างฮาวาย ที่ได้รับเลือกเข้าทีมฟุตบอลหญิงชุดใหญ่ของประเทศ

เรื่องสำคัญหนึ่งอย่างเกี่ยวกับการเป็นนักเตะทีมชาติ คือการที่เธอไม่เคยเกี่ยวข้องใด ๆ กับสารบบทีมชาติมาก่อน โอกาสเดียวที่เธอได้สัมผัสคือการเข้าแคมป์เก็บตัวนักกีฬาชุดอายุไม่เกิน 21 ปี ในปี 2004 แตกต่างจากเพื่อนร่วมทีมรายอื่น ๆ ที่โตมาในระบบที่คุ้นเคยตั้งแต่ยังเป็นเยาวชนทั้งนั้น นาตาชา ไคผลักดันตัวเองจนกลายเป็นส่วนหนึ่งในทีมชาติชุดนั้น ก่อนที่จะตามมาด้วยการสร้างผลงานยิง 12 ลูกจาก 6 เกม แต่มันก็ไม่ง่ายสำหรับการไต่สูงขึ้นไป เมื่อนาตาชาต้องใช้เวลาอีกถึง 2 ปีบนเวทีลูกหนังก่อนถูกเรียกขึ้นทีมชาติชุดใหญ่ รวมไปถึงการคว้าเหรียญทองโอลิปิกเกมส์ที่ปักกิ่งในปี 2008 ได้

แต่การต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของนาตาชา ไค ไม่ใช่เกมลูกหนัง หากแต่มันคือการลุกขึ้นมายอมรับว่าตัวเธอเป็นกลุ่มหญิงรักหญิง แม้ทั้งหมดจะมีจุดเริ่มต้นจากการหลุดคำสัมภาษณ์ให้กับเว็บไซต์ข่าวช่องหนึ่งก็ตามว่าเธอต้องเลิกกับแฟนสาวเพื่อเดินทางต่อไปบนถนนลูกหนังสายอาชีพ ยังโชคดีที่นาตาชาไม่ใช่เพียงผู้เล่นรายเดียวที่ประกาศตัวเป็นเลสเบี้ยนในปีนั้น เมื่อมีผู้เล่นทีมชาติสหรัฐอีกสองรายที่เผยว่าเป็นกลุ่มรักร่วมเพศเช่นกัน ทำให้เธอก้าวผ่านช่วงเวลานั้นได้

หลังปี 2009 การคว้าเหรียญทองโอลิมปิกและได้แชมป์ลีกฟุตบอลหญิงของประเทศ ประกอบกับอาการบาดเจ็บแล้วบาดเจ็บอีก นาตาชาในวัย 27 ปีเลือกกลับมาใช้ชีวิตที่ฮาวาย หลังจากที่รู้สึกถึงจุดอิ่มตัวแล้วในการเล่นฟุตบอล ที่เกาะฮาวายบ้านเกิด นาตาชามีเวลาพักผ่อน ใช้ชีวิตแบบห่างไกลจากกลิ่นลูกหนัง และได้เฝ้าดูแลคุณพ่อที่เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย หากแต่คำขอร้องที่อยากเห็นลูกสาวกลับมาเล่นฟุตบอลอีกครั้งทำให้นาตาชารู้สึกสับสน ก่อนที่จะตัดสินใจเริ่มต้นเข้าฟิตเนสหลังการจากไปของพ่อในปี 2014 เธอทุ่มเทอย่างบ้าคลั่งในการฟิตซ้อมตัวเองสลับกับการจมอยู่ในความเศร้าจากการสูญเสีย จนที่สุดก็พร้อมจะลงเล่นให้บลู สกาย สโมสรแรกที่เธอเริ่มต้นเล่นฟุตบอล

มีนาคม 2016 นาตาชา ไตลงเล่นฟุตบอลอาชีพอีกครั้งในฐานะนักกีฬาของสโมสรบลู สกายท่ามกลางคนดูแค่ราว 500 คน นาตาชายิงประตูได้ติดต่อกันหลายเกม สัญชาตญาณนักล่ากลับมาสู้ตัวเธอ แต่เหนืออื่นใดเธอหัวเราะกับมันหลังจากใช้ชีวิตอย่างหม่นหมองมานาน ในวันที่เธอกลับมาลงเล่นอีกครั้ง บรรดาเพื่อนเก่าแก่ในวงการฟุตบอลต่างรีบทวีตส่งต่อข่าวนี้อย่างตื่นเต้น

พลังแห่งความฝันของเนย์มาร์ ที่เล่าผ่านการสักเรือนร่าง


“ผมเติบโตมากับสองความความฝัน เหมือนเด็กชายชาวบราซิลทั่วไปที่อยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพ และอีกฝันคืออยากเป็นซุปเปอร์ฮีโร่” นี่คือคำบอกเล่าของเนย์มาร์ นักเตะชาวบราซิล

ปี 2017 เนย์มาร์กลายเป็นนักกีฬาฟุตบอลอาชีพที่มีค่าตัวแพงที่สุดในโลก 222 ล้านยูโรในการย้ายทีมจากสโมสรบาร์เซโลน่า ทีมในลาลีก้า ประเทศสเปนไปอยู่กับสโมสรปารีส แซงต์ แชร์กแมง ในลีกประเทศฝรั่งเศส

เด็กชายเนย์มาร์เกิดในชุมชนแออัดชื่อโมกี้ ดาส ครูซส์ใกล้เมืองเซา เปาโลของประเทศบราซิล เนย์มาร์ ซานโตส ซีเนียร์ พ่อของเขาเป็นนักฟุตบอลที่ไม่ประสบความสำเร็จและต้องเลิกเล่นด้วยปัญหาอาการบาดเจ็บ เขาไม่มีเงินแม้แต่จะทำอัลตร้าซาวด์ตอนภรรยาตั้งท้องเนย์มาร์ด้วยซ้ำ ดังนั้นไม่ต้องคาดหวังว่าเนย์มาร์จะเติบโตมาแบบมีอันจะกิน เพราะบางช่วงของชีวิตในโมกี้ ดาส ครูซส์ ครอบครัวเนย์มาร์อยู่ด้วยแสงเทียนไม่ใช่จากหลอดไฟฟ้า แต่หลังจากเนย์มาร์เกิด ครอบครัวทนอยู่ที่โมกี้ต่ออีกหลายปี ในที่สุดเนย์มาร์ ซีเนียร์ก็ยอมจำนนและเดินทางกลับบ้านพ่อที่เซา วิเซนเต้ ที่ซึ่งคุณภาพชีวิตเนย์มาร์ดีขึ้นอีกเล็กน้อยในการอาศัยอยู่กับปู่และย่า

เนย์มาร์ถูกตั้งความหวังว่าเขาจะต้องเติบโตมาเป็นนักฟุตบอลอาชีพ อันจะนำมาซึ่งความเป็นอยู่ที่ดีของครอบครัว ดังนั้นเขาถูกฝึกอย่างหนักตั้งแต่เด็ก เนย์มาร์เริ่มวิ่งไล่ตามความฝันด้วยความอดทนเพื่อครอบครัว ไม่ช้าฝีเท้าของเขาก็ดีพอที่จะได้เข้าไปอยู่ในอะคาเดมี่ของสโมสรซานโตส สโมสรอันดับหนึ่งของเซา เปาโล และความจริงอย่างหนึ่งคือฝีเท้าของเขาไปเตะตาแมวมองระหว่างที่เตะบอลข้างถนนในวิเซนเต้นั่นเอง

เรื่องราวชีวิตและความฝันในวัยเด็กของเขาถูกสักไว้บนน่องซ้าย เป็นรูปเด็กชายไม่สวมเสื้อ สวมหมวกมีรูปธงบราซิล ยืนหันหลังกอดลูกฟุตบอลไว้ด้วยมือขวา แหงนหน้ามองชุมชนโมกี้ ดาส ครูซส์ เหนือสุดของรูปเป็นความฝันสามอย่างได้แก่บ้าน สนามฟุตบอล และถ้วยแชมเปี้ยนลีก เนย์มาร์เผยว่าเขาต้องสักมันไว้เพื่อใช้เป็นตัวระลึกถึงความจำเป็นที่เขาต้องสู้

เนย์มาร์ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วในการเล่นฟุตบอลที่บ้านเกิด เขาเซ็นสัญญาอาชีพตั้งแต่อายุ 16 ปี พาสโมสรซานโตสคว้าแชมป์ลีกแห่งชาติบราซิลได้ตั้งแต่อายุ 17 ปี พออายุ 19 ปี เขาก็พาทีมเป็นแชมป์ฟุตบอลรายการใหญ่สุดของทวีปอเมริกาใต้ หลังจากนั้นก็ย้ายมายังยุโรปด้วยค่าตัวเป็นที่ฮือฮาในยุคนั้นราว 88 ล้านยูโรที่บาร์เซโลน่ายอมทุ่มให้ ก่อนที่ในเวลาต่อมาปารีส แซงต์ แชร์กแมงจะตีราคาของเขาให้เป็นผู้เล่นที่มีค่าตัวสูงที่สุดในโลก แน่นอนว่าเนย์มาร์สามารถทำเงินได้ปีละมหาศาลจากการเป็นนักเตะอาชีพ เขามีบ้านหลังใหญ่เท่าที่อยากซื้อ เป็นนักกีฬาเหรียญทองในการแข่งขันฟุตบอลโอลิมปิก เป็นนักกีฬาอาชีพที่มีค่าตัวมหาศาลและคว้าแชมป์ฟุตบอลยุโรปถ้วยใหญ่สุดกับบาร์เซโลน่าในปี 2016 ก่อนสักรูปถ้วยแชมป์ไว้เป็นที่ระลึกบนน่องอีกข้าง มันเป็นการทำ 3 ความฝันของเขาสำเร็จหมดแล้วในวัยแค่ 25 ปีเท่านั้น

กับอีกความฝันที่เป็นไปไม่ได้ในชีวิตจริง นั่นคือการมีพลังเหนือธรรมชาติแบบฮีโร่ ในเมื่อมันเป็นจริงไม่ได้ ฉะนั้นมันจะเป็นอะไรไปหากว่าเขาจะกลายเป็นตัวการ์ตูนที่มีพลังวิเศษแทน เพียงแต่ว่ามันต้องรอเวลาที่เหมาะสม รอการเขียนเรื่องราวที่ใช่ และรอนักเขียนที่ถูกคน จนกระทั่งเดือนกันยายนที่ผ่านมา เนย์มาร์ก็ปรากฏตัวในรูปแบบคอมมิคซุปเปอร์ฮีโร่

นั่นคือในขณะที่เนย์มาร์เติบโตมาพร้อมกับความฝัน, รอยสักและความอยากเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ เขามีรูปแบทแมนและสไปเดอร์แมนบนแผ่นหลัง ซึ่งเพิ่งสักมาเมื่อไม่นานนี้ ขณะที่คริส ฟรานเนรี่ซึ่งเป็นหัวเรือใหญ่ของทีมแฟน ออฟ เฟลม ซึ่งเป็นทีมเขียนการ์ตูนซุปเปอร์ฮีโร่ ก็จินตนาการไว้ว่าอยากได้ฮีโร่ที่มีพลังวิเศษบังคับรอยสักให้มีชีวิตได้ และมันก็กลายมาเป็น “Inked” คอมมิคซีรี่ย์ที่ชูตัวเนย์มาร์เป็นซุปเปอร์ฮีโร่ผู้มีพลังดึงรอยสักรูปสิงโตบนมือซ้ายของเขาให้ออกมามีชีวิต

“พวกเขาเขียนเรื่องราวในคอมมิคขึ้นมาให้สอดคล้องกับเรื่องราวชีวิตของผม ตั้งแต่เด็กแล้วผมโตมาโดยมีแบทแมนเป็นฮีโร่ในดวงใจ ผมหวังว่าตัวผมในคอมมิคจะเป็นแรงบันดาลใจและสร้างความบันเทิงให้กับคนทั่วโลกได้” เนย์มาร์เล่าถึงคอมมิคฮีโร่ของเขาอย่างภาคภูมิใจ และมันก็ทำให้ความฝันของเขาสำเร็จอีกเรื่องในวัย 26 ปีเท่านั้นเอง

พระเจ้าชื่อซลาตัน กับยันต์ไทยชื่อพระเจ้า

ซลาตัน อีบราฮีมอวิช อาจจะไม่ได้เป็นนักฟุตบอลที่เก่งกาจที่สุดในโลก แต่เขาก็อาจจะอยู่เหนือนักฟุตบอลทุกคนบนโลกในนี้แทน เพราะเขาคือ “พระเจ้า”

ในวงการฟุตบอลแล้วผู้ชนะนั้นอยู่บนยอดพีรามิดของการแข่งขัน และมันก็มีพื้นที่ให้แค่บางทีมเท่านั้นที่ไปถึง แต่จะว่าอย่างไรดีล่ะ? ซลาตันคือนักฟุตบอลที่ใช้ช่วงเวลาแบบผู้ชนะมาตลอด โดยตั้งแต่ปี 1996  ที่เขาเริ่มต้นเล่นฟุตบอลอาชีพกับสโมสรมัลโม่ในสวีเดนจนถูกสนใจดึงตัวไปเล่นในฮอลแลนด์ในปี 2001 ซึ่งนั้นก็อีกหลายทีมในหลายประเทศของยุโรป จากวันนั้นไปจนถึงปี 2016 เขากวาดแชมป์เป็นว่าเล่น โดยมีเพียงแค่สามฤดูกาลเท่านั้นที่ซลาตันไม่ได้แชมป์อะไรติดไม้ติดมือ

ซลาตันจัดการคว้าแชมป์ลีกสูงสุดในประเทศ 13 ครั้งใน 15 ฤดูกาล ด้วยการลงเล่นให้อาแยกซ์ในฮอลแลนด์, อินเตอร์ มิลานและเอซี มิลานในอิตาลี, บาร์เซโล่น่าในสเปน, ปารีส แซงต์ แชร์กแมงในฝรั่งเศส เขาพลาดการคว้าแชมป์ที่อังกฤษกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในฤดูกาล 2016/2017 แต่ก็ยังเจ๋งพอที่จะคว้าแชมป์ยูโรป้า ลีกในฤดูกาลนั้นแทน

ยอดนักเตะสวีเดนมักมีภาพรอยสักมานำเสนอ เขาเคยพูดว่าตนเองเป็นพวกเสพย์ติดการสักบนเรือนร่างอย่างแน่นอน โดยเขาเขียนมันไว้ในหนังสือ “I’m Zlatan” พร้อมเหตุผลว่านอกจากคุณค่าทางใจแล้วมันยังเป็นแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ในการเดินไปข้างหน้าของเขาด้วย แต่ใครจะรู้ความจริงว่าในตอนแรกซลาตัน อีบราฮีมอวิชแอนตี้การสักหมึกลงบนร่างกายยิ่งกว่าอะไรทั้งสิ้น แต่เมื่อเขาเริ่มต้นสักครั้งแรก มันก็มีครั้งที่สอง ครั้งที่สามและเรื่อยมาจนปัจจุบัน

21 มกราคม 2018 ซลาตันปรากฏตัวในสนามซ้อมของสโมสร พร้อมภาพสิงโตเต็มหน้าอยู่บนแผ่นหลัง เขากล่าวถึงที่มาของมันด้วยปรโยคว่า “เมื่อข้าลงสนาม ข้าคือราชสีห์” มันกลายเป็นที่ฮือฮาอย่างมากบนโลกโซเชียล แต่ก่อนที่แผ่นหลังของซลาตันจะมีรูปสิงโตอย่างงดงาม และลวดลายอื่น ๆ ช่วงต้นเขาเคยสักรูปยันต์ ซึ่งเป็นความเชื่อแบบศาสนาพุทธ ทั้งที่พ่อของเขาเป็นมุสลิมและแม่เป็นคาธอลิกแท้ ๆ ซึ่งทั้งสองยันต์ที่ว่าก็ถูกสืบค้นหาว่ามันคือยันต์อันใด และมีอานุภาพอย่างไร

ยันต์แรกอยู่บริเวณด้านหลังของไหล่ขวา อ้างอิงตามตำราพระคัมภีร์ยันต์ 108 พิสดารแล้ว มันคือยันต์พระเจ้าเข้านิโรธ ยันต์ที่มีพุทธคุณในการป้องกันภยันอันตรายและแคล้วคลาด ส่วนอีกยันต์สักไว้กลางแผ่นหลัง เรียกว่ายันต์ปัญจมุขี หรือยันต์เทวดาห้าหน้า หรือยันต์พระเจ้าห้าพระองค์ ซึ่งแทนธาตุทั้งห้าอันได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟและไม้ โดยยันต์นี้เด่นในเรื่องแคล้วคลาดเช่นกัน และป้องกันอริศัตรูทำร้าย แน่นอนว่าสำหรับคนไทยที่มีความเชื่อเรื่องอิทธิฤทธิ์ของยันต์ เราต่างสักมันด้วยความเชื่อและศรัทธา แต่ในเรื่องนี้ไม่มีใครยืนยันได้ว่าซลาตันเลือกที่จะสักมันตามความเชื่อ ความศรัทธาเหมือนคนไทย แต่มันก็น่าจะเป็นเช่นนั้น

ปัจจุบันซลาตันย้ายมาเล่นให้แอลเอ แกแลคซี่ สโมสรในสหรัฐอเมริกา เขาทำผลงานได้ดีพอใช้และยกตัวเองขึ้นเป็นพระเจ้าของแฟนบอลได้อย่างน่าทึ่งอีกครั้ง ขณะที่สิงโตบนแผ่นหลังก็ค่อย ๆ ถูกเก็บรายละเอียดจนครอบคลุมตั้งแต่คอลงไปจนทั่ว แต่ริ้วรอยของยันต์บนหลังได้รับการซ่อนไว้ในภาพสิงโตอย่างแนบเนียบ

เบคแฮม รอยสักเพื่อคนที่รัก และผลงานของลูก ๆ

เดวิด เบคแฮม เด็กหนุ่มชาวอังกฤษวัย 17 ปีถูกส่งลงเล่นในเกมพรีเมียร์ลีกครั้งแรกต่อหน้าแฟนบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในปี 1992 นอกจากฝีเท้าฉกาจ เขายังเป็นเจ้าของแฟชั่นทรงผมที่คนแห่ทำตามกับทั่วบ้านทั่วเมือง เขาถูกสื่อสร้างให้กลายเป็นซุปเปอร์สตาร์ของวงการลูกหนัง และเรื่องราวของเขายิ่งโด่งดังมากขึ้นไปอีก เมื่อเขาถูกสงสัยว่ากำลังอิน เลิฟกับวิคตอเรีย อดัม นักร้องสาวสุดสวย หนึ่งในสมาชิกเกิร์ลกรุ๊ปที่ยิ่งใหญ่ที่สุดวงหนึ่งของโลกอย่างสไปซ์ เกิร์ล

นอกจากเรื่องราวในโลกฟุตบอล สังคม แฟชั่น และความรักแล้ว เรื่องของแฟชั่นรอยสักเป็นสิ่งที่เบคแฮมถูกจับตามองอย่างมาก นับตั้งแต่เขามีรอยสักแรกในชีวิต มันเป็นส่วนหนึ่งที่เสริมความเป็นแฟมิลี่ แมนของเดวิด เบคแฮม เพราะร่างกายของเบคแฮมมีรอยสักเพื่อระลึกถึงภรรยา ลูก ๆ ทั้ง 4 คน รวมไปถึงพ่อกับแม่ถูกนำมาไว้บนร่างกายเต็มไปหมด

รอยสักเกือบ 50 จุดทั่วร่างกายของเบคแฮมต่างก็แฝงความหมายสำหรับอดีตนักเตะชื่อก้อง โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคนในครอบครัว เบคแฮมมักเพิ่มเติมลวดลายและข้อความใหม่ ๆ เพื่อแทนความทรงจำอยู่เสมอ เบคแฮมสักรูปภาพและข้อความส่วนใหญ่ที่สื่อไปถึงวิคตอเรีย เบคแฮม ภรรยาของเขามากที่สุด มันเป็นการแสดงออกถึงความรักที่เขามีต่อเธอว่ามากมายและมั่นคงเพียงใด แม้จะเคยมีช่วงเวลาแย่ ๆ จากข่าวลือเกี่ยวกับนางแบบและผู้จัดการส่วนตัวอย่างรีเบ็คก้า ลูว์ช่วงหนึ่งก็ตาม

ไม่ใช่แค่เดวิดคนเดียว แต่ทั้งคุณและคุณนายเบคแฮมก็มีรอยสักเป็นสัญญาระหว่างกัน ทั้งคู่สักชุดตัวเลขโรมัน VIII.V.MMVI ลงบนข้อมือ มันแทนความหมายถึงวันที่ 8 เดือน พฤษภาคม 2006 ที่พวกเขาเข้าพิธีแต่งงานแบบลับ ๆ ก่อนประกาศสู่สาธารณะในภายหลัง รอยสักบนตัวของเบคแฮมมีบรรดาภาพวาดรูปภรรยา ข้อความ ตลอดจนสัญลักษณ์แทนเด็ก ๆ ด้วย มันมีความสวยงามและดูสะดุดตา แต่ก็มีรอยสักน่ารัก ๆ จำนวนหนึ่งที่สื่อแทนถึงบรรดาลูก ๆ ทั้งสี่คนด้วย ชื่อลูกชายสามคนของเบคแฮมถูกสักเรียงเป็นแนวยาวด้านหลัง โรเมโอที่หลังคอ ครูซที่กลางหลัง และบรู๊คลีนเหนือก้นกบ โดยชื่อของบรู๊คลีน ลูกชายคนโตถูกสักไว้ในปี 1999 ที่เขาเกิด และเป็นรอยสักแรกอย่างจริงจังของเบคแฮม ก่อนจะตามมาด้วยลูกสองคนที่เหลือ

ในปี 2015 หลังจากที่เด็ก ๆ โตขึ้น ใครสักคนในกลุ่มพวกเขาได้เขียนข้อความถึงผู้เป็นพ่อว่า We Love You Daddy และเบคแฮมคัดลอกเอาลายมือนั้นไปให้ช่างสักประจำตัวจารึกลงบนสีข้างซ้าย ฝั่งเดียวกันกับที่เขาสักเลข 1975 ซึ่งเป็นปีที่ตัวเองเกิด และข้อความ Mum&Dad ที่ใช้ระลึกถึงเดวิดกับซานดร้า เบคแฮมผู้เป็นพ่อกับแม่ และตอนปี 2015 เช่นกัน สาวน้อยฮาร์เปอร์ในวัย 4 ขวบคงกำลังอยู่ในช่วงมันส์มือ เธอจึงมักวาดรูปภาพต่าง ๆ และหนึ่งในนั้นก็มาอยู่บนฝ่ามือของเบคแฮมด้วย มันเป็นรูปเด็กหญิงยืนกางแขนจากฝีมือวาดของฮาร์เปอร์

ฮาร์เปอร์ เบคแฮม นางฟ้าน้อยสุดที่รักของเบคแฮมมักเป็นคนทำให้เกิดรอยสักใหม่ ๆ บนตัวคุณพ่อ หลังจากที่ชื่อของเธอถูกสักไว้เหนืออกข้างซ้ายเกือบถึงลำคอในปี 2011 ที่เธอเกิด จากนั้นเบคแฮมก็ขยายต่อในความรักที่มีต่อลูกสาวด้วยการสักคำว่า Pretty Lady พร้อมหัวใจหนึ่งดวงเล็ก ๆ ก่อนปิดท้ายด้วยการสักรูปดอกกุหลาบ ทว่ามันยังไม่หมดแค่นั้น เมื่อเบคแฮมมาเพิ่มข้อความ I love you พร้อมด้วยนกอีก 4 ตัวแทนเด็ก ๆ ทั้งสี่คนเข้าไปอีก ซึ่งมันเพิ่งถูกเห็นเมื่อต้นปีที่ผ่านมาในงานแฟชั่นที่มิลาน

เรื่องราวการสักเพื่อเก็บความทรงจำเกี่ยวกับครอบครัวของเบคแฮม กลายเป็นหนึ่งในสิ่งที่ถูกส่งต่อไปถึงบรู๊คลีน นอกเหนือไปจากเรื่องของการทำงานหนัก โดยรอยสักแรก ๆ ที่เขาเลือกคือตัวเลข 1975 ซึ่งเป็นตัวเลขเดียวกันกับที่เบคแฮมสักเพื่อจดจำถึงพ่อกับแม่ แต่เรื่องนี้ทำให้เบคแฮมหัวเสีย เขาไม่ได้ห้ามบรู๊คลีนสักลายบนตัว แต่เขาอุตส่าห์ตั้งความหวังว่าจะเป็นคนพาลูกชายไปสักลวดลายครั้งแรกด้วยตัวเอง

เรื่องราวความผูกพันของเดวิด เบคแฮมกับคนในครอบครัวถูกถ่ายทอดเป็นลวดลายน้ำหมึก เรือนร่างของเขาถูกใช้เป็นพื้นที่จดบันทึกความทรงจำและวันเวลาดี ๆ ที่ได้รับมาในแต่ละช่วงเวลาชีวิตที่ผ่าน และมันจะยังคงมีลวดลายใหม่เพิ่มเติมมาอีกเสมอจากความรักที่เขาและครอบครัวมีให้กัน