เจสัน วิลเลี่ยมส์ ยอดการ์ดจ่ายมือพระกาฬกับรอยสักแห่งตัวตน


หากลองย้อนกลับไปสู่ในยุค 90 นักบาสเกตบอลที่มีรูปแบบการจ่ายบอลและการเล่นด้วยเทคนิคแพรวพราว ที่ไม่เหมือนใครอันดับต้น ๆ ในสมัยนั้น สำหรับความทรงจำของคอบาสเกตบอลแล้ว คงหนีไม่พ้นยอดการ์ดจ่ายที่มีฉายาว่า White Chocolate ซึ่งแปลเป็นไทยว่าขนมช็อคโกแลตสีขาว หรือในชื่อเต็มของเขาว่า เจสัน วิลเลี่ยมส์ นักบาสเกตบอลเอนบีเอคนเก่ง ของทีมซาคราแมนโตคิงส์ โดยฉายาที่ได้ถูกตั้งขึ้นนั้น เป็นการเปรียบเทียบตัวตนของเขา ที่มีรูปลักษณะผิวขาวโดดเด่นหนึ่งเดียวในทีม ที่ได้ยืนเล่นเป็นตัวจริง ตัวหลัก อยู่ท่ามกลางทีมที่มีแต่ผู้เล่นที่มีรูปลักษณะผิวสีทั้งหมด พร้อมทั้งยังเป็นนักบาสเกตบอลที่มีลีลาการเล่นที่โดนเด่นไม่เหมือนใครในทีมอีกด้วย

ปีที่ เจสัน วิลเลี่ยมส์ มีความโดดเด่นจนเป็นที่นิยมของวัยรุ่นในยุคนั้นเป็นอย่างมากคือปี 1999-2007 โดยในช่วงปีนั้นการเล่นบาสเกตบอลในศึกเอ็นบีเอเป็นปีที่มีรูปแบบการเล่นเพื่อแสดงความเป็นตัวตนของตนเองให้ออกมามากที่สุด จึงทำให้เจสันได้มีโอกาสได้แสดงทักษะการจ่ายบอลในแบบที่ไม่เหมือนใคร จนสามารถพูดได้ว่าหาใครมาเปรียบการส่งในรูปแบบเหล่านี้ได้ยาก เพราะนอกจากการจ่ายบอลในแต่ละครั้งเป็นการจ่ายบอลที่ไม่สามารถคาดเดาทิศทางการจ่ายบอลที่แน่นอนได้แล้ว ยังไม่สามารถที่จะคาดเดาการเคลื่อนไหวของผู้ส่งบอลได้อีกด้วย จึงทำให้กลายเป็นทักษะอันโด่งดังที่ทุกคนชื่นชมและคอยเฝ้าติดตาม

นอกจาก เจสัน วิลเลี่ยมส์ จะมีฉายาว่า White Chocolate แล้วยังได้เพิ่มรอยสักที่มีความหมายคล้ายคลึงกันลงบนร่างกายอีกด้วย โดยได้ทำการสลักแบ่งลงที่มือทั้งสองข้าง ข้างหนึ่งสลักจารึกคำว่า WHITE อีกข้างหนึ่งสลักจารึกคำว่า BOY และเมื่อได้นำคำสองคำมารวมกันแล้วจะได้คำว่า WHITE BOY ซึ่งมีความหมายว่าเด็กผู้ชายผิวขาว ดังนั้นทั้งฉายาและความหมายของรอยสักนั้นมีลักษณะความหมายที่คล้ายคลึงกัน แต่ในส่วนลึกของความหมายที่แท้จริงแล้วมีข้อที่แตกต่างกัน เพราะว่าในความหมายของรอยสักที่ได้สลักคำว่า WHITE BOY นั้นเป็นรอยสักที่แสดงให้เห็นถึงตัวตนของตัวเขา ว่าภายในตัวเขายังคงเปรียบเสมือนเด็กน้อยที่กำลังคึกคักอยู่เสมอ

และหากใครที่ต้องการชื่นชมฝีมือทักษะการจ่ายบอล ที่มีรูปแบบแปลกประหลาดพิสดารไม่เหมือนใครแล้วล่ะก็ สามารถหารับชมการ์ดจ่ายผู้โด่งดังในอดีตรายนี้ ได้ตามช่องทางออนไลน์เกี่ยวกับบาสเกตบอล ที่มีอยู่มากมายหลายช่องทาง แล้วจะทำให้ทุกคนเข้าใจว่า การ์ดจ่ายยอดนิยมอันดับหนึ่ง ของผู้ที่ชื่นชมบาสเกตบอลในสมัยยุค 90 นั้น มีความยอดเยี่ยมเช่นไร

 

คริส แอนเดอร์สัน กับรอยสักเจ้าเวหาอันภาคภูมิใจ


ด้วยรูปร่างที่ค่อนข้างสูงใหญ่กว่านักบาสเกตบอลทั่วไป แถมยังมีการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งยังสามารถกระโดนเหินไปยังห่วงได้จากระยะไกล จึงทำให้ คริส แอนเดอร์สัน ได้รับฉายาว่าเป็นยอดมนุษย์เจ้าเวหา หรือในภาษาอังกฤษเรียกว่า BIRD MAN ซึ่งเป็นผู้เล่นจากทีมบาสเกตบอลเอนบีเอคลีฟแลนด์ที่ได้วางมือไปแล้วในปัจจุบัน โดยนอกจากจะมีความชื่นชอบในฉายาหรือสมญานามที่ได้รับแล้ว ยังได้มีความภาคภูมิใจในฉายานั้นจนได้นำไปสลักจารึกไว้เป็นความภาคภูมิใจบนร่างกาย

คริส แอนเดอร์สัน มีชื่อเรียกเต็มว่า คริสโตเฟอร์ เคราซ์ แอนเดอร์สัน เป็นนักบาสเกตบอลอาชีพสัญชาติสหรัฐอเมริกาที่ลงเล่นให้กับทีมในเอ็นบีเอ โดยทีมที่ได้เล่นเป็นปีสุดท้ายก่อนที่จะอำลาวงการไปในปี 2017 คือทีมคลีฟแลนด์ คาวาเลีย ซึ่งจุดเริ่มต้นก่อนเข้าวงการบาสเกตบอลของยอดมนุษย์เจ้าเวหานั้น ได้เริ่มต้นจากการเข้าเล่นให้กับทีมหาวิทยาลัย Blinn ในรัฐเทกซัส ก่อนที่จะไปเล่นให้กับลีกจีนในปีต่อมา และหลังจากนั้นในได้ถูกทำการดราฟท์เข้าทีมเดนเวอร์นักเก็ตในปี 2001-2004 ในเวลาต่อมา

และเนื่องด้วยฉายาที่ได้รับว่าเจ้าเวหาหรือ BIRD MAN นั้นทำให้ คริส แอนเดอร์สัน ได้นำรูปปีกของนกไปสักลงที่แขนทั้งสองข้างของเขาด้วยสีสันมากมายหลายเฉดสี พร้อมทั้งยังได้สักคำว่า FREE BIRD ที่มีความหมายว่าเจ้าเวหาผู้เป็นอิสระไว้ที่บริเวณใต้คอ โดยรอยสักที่มีความหมายว่าเจ้าเวหาผู้เป็นอิสระนั้น ได้ถูกสักหลังจากที่ได้มีโอกาสกลับมาเล่นในศึกบาสเกตบอลเอ็นบีเออีกครั้ง หลังจากที่ได้รับการลงโทษให้ไม่มีสิทธิ์ลงเล่นในวงการบาสเกตบอลเอ็นบีเอเป็นเวลาสองปี เนื่องจากมีการตรวจพบการใช้สารเสพติดในการแข่งขัน ซึ่งหลังจากที่ได้กลับมาเล่นอีกครั้งนั้นจึงได้สักความหมายนี้ไว้เป็นสิ่งเตือนใจไม่ให้หันกลับไปในเส้นทางเดิมอีก จนกระทั้งในปี 2013 ได้มีโอกาสคว้าแชมป์เอ็นบีเอกับทีมไมอามี ฮีทอย่างน่าภาคภูมิใจ

เจ้าเวหาผู้เป็นอิสระในทุกสิ่ง คือสิ่งที่เป็นตัวตนและความภาคภูมิใจที่เกิดขึ้นสำหรับ คริส แอนเดอร์สัน แม้ว่าบนเส้นทางการบินอาจจะพบบางสิ่งที่กักขังจิตใจ แต่ด้วยความอาจหาญในความเป็นเจ้าเวหา ทำให้ทลายกรงเหล็กที่กักขังตัวตนให้หลุดพ้นและเป็นอิสระกลับมาสู่ชัยชนะบนบัลลังก์ท่ามกลางเวหาได้อีกครั้ง และนอกจากนี้ คริสแอนเดอร์สัน ยังเป็นนักบาสเกตบอลจากทีมมหาวิทยาลัย Blinn เพียงคนเดียวที่สร้างประวัติศาสตร์สามารถลงเล่นในศึกบาสเกตบอลเอ็นบีเอได้เป็นคนแรกและยังคงเป็นคนเดียวเท่านั้นในประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัย

 

สตีเวน อดัมส์ เซ็นเตอร์ร่างยักษ์จากทีมเทพเจ้าสายฟ้าผู้มีรอยสักจากดินแดนนิวซีแลนด์

สถิติการบล็อคกว่า 350 ครั้ง สถิติการทำแต้มอีกกว่า 3,000 แต้ม สถิติทั้งสองอย่างเมื่อนำมารวมกัน จะกลายเป็น สถิติการเล่นของผู้เล่นตำแหน่งเซ็นเตอร์จากทีมโอกลาโฮม่า ซิตี้ธันเดอร์ ผู้ซึ่งเป็นผู้เล่นที่กองเชียร์ของทีมชื่นชอบมากที่สุด โดยผู้เล่นตำแหน่งเซ็นเตอร์รายนี้มีชื่อว่า สตีเวน อดัมส์ เป็นผู้เล่นรายที่สามของทีมที่สามารถสร้างประวัติศาสตร์การบล็อก และการทำแต้มได้สูงที่สุดในทีม

สตีเวน อดัมส์ หรือในชื่อเต็มเรียกว่า สตีเฟน ฟูนาคิ อดัมส์ เป็นชื่อเต็มที่ถูกตั้งขึ้นในประเทศนิวซีแลนด์ที่ซึ่งเป็นบ้านเกิดของตัวเขา พร้อมทั้งยังคงเป็นนักบาสเกตบอลที่มีสัญชาตินิวซีแลนด์ตามถิ่นเกิดอีกด้วย โดยเจ้าตัวได้เริ่มเล่นบาสเกตบอลในสมัยเรียนมัธยมที่ Wellington Saints ประเทศบ้านเกิด ก่อนที่จะตัดสินใจย้ายมาอาศัยอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาในปี 2012 และได้ลงเล่นให้กับทีมมหาวิทยาลัย Pittsburgh ในปี 2013 และในปีเดียวกันนั้นเอง เขาก็ได้ถูกเลือกเป็นคนที่ 12 จากการดราฟท์ตัวเข้าสู่วงการบาสเกตบอลเอ็นบีเอ โดยทีมที่มีชื่อว่า โอกลาโฮม่า ซิตี้ธันเดอร์ ที่ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างตำนานที่น่าจดจำ

สำหรับเรื่องรอยสักที่ได้ถูกสลักจารึกไว้บนตัวของเขานั้น เป็นเรื่องของวัฒนธรรมในประเทศบ้านเกิดที่ได้ถูกสืบทอดกันมาอย่างช้านาน โดยรอยสักของเขานั้นมีชื่อเรียกว่า Funaki ซึ่งเป็นชื่อประจำตระกูลของเขาพร้อมทั้งยังเป็นชื่อที่ถูกเขียนไว้ในชื่อจริงอีกด้วย และนอกจากจะมีชื่อที่เรียกว่าฟูนาคิแล้ว รอยสักนั้นยังเป็นเครื่องหมายของนักรบประจำตระกูลที่มีรูปแบบไม่ซ้ำกัน ในแต่ละตระกูลของนิวซีแลนด์ เพื่อเป็นเครื่องหมายและเป็นเกียรติยศ สำหรับผู้ที่ได้รับตำแหน่งนักรบ ให้มีความน่าเกรงขรามและความแข็งแกร่ง ที่ใครเห็นแล้วจะต้องเคารพ อีกทั้งยังเป็นค่านิยมประเพณีของผู้คนในประเทศนิวซีแลนด์ ที่จำเป็นต้องสักตราหรือสัญลักษณ์ลวดลาย ที่แสดงถึงความเป็นเอกลักษณ์ตามแต่ละท้องเรื่องราวของต้นกำเนิด ที่ได้เป็นจุดเริ่มต้นของตระกูลนั้น ๆ ให้ลูกหลานได้รับรู้ถึงเกียรติประวัติความเป็นมาอันยาวนาน

หลังจากที่ สตีเวน อดัมส์ ได้เข้าสู่เส้นทางศึกเกมส์ยัดห่วงเอ็นบีเอในปี 2013 จากการเลือกของทีมโอกลาโฮมา ซิตี้ธันเดอร์เป็นทีมแรกแล้ว ยังไม่เคยเทรดหรือได้เปลี่ยนทีมไปจากทีมนี้เลยจนถึงปัจจุบัน จึงทำให้เป็นผู้เล่นที่มีผู้ชมในทีมต้นสังกัดได้รักและชื่นชมเป็นอย่างมาก เหมือนกับได้เป็นรอยสักแห่งรากเหง้าประวัติศาสตร์และสัญลักษณ์ของทีมโอกลาโฮมา ที่ฝังรากลึกลงไปให้ตั้งมั่นอยู่อย่างขาดไม่ได้ เพื่อแสดงถึงความแข็งแกร่งอันน่าเกรงขามที่มาจากดินแดนนิวซีแลนด์อันไกลโพ้น

 

ราฮีม สเตอร์ลิง รอยสักแห่งแรงบันดาลใจและความเศร้าโศก

ในเรื่องราวชีวิตของแต่ละคน มีทั้งเรื่องที่ดีใจและเรื่องเสียใจ หลายคนเก็บมันเอาไว้ในความทรงจำ อีกหลายคนเก็บมันเอาไว้ในการจดบันทึกลงสมุด และอีกหลายคนที่เก็บมันเอาไว้โดยการสักบนร่างกาย เหมือนกับ ราฮีม สเตอร์ลิง ปีกซ้ายทีมชาติอังกฤษ ที่มีรอยสักของเรื่องราวทั้งสองด้านจากอดีตที่ผ่านมา

ด้วยอายุเพียง 17 ปี ราฮีม สเตอร์ลิง ได้มีโอกาสลงเล่นในลีกฟุตบอลอาชีพให้กับทีมลิเวอร์พูล ก่อนที่จะแสดงผลงานอย่างยอดเยี่ยมในการพบกับที แมนเชสเตอร์ซิตี้ จนได้ติดทีมยอดเยี่ยมประจำสัปดาห์ และได้ลงเป็นตัวจริงอย่างต่อเนื่องหลังจากเกมส์นั้น ต่อมาด้วยการเล่นฟุตบอลที่ทำผลงานการเล่นใด้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ใด้มีโอกาสรับรางวัลนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปี ในปี 2015 และเป็นทีมเรือใบสีฟ้า ที่เข้ามาตะครุบดาวรุ่งรายนี้ขึ้นเรือไป ด้วยค่าตัวที่มีมูลค่าสูงถึง 49 ล้านปอนด์หรือ 2.45 พันล้านบาท ด้วยสัญญา 5 ปี และได้เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลล่าสุด 2017-18

เรื่องราวกว่าจะถึงวันนี้ของราฮีม สเตอร์ลิง ได้แรงบันดาลใจมาจากที่ตนเองได้เห็นเด็กน้อยคนหนึ่ง ยืนถือลูกบอลอยู่ที่หน้าสนามเวมบลีย์ และได้รู้สึกถึงแรงผลักดันของเด็กน้อยคนนั้น ที่ได้สื่อสารมาสู่ภายในใจของตนเอง ให้ต้องทำสิ่งที่ได้โอกาสอยู่ให้มากกว่านี้ จึงได้นำภาพในความทรงจำในวันนั้นมาสักลงไว้ที่แขนซ้าย เพื่อเป็นรอยสักที่ให้แรงบันดาลใจกับตัวเอง และเป็นกำลังใจในการเล่นฟุตบอลให้พัฒนาขึ้นต่อไป

นอกจากนี้อีกหนึ่งรอยสักที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางของราฮีม สเตอร์ลิง คือการได้ไปสักรูปปืนเอ็ม16 ที่หน้าแข้งขวา เนื่องจากมีสมาคมชาวอังกฤษ ซึ่งต่อต้านการใช้อาวุธปืนได้ร้องต่อเอฟเอ ให้ปลดนักเตะรายนี้ออกจาทีมชาติอังกฤษ เพราะการเป็นนักเตะทีมชาติควรเป็นแบบอย่างที่ดี และไม่ควรบูชาอาวุธปืน แต่ราฮีม ได้ให้เหตุผลว่ารอยสักที่เป็นรูปปืนบนขาขวานั้น เป็นการรำลึกถึงบิดาที่ถูกยิงเสียชีวิตไป เมื่อตอนที่ตัวเองอายุได้ 2 ขวบ และได้ให้คำมั่นสัญญากับตัวเองไว้ว่าจะไม่แตะต้องอาวุธปืนอีกเลยตลอดชีวิต และจะใช้ขาขวาของตนเองเพื่อยิงลูกบอลเท่านั้น ซึ่งเอฟเอได้ยอมรับเหตุผลของราฮีม และได้ทำการสนับสนุนให้ติดทีมชาติ พร้อมกับเก็บตัวฝึกซ้อมอย่างจริงจังในฟุตบอลโลกที่กำลังจะมาถึง

ทั้งแรงบันดาลใจที่เปลี่ยนตัวเองให้ต้องพัฒนาขึ้นมากว่าเดิม ทั้งความเศร้าโศกที่เปลี่ยนกลายเป็นการยิงประตูเพื่อชัยชนะ ทั้งหมดกลายเป็นแรงผลักดันที่ถูกจารึกไว้เป็นรอยสักบนร่างกาย ที่จะสะท้อนเป็นสิ่งเตือนใจในทุกช่วงเวลาของชีวิตในวันข้างหน้า

 

เวสลีย์ ไชนเดอร์ รอยสักแห่งความโรแมนติก

รอยสักของแต่ละคนมักจะมีเรื่องราวซ่อนอยู่ แม้แต่ของนักฟุตบอลก็มีความหมายต่าง ๆ ซ่อนอยู่มากมาย นักฟุตบอลบางคนก็สักเพื่อพูดถึงนิสัยใจคอในสนาม หรือบางคนก็สักเล่าเรื่องความฝันในวัยเด็ก ความเหนื่อยยากที่กว่าจะประสบความสำเร็จ หรือแม้กระทั่งสักเพื่อตอบแทนความรักความศรัทธาที่มีต่อสิ่งรอบตัว พร้อมรวมไปถึงรอยสักเพื่อความทรงจำอันสุดแสนโรแมนติกในงานวันงานแต่งงาน ของ เวสลีย์ ไชนเดอร์

เวสลีย์ ไชนเดอร์ กองกลางแห่งทัพอัศวินสีส้มที่ดีที่สุดในโลก จากชุดรองแชมป์โลกปี 2010 ด้วยการวางบอลที่แม่นยำและการครองบอล ควบคุมเกมส์พร้อมทั้งการยิงที่เด็ดขาด ทำให้นักฟุตบอลรายนี้กลายเป็นหัวใจหลักของชาติฮอลแลนด์ที่ขาดไม่ได้ จุดเริ่มต้นการค้าแข้งของกองกลางระดับโลกเริ่มต้นกับทีมอาแจกซ์ อันเสตอร์ดัม ในปี 2002 ด้วยฝีมือการเล่นที่เพียบพร้อมในแดนกลางระดับพระเจ้า ทำให้ราชันย์ชุดขาว เรอัลมาดริด เจ้ายุโรปแห่งเสปน ได้ทำการซื้อตัวเข้าร่วมทีมเทวดาในปี 2007 และได้คว้าแชมป์ลีกสูงสุดของเสปนในปีนั้น ก่อนถูกทีมงูใหญ่ อินเตอร์มิลาน ฉกมาร่วมทีมในอีก 2ปี ต่อมา พร้อมทั้งได้กวาดแชมป์มากมายกับอินเตอร์มิลาน

ในปี 2008  เวสลีย์ ไชนเดอร์ ได้ตกเป็นข่าวกับสาวสวย โยลันเธ คาบู ฟาน คาสเบอร์เกน ลูกครึ่งฮอลแลนด์-เสปน ดาราและพิธีกรชื่อดัง ของประเทศฮอลแลนด์ ก่อนที่จะหมั้นหมายกันในปี 2009 จนกระทั่งได้แต่งงานกันในปี 2010 ในวันที่ 17 กรกฎาคม ซึ่งอีก 6 วันหลังจากนั้นจะเป็นวันแข่งขันฟุตบอลรอบโลกชิงชนะเลิศของทีมชาติฮอลแลนด์อีกด้วย โดยการจัดงานแต่งงานในวันนั้น เต็มไปด้วยดอกไม้สีขาวและมีแขกมาเข้าร่วมงานมากกว่า 250 คน มีการปล่อยนกพิราบร่วมกันหลังจากทำพิธีทางศาสนาเสร็จ และได้ใช้รถม้าแบบโบราณของทางประเทศฮอลแลนด์เป็นรถงานแต่งงาน เรื่องราวในวันนั้นกลายมาเเป็นความทรงจำที่พิเศษสุดของ เวสลีย์ ชไนเดอร์ ถึงแม้ว่าตนเองจะเคยผ่านการแต่งงานมาแล้วครั้งหนึ่งกับภรรยาคนเก่า แต่ก็ไม่อาจมีบรรยากาศที่พิเศษสุดแสนโรแมนติกและน่าประทับใจเท่าในครั้งนี้  จนได้เอาเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนั้นทั้งหมดเก็บเป็นความทรงจำไว้บนรอยสักที่แขนด้านขวา โดยได้จารึกรอยสักรูปแหวนแต่งงานพร้อมกับวันที่แต่งงานสักลงบนแขนนั้นด้วย

รอยสักมากมายที่อยู่บนตัวของจอมทัพอัศวินสีส้ม ไม่มีรอยสักใดที่จะมีค่าไปมากกว่ารอยสักที่อยู่บนมือด้านขวา ของจอมทัพรายนี้ อีกทั้งยังเป็นสิ่งเตือนใจและทำให้หวนคิดถึงความรัก และความทรงจำที่สุดแสนโรแมนติก ที่จะสามารถนึกถึงได้ทุกครั้ง เมื่อได้มองไปยังแขนของตัวเอง

 

เวย์น รูนี่ย์ รอยสักแห่งความภาคภูมิใจ

หนึ่งในนักเตะกองหน้าสายเลือดผู้ดีจากประเทศอังกฤษ ผู้มีรูปร่างท้วมแต่มีความรวดเร็วปราดเปรียวในการเคลื่อนไหวอย่างดุดัน ซึ่งได้ทลายกำแพงด่านสุดท้ายอันแข็งแกร่งของคู่ต่อสู้มานับไม่ถ้วน พร้อมกับได้กลายมาเป็นหัวใจหลักของทีมชาติอังกฤษ ทีมบ้านเกิดที่ภาคภูมิใจ เหมือนกับที่ได้นำมาสักไว้เป็นเกียรติยศบนหัวไหล่ขวาของตัวเอง

เวย์น รูนีย์ เริ่มต้นเล่นฟุตบอลให้กับชุดเยาวชนในทีมเอฟเวอตันด้วยอายุเพียง 11 ปี ก่อนที่จะใช้ความมหัศจรรย์ในฝีเท้า พาตัวเองขึ้นติดทีมเอฟเวอตันชุดใหญ่ด้วยวัยแค่ 16 ปีเท่านั้น และได้ทำประตูชัยให้กับทีมเอฟเวอร์ตัน เอาชนะทีมอาเซนอลมาได้ในช่วงนาทีสุดท้ายด้วยการยิงในระยะกว่า 30 หลา หลังจากนั้นในปีเดียวกัน เวย์น รูนีย์ มีโอกาสได้รับรางวัลนักฟุตบอลดาวรุ่งยอดเยี่ยมประจำปี 2002 อีกด้วย ต่อมาเส้นทางแห่งเกียรติยศของนักเตะพรสวรรค์รายนี้ก็ได้เริ่มขึ้น โดยการที่ สเวนโกรัน อิริคสัน นายใหญ่แห่งทีมชาติอังกฤษ ได้เรียกให้นักเตะอายุน้อยรายนี้ติดทีมชาติไปลุยศึกยูโร 2004 ที่โปรตุเกส ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ยิ่งใหญ่ใหญ่ที่สุดในชีวิต เมื่อการเล่นของไอ้หนูมหัศจรรย์คนใหม่แห่งเกาะอังกฤษ เวนย์ รูนีย์ ได้แสดงผลงานกระชากลากเลื้อยและยิงประตูคู่ต่อสู้ได้ถึง 2 ประตู กลายเป็นผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุด ที่ลงเล่นให้กับทีมชาติและอายุน้อยที่สุด ที่ทำประตูได้ในนามทีมชาติ ก่อนที่จะมีคนอื่นมาทำลายสถิติในเวลาต่อมา

ความหวังเกิดขึ้นมากมายในหัวใจของชาวอังกฤษ จากการมาแสดงผลงานของไอ้หนูมหัศจรรย์ในยูโร 2004 ก่อนที่จะถูกดับลงในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ด้วยอาการบาดเจ็บกระดูกข้อเท้าแตก และอังกฤษได้ตกรอบในการดวลจุดโทษกับทีมชาติโปรตุเกสในเกมส์นั้น จากอาการบาดเจ็บที่ต้องพักยาวหลายเดือนในระหว่างนั้น เวย์น รูนีย์ ได้ตัดสินใจไปสักสิ่งที่เป็นความภาคภูมิใจที่ตนเองได้รับ ก่อนที่จะได้รับอาการบาดเจ็บคือการได้สักรอยสักของธงชาติอังกฤษ พร้อมทั้งลงสีให้เหมือนกับสีของธงจริง รวมถึงได้เพิ่มคำว่า ภูมิใจ เป็น ภาษาอังกฤษไว้ใต้ล่างรอยสักของธงเสริมเข้าไปอีกด้วย

ต่อมาในระหว่างที่พักฟื้นจากอาการบาดเจ็บ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ได้ทำการตัดสินใจซื้อตัวกองหน้าดาวรุ่งคนนี้เข้าสู่ทัพปีศาจแดง แม้ว่ายังไม่หายจากอาการบาดเจ็บก็ตาม ซึ่ง เวย์ รูนีย์ ได้ตอบแทนด้วยการยิงแฮตทริกทันทีหลังจากที่หายอาการบาดเจ็บ และเป็นเกมส์นัดแรกที่ลงสนามให้กับทัพปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ในศึกยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีกส์ จนในเวลาต่อมา เวย์ รูนีย์ ได้กลายเป็นนักเตะที่ยิงประตูสูงสุดตลอดกาลของทัพปีศาจแดง นอกจากนี้ เวย์ รูนีย์ ยังไม่เคยออกไปค้าแข้งยังต่างแดนแม้จะมีหลายทีมยักษ์ใหญ่ในต่างชาติให้ความสนใจ เพราะว่าความภาคภูมิใจในการเล่นให้กับประเทศอังกฤษลีกที่เป็นบ้านเกิด เป็นสิ่งที่เยี่ยมยอดที่สุดในชีวิตแล้ว เหมือนกับที่ได้ประกาศไว้ที่รอยสักบนหัวไหล่ซ้ายอย่างภาคภูมิใจ

และในฟุตบอลโลก 2018 ในปีนี้ ยังคงมีรายชื่อของนักฟุตบอลอดีตไอ้หนูนักเตะมหัศจรรย์ในปี 2002 รวมอยู่ด้วย ซึ่งคงเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจในชีวิตที่ได้ติดทีมชาติที่ตนเองได้สักไว้บนร่างกายอีกครั้ง

เยอโรม บัวเต็ง รอยสักแห่งคำภาวนา

หลายครั้งที่รอยสักแสดงถึงตัวตน รวมถึงเอกลักษณ์ของผู้ที่สัก และอีกหลายครั้งได้แสดงถึงความรักที่มีต่อสิ่งต่าง ๆ รอบตัว แต่นอกเหนือจากนี้ รอยสักยังมีความหมายสำหรับบางคนในอีกแง่มุมของความต้องการ หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นแง่มุมของความศรัทธา ที่สถิตอยู่ที่แขนข้างซ้ายของนักเตะอย่าง เยอโรม บัวเต็ง

เยอโรม บัวเต็ง เป็นนักฟุตบอลที่มีสองสัญชาติ และสามารถจะเลือกติดทีมชาติใดก็ได้ หากถูกเรียกตัวจากทีมชาตินั้น ซึ่งได้แก่ทีมชาติเยอรมันและทีมชาติกานา แต่ตัว บัวเต็ง มีเพียงทีมชาติเดียวเท่านั้นที่เป็นจุดมุงหมายสูงสุดในชีวิต โดยจุดเริ่มต้นในอาชีพนักฟุตบอลลีกอาชีพของเยอโรม บัวเต็ง ก่อนที่จะติดทีมชาติ ได้เริ่มต้นด้วยการเป็นนักเตะชุดเยาวชนของทีมโบรุสเซีย ดอร์ทมุน เป็นทีมแรก และได้ทำการย้ายไปอยู่กับทีมเยาวชนของแฮธ่า เบอร์ลิน จนถึงอายุ 19 ปี จนได้เลื่อนขึ้นมาเป็นนักเตะชุดใหญ่ของทีมแฮธ่า เบอร์ลิน ในปี 2007 เพียงปีเดียวเท่านั้น เพราะต่อมาทีมฮัมบูร์ก ทีมจากลีกบุนเดสลีกา ในลีกเดียวกัน ได้ซื้อตัวไปร่วมทัพ เนื่องจากบัวเต็งไม่ต้องการที่จะทำสัญญาระยาวกับสโมสรแฮธ่า เบอร์ลิน ที่เสนอมาถึง 5 ปี และในปีเดียวกันนั้นเอง เป็นปีที่บัวเต็งตัดสินใจสักรอยสักรูปพระแม่มารีไว้ที่แขนขวา เพื่อเป็นเครื่องหมายของการภาวนาด้วยความศรัทธาสำหรับตัวเอง พร้อมทั้งเป็นคำภาวนาที่จะทำให้ไปถึงจุดหมายได้ในสักวันหนึ่ง จากนั้นเมื่อได้ย้ายไปอยู่ทีมฮัมบูร์ก ด้วยรูปแบบการเล่นอันแข็งแกร่งของปะการหลังรายนี้ ทำให้ไปเข้าตากับทีมมหาเศรษฐีในเวทีพรีเมียร์ลีกอย่างแมนเชสเตอร์ซิตี้ และได้จรดปากกาเข้าร่วมทัพเรือใบในปี 2010 โดยอยู่เล่นให้กับเรือใบสีฟ้าถึง 11 ปี หลังจากนั้นเสือใต้แห่งเยอรมัน บาเยินมิวนิค ได้ทำการซื้อตัวเยอโรม บัวเต็ง กลับมาพิชิตแชมป์หลายสมัยในศึกบุนเดสลีกาที่เยอรมันอีกครั้ง

ด้วยการเป็นประการหลังที่แข็งแกร่งในแบบที่คู่ต่อสู้จะผ่านได้ยาก ทำให้เยอโรม บัวเต็ง ได้ติดทีมชาติ เยอรมันชุดเยาวชนมาตั้งแต่อายุ 17 โดยมีจุดมุ่งหมายสูงสุดคือทีมชาติเยอรมันชุดใหญ่ และด้วยการพัฒนาในการเล่นอย่างต่อเนื่องทำให้เยอโรม บัวเต็ง ได้ถูกเรียกติดทีมชาติชุดใหญ่ในปี 2010 สำหรับศึกฟุตบอลโลก นั่นหมายความว่าจุดมุ่งหมายสูงสุดได้สำเร็จลงแล้ว เหมือนกับว่ารอยสักที่ได้สักไว้เพื่อเป็นเครื่องหมายของคำภาวนาในชีวิตของ เยอโรม บัวเต็ง ได้ทำให้การเดินทางที่เฝ้ารอมานานได้มาถึงจุดหมาย

และนอกจากนี้ในฟุตบอลโลกปี 2018 ที่กำลังจะมาถึง เยอโรม บัวเต็ง ในวัย 29 ปีได้มีรายชื่อติดทีมชาติเยอรมันไปตลุยศึกฟุตบอลบอลโลกที่รัสเซียอีกด้วย หรืออาจเป็นเพราะคำภาวนาด้วยความศรัทธาที่มีต่อรอยสักรูปพระแม่มารีที่ได้นำมาสถิตย์บนแขนขวาในวันนั้น ทำให้ บัวเต็ง ได้มีโอกาสรับใช้ชาติในนามทีมชาติเยอรมันอีกครั้งในวันนี้

 

ดาเนียล เด รอสซี่  รอยสักนี้เพื่อลูก

เด รอสซี่ นักฟุตบอลสัญชาติอิตาลี ผู้ซึ่งติดทีมชาติมากที่สุดในโลก และยังเป็นนักเตะเจ้าของรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของประเทศอิตาลีอีกด้วย ด้วยแนวทางการเล่นฟุตบอลที่เรียกได้ว่าเป็นจอมโหดขาประจำบนสนาม ใครเลยจะคิดว่ามีรอยสักลายการ์ตูนเทเลทับบี้ สักอยู่บนแขนนักเตะขาโหดแบบนี้ได้

จากดาวรุ่งที่คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกในปี 2006 กับทีมชาติอีตาลี และได้รับตำแหน่งนักฟุตบอลดาวรุ่งยอดเยี่ยมของ ลีกกัลโซ่ ซีเรียอา ลีกสุดของประเทศอีตาลีในปีเดียวกัน เด รอสซี่ เป็นนักเตะที่ไม่เคยย้ายสโมสรเลยนับตั้งแต่ได้เล่นให้กับสโมสร โรม่า  มาตั้งแต่เยาวชน โดยได้มีโอกาสลงเล่นให้กับทีม โรม่า ชุดใหญ่เป็นครั้งแรกในศึกยูฟ่าแชมเปี้ยนลีกส์ ในการพบกับทีมจากเบลเยียม แต่หลังจากนั้นยังไม่มีโอกาสได้ลงเล่นบ่อยครั้ง เนื่องจากในยุคนั้นเป็นยุคของนักเตะชื่อดังที่มีอยู่ในทีมมากมาย ทำให้ ฟาบิโอ คาเปลโล่ นายใหญ่ของทีมหมาป่าไม่ได้ให้โอกาสกับ เด รอสซี่ บ่อยนัก จนกระทั่ง ฟาบิโอ คาเปลโล ตัดสินใจอำลาถิ่นหมาป่าไปอยู่กับทีมม้าลายอย่างยูเวนตุส ทำให้เด รอสซี่ มีโอกาสมากขึ้นในการลงสนามในตำแหน่งกองกลางด้วยวัย 21 ปี และหลังจากนั้นเด รอสซี่ ได้บอกกับทุกคนในการให้สัมภาษณ์ว่า จะไม่มีการย้ายไปยังสโมสรอื่นใด เพราะต้องการอยู่ถิ่นหมาป่า เป็นราชาที่นี่เหมือนอย่างกับต๊อตติ ราชานักเตะผู้เป็นตำนานของสโมสรโรม่า

ด้วยแนวทางการเล่นที่เป็นจอมโหดแห่งวงการลูกหนังอีตาลี ที่บางครั้งก็สติหลุดจนถึงตบหน้าคู่แข่งขัน หรือแม้บางครั้งการเล่นที่เข้าหนักแบบถึงลูกถึงคนจนได้รับฉายาว่าจอมโหดประจำสนาม แต่สิ่งที่เห็นนั้นไม่ได้หมายถึงตัวตนทั้งหมดที่ได้แสดงออกมา เพราะด้วยเรื่องรอยสักแล้วเด รอสซี่ กับมีอารมณ์ของความน่ารักที่แอบซ่อนอยู่ภายในใจ เนื่องด้วยแขนขวาของ เด รอสซี่ ได้มีการสักรูปตัวการ์ตูนเทเลทับบี้สีเหลืองเอาไว้ ซึ่งบนตัวเทเลทับบี้นั้นมีรูปหัวใจอยู่ที่ท้องและมีตัวอักษรที่ได้เขียนชื่อลูกสาวของตนเองไว้ว่า กาญ่า อยู่ตรงกลางตรงหัวใจ พร้อมทั้งกำลังก้มดูเงาตัวเองในลำธารและมีจุกดูดนมปลอมสำหรับเด็กทารกไว้อีกด้วย ทั้งนี้ เด รอสซี่ กล่าวว่ารอยสักนี้เป็นรอยสักที่ทำเพื่อลูกสาวที่ได้ชื่นชอบในตัวการ์ตูนตัวนี้  และทุกครั้งที่ตนเองได้เห็นตัวการ์ตูนตัวนี้มักจะทำให้นึกถึงลูกสาวของตนเองในทุกครั้ง

นอกจากรอยสักที่มีความน่ารักซ่อนอยู่ในตัวแล้ว เด รอสซี่ ยังได้สักรูปห้ามเข้า ป้องกันโดยการสกัดที่ขาแบบรุนแรงไว้ที่ขาขวา เพื่อเป็นการบอกให้ทุกคนทราบว่า ถ้าหากใครเข้าทำการป้องกันที่รุนแรงจนเกินไป จะไม่มีทางได้รับความปรานีจากตนเองอย่างแน่นอน ทำให้รอยสักที่อยู่บนตัวของ เด รอสซี่ ยังคงมีการเล่าเรื่องราวที่เป็นตัวตนที่แท้จริงของตัวเองอยู่ด้วยในฐานะจอมโหดแห่งกรุงโรม ราชาหมาป่าคนใหม่ และชายที่มีรอยสักเพื่อลูกรวมอยู่ด้วยกัน

 

ราอูล เมยเรเรส รอยสักแห่งความรัก

ราอูล เมยเรเลส นักเตะผู้เป็น ฮิปเสตอร์ ไอคอลแห่งวงการฟุตบอล ดีกรีกองกลางทีมชาติโปรตุเกส และอดีตนักเตะหงส์แดงลิเวอร์พูลกับเชลซี สองยักษ์ใหญ่แห่งเวทีพรีเมียร์ลีก ผู้ซึ่งหลงรักรอยสักมาตั้งแต่อายุ 18 จนปัจจุบันเรือนร่างของนักเตะรายนี้ไม่เหลือที่ให้สักเพิ่มอีกแล้ว

ราอูล เมยเรเรส หรือชื่อเต็มว่า ราอูล โจเซ่ ตรินดาเด เมยเรเรส นักฟุตบอลกอลกลางชาวโปรตุเกส ผู้ซึ่งได้เล่นกับทีมชาติมาแล้วมากกว่า 50 นัด โดยเริ่มค้าแข้งในวงการฟุตบอลกับทีมโบวิสตา ซึ่งเป็นทีมในบ้านเกิดของตัวเอง ก่อนที่จะย้ายไปอยู่กับทีมเดปอติวอ อาเวส ด้วยสัญญาการยืมตัวเป็นระยะเวลา 3 ปี และได้กลับมาอยู่กับทีมโบวิสตา เมื่อสัญญาการยืมตัวหมดลง ซึ่งในปีเดียวกันนั้นทีมเอฟซี ปอโต้  ยักษ์ใหญ่แห่งวงการฟุตบอลโปรตุเกสได้ตัดสินใจตกลงทำสัญญาซื้อตัวนักเตะกองกลางพรสวรรค์รายนี้เข้าร่วมทีม หลังจากนั้นด้วยความสามารถในการเล่นกองกลางที่ทำให้รูปแบบการเล่นของทีมมีสีสันมากขึ้นทั้งในการเล่นฟุตบอลให้กับทีมสโมสรและทีมชาติทำให้ทีมหงส์แดง ลิเวอร์พูล ได้ตัดสินใจกระชากกองกลางพรสวรรค์รายนี้มาจากทีมเอฟซี ปอโต้ เข้ามาร่วมทีมในฤดูกาล 2011 แต่อยู่ได้เพียง 1 ปีก็ได้ถูกซื้อตัวไปโดยทีม สิงโตน้ำเงินคราม เชลซี  ด้วยการทำสัญญา 4 ปี และในปี 2016 ราอูล เมยเรเรส ได้ย้ายไปค้าแข้งให้กับทีม เฟเนบาเช่ ยักษ์ใหญ่แห่งตุรกีซึ่งเป็นทีมสุดท้ายในการค้าแข้งในฐานะนักฟุตบอลอาชีพจนอำลาวงการฟุตบอล

หลังจากอำลาวงการฟุตบอล ราอูล เมยเรเรส ยังคงเป็นที่รู้จักในวงการต่าง ๆ เนื่องจากการแต่งตัวที่มีรสนิยมแนวฮิปเสตอร์ จนได้รับฉายาจากสื่อต่างประเทศว่าเป็นฮิปเสตอร์ ไอคอล แห่งวงการฟุตบอล และนอกจากรสนิยมการแต่งตัวแล้ว รอยสักบนตัวของราอูล เมยเรเรส ที่ไม่มี่ที่ว่างเหลือให้สำหรับการสัก ยังเป็นสิ่งที่ทำให้หลายคนยังคงจดจำนักเตะรายนี้ได้อยู่เสมอ โดยรอยสักที่มีอยู่บนตัวของ ราอูล เมยเรเรส มีด้วยกันมากมายแต่สิ่งที่พิเศษมากกว่ารอยสักทั่วไปคือ การสักรูปใบหน้าของภรรยาและลูกสาวของเขาลงบนร่างกาย เนื่องจากเหตุผลที่ตัวเองหลงรักรอยสักมาตั้งแต่อายุ 18 และทุกสิ่งที่สักบนร่างกายโดยส่วนใหญ่นั้นเป็นสิ่งที่ตนเองรักและชื่นชอบ ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพศิลปะกะโหลกที่หน้าอก หรือมังกรแดงตัวใหญ่ที่แผ่นหลัง ดังนั้นภรรยาและลูกสาวคือสิ่งที่ตัวเองรักมากที่สุดในชีวิต จึงได้นำภาพของทั้งสองมาสักไว้บนร่างกายด้วย

และนอกจากที่ราอูล เมยเรเรส ได้หลงรักรอยสักที่ได้สักลงบนร่างกายของตัวเองแล้ว ยังได้นำน้ำหมึกบนเรือนร่างของตัวเองเข้าสู่มูลนิธิศิลปะ เพื่อระดมทุนช่วยเหลือการวิจัยโรคมะเร็งอีกด้วย จึงถือได้ว่ารอยสักที่อยู่บนตัวของ ราอูล เมยเรเรส นั้นเป็นรอยสักที่เปี่ยมไปด้วยความรักอย่างแท้จริง

 

ไนเจล เดอ ยอง รอยสักแห่งนักรบ

ไนเจล เดอ ยอง นักฟุตบอลกลองกลางเอนกประสงค์ ขาโหดของทีมชาติอัศวินสีส้ม ผู้ซึ่งผ่านการรับใช้สโมสรมาแล้วกว่า 5 ลีกชั้นนำทั่วโลก ด้วยแนวทางการเล่นฟุตบอลที่มีความดุดันเป็นเอกลักษณ์ ทำให้เป็นที่ต้องการของหลายต่อหลายทีม เหมือนกับรอยสักบนตัวที่มีความหมายว่า “นักรบ”

จุดเริ่มต้นของนักรบบนผืนหญ้าสีเขียว ได้เริ่มต้นอาชีพค้าแข้งจากลีกบ้านเกิดในประเทศฮอลแลนด์ ในการลงเล่นฟุตบอลอาชีพให้กับสโมสร อาแจ็กซ์ อันสเตอร์ดัม ก่อนที่จะย้ายไปเล่นให้กับสโมสร ฮัมบูร์ก ในลีกเยอรมันอันแข็งแกร่งเป็นเวลา 3 ปี หลังจากนั้นการเล่นที่เข้าตาทีมมหาเศรษฐีน้ำมันจากเกาะอังกฤษ หรือทีมเรือใบสีฟ้าแมนเชสเตอร์ซีตี้ ทำให้ ไนเจล ถูกซื้อตัวเข้ามาร่วมทัพเพื่อสร้างเส้นทางสู่การพิชิตแชมป์ จนในเวลาต่อมาเมื่อสัญญาหมดลง ไนเจล เดอ ยอง ได้ตัดสินใจไปเล่นให้กับทีมปีศาจแดงดำ เอซีมิลาน เป็นเวลา 4 ปี จนครบสัญญา จึงได้ย้ายออกไปอยู่กับทีม แอลเอ กาแลคซี่ ทีมรวมดาวดังจากยุโรปแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งในปีเดียวกันนั้นเองทีมกาลาตาซารายยักษ์ใหญ่แห่งตุรกีได้จรดปากกาเซ็น ไนเจล เดอ ยอง เข้าร่วมทีมต่อจาก แอล เอ กาแลคซี่ จวบจนปัจจุบันด้วยความดุดันในการเล่นที่ยังคงมีอยู่ในตัว ทำให้ทีม ไมนซ์ จากศึกบุนเดสลีกาได้ทำสัญญากับกองกลางพันธุ์ดุรายนี้เข้าร่วมทัพจนจบฤดูกาลที่ผ่านมา

ด้วยการเล่นที่ดุดันไม่เกรงกลัวคู่ต่อสู้และมีแนวทางที่เด็ดขาดเฉพาะตัว ทำให้กองกลางรายนี้ตัดสินใจเลือกรอยสักที่มีความเข้ากับตัวเอง โดยได้แรงบันดาลใจในการเลือกรอยสักที่เป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมในประเทศอินโดนีเซีย ที่มีความหมายว่านักรบ ซึ่งมีลวดลายเป็นรูปดอกไม้ขนาดใหญ่ที่มีความสวยงามราวกับท่วงท่าในการต่อสู้และมีความแข็งแกร่งผสมผสานดั่งโล่ที่มีเหล็กกล้ารวมอยู่ในรอยสักนั้น นอกจากนี้ลวดลายรอยสักบนตัวของ ไนเจล เดอ ยอง ที่สื่อถึงนักรบแล้ว ภาพรวมของรอยสักทั้งหมดบนตัว ยังมีความหมายถึงนักสู้อีกด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถบ่งบอกความเป็นตัวตนในการเล่นฟุตบอลที่มีแนวทางของตนเองได้เป็นอย่างดี

จากประสบการณ์ที่ผ่านมาของนักเตะสายเลือดดัชต์ผู้นี้ นอกจากการเล่นที่เป็นที่ยอมรับจากหลายลีกชั้นนำแล้วว่าแข็งแกร่ง ยังบ่งบอกว่านักเตะผู้นี้เป็นนักเตะที่มีสายเลือดนักสู้ในการค้าแข้งของอาชีพนักฟุตบอลอย่างแท้จริงอีกด้วย เพราะอาการบาดเจ็บหลายต่อหลายครั้ง ที่ทำให้นักเตะรายนี้ต้องออกไปพักรักษาตัวอย่างยาวนาน จนไม่คิดว่าจะกลับมาเล่นได้อย่างแข็งแกร่ง แต่ก็สามารถกลับมาเล่นได้แข็งแกร่งอีกครั้ง ราวกับรอยสักแห่งนักรบที่อยู่บนร่างกายได้ผลักดันให้นักเตะรายนี้ได้ยืนหยัด เพื่อกลับมาให้ต่อสู้ได้เสมอไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ตาม จวบจนปัจจุบันปี 2018 ไนเจล เดอ ยอง มีอายุ 33 ปี และยังคงเป็นนักเตะอาชีพใน บุนเดสลีกา ลีกอันดับหนึ่งอันแข็งแกร่งของประเทศเยอรมัน