กว่าจะเป็นแชมป์ฟุตบอลโลก…คริสเตียโน โรนัลโด (Cristiano Ronaldo)

คริสเตียโน โรนัลโด (Cristiano Ronaldo) จะเรียกว่าเป็นนักเตะที่เก่งที่สุดในโลกก็ไม่ผิด เนื่องจากผลงานที่ผ่านมาได้รับการยอมรับและการยกย่อง ถึงแม้ว่าเมื่อในวัยเด็ก โรนัลโดจะไม่ได้มีชีวิตที่สะดวกสบายเหมือนเช่นทุกวันนี้ แต่ด้วยความมุมานะพยายามรวมกับพรสวรรค์ในตัวของเขาเอง จึงทำให้ได้มีโอกาสเข้าร่วมทีมฟุตบอลจนได้เข้าตาของทีมชื่อดังอย่างแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด แล้วได้เข้าร่วมทีมเป็นอันดับหนึ่งเทียบเท่ากับนักเตะรุ่นพี่ที่โด่งดังไม่แพ้กันอย่าง เดวิด เบ็คแฮม (David Beckham)

จากนั้นเขาก็ได้แสดงฝีมือการเล่นฟุตบอลได้อย่างยอดเยี่ยมตลอดมา ได้รับการชื่นชมอย่างล้นหลามจากทักษะการเล่น ถึงแม้จะต้องอยู่ภายใต้สถานการณ์ที่กดดัน เพราะต้องเข้ามาสวมเสื้อเบอร์เดียวกันกับสุดยอดนักเตะของทีมก็ตาม โรนัลโด ยังสร้างสถิติเป็นนักเตะมิดฟิลด์ที่สามารถทำประตูได้มากที่สุดเป็นประวัติการณ์อีกด้วย นอกจากนี้ยังเป็นนักเตะที่มีค่าตัวสูงที่สุด และล่าสุดในปัจจุบันนี้ได้เข้ามาเป็นกัปตันทีมชาติโปรตุเกส รวมทั้งยังเป็นกองหน้าให้กับยูเวนตุสในเซเรียอาแชมป์โลกหลายสมัย จึงน่ายกย่องและเหมาะแก่การเอาเป็นแบบอย่างให้กับนักกีฬารุ่นหลังเป็นอย่างมาก

ทำไม…คริสเตียโน โรนัลโด ควรค่าเป็นเพชรเม็ดงามแห่งสโมสรยูเวนตุส

  • ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ยอดเยี่ยมและยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลและกองหน้าของยูเวนตุสที่ได้ทำลายสถิติการทำประตูในอดีต โดยทำประตูได้กว่าครึ่งร้อยในรอบฤดูกาลนี้
  • เป็นผู้เล่นโปรตุเกสคนแรกที่ยิงแฮตทริกในประวัติศาสตร์เซเรียอาตอนนี้เขาเป็นหนึ่งในผู้เล่นเพียงสองคนที่ทำแฮตทริกในพรีเมียร์ลีกลาลีกาและเซเรียอา
  • นอกจากบทบาทนักฟุตบอลแล้ว โรนัลโดยังมีบทบาทของผู้ให้ที่น่ายกย่องไม่แพ้ความสามารถของเขาเลย เนื่องจากค่าตัวจำนวนมหาศาลนั้นได้ถูกนำไปใช้เพื่อบริจาคกับองค์กรการกุศลและผู้ยากไร้เรื่อยมา อย่างเช่น การบริจาคเงินช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาส ช่วยเหลือแฟนบอลของเขาในสถานการณ์ลำบากและจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยที่ขาดแคลน เป็นต้น
  • โรนัลโดทำบุญด้วยการบริจาคเลือดอยู่เป็นประจำ เขาจึงไม่มีรอยสักตามตัวเหมือนนักเตะดัง คนอื่น ๆ เพราะจะทำให้เขาไม่สามารถบริจาคเลือดได้ น่านับถือความมีน้ำใจนี้เป็นอย่างยิ่ง

ทำอย่างไร…จะไปให้ถึงฝันในแบบฉบับของ คริสเตียโน โรนัลโด

  1. การดูแลร่างกายให้มีความพร้อมและแข็งแรงตลอดเวลา เพราะการฝึกซ้อมในระดับนักเตะยอดเยี่ยมต้องอาศัยเวลาและวินัยสูงมาก รวมถึงการเผชิญกับอาการบาดเจ็บต่าง ๆ อยู่บ่อยครั้ง ต้องอาศัยแรงใจเกินร้อยด้วยอีกทางหนึ่ง ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคทั้งปวง
  2. โภชนาการอาหาร อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญมากเพื่อการก้าวไปถึงความฝันอันสูงสุดในแบบฉบับโรนัลโด นั่นคือ ออกกำลังกายดีที่สุดแล้วควบคู่กับ อาหารดี โปรตีนสูง คาร์โบไฮเดรตในระดับที่เพียงพอ ทานผักผลไม้เป็นประจำและหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันและน้ำตาลสูง
  3.  มีการพักผ่อนให้เพียงพอและถูกหลักอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะเน้นเรื่องการนอนหลับ เพื่อให้ร่างกาย กล้ามเนื้อได้ฟื้นตัว

เครดิตภาพ : https://www.thairath.co.th/sport/eurofootball/otherleague/1490503

กัปตันทีมฟุตบอลนั้น…สำคัญกับตำแหน่งแชมป์อย่างไร

กัปตันทีมในการแข่งขันฟุตบอล มีความสำคัญอย่างมาก เพราะถือว่าเป็นผู้นำของทีม อยู่ที่ว่าจะนำทีมไปสู่ความสำเร็จได้ไกลแค่ไหน บรรดาลูกทีมและโค้ชสามารถฝากความหวังเอาไว้ได้อย่างสนิทใจ และยังต้องพ่วงตำแหน่งผู้เล่นในเกมนั้นอีกด้วย สิ่งสำคัญที่กัปตันทีมต้องมีก็คือ ภาวะผู้นำที่ดี การตัดสินใจที่เฉียบขาดหลักแหลม มองเกมการแข่งขันได้อย่างรอบรู้ จึงต้องอาศัยนักเตะที่มีประสบการณ์ในการเล่นและประสบการณ์ในการนำทีม มีทักษะในการให้กำลังใจและกระตุ้นลูกทีมให้กระฉับกระเฉงฮึดสู้ได้ตลอดเกมการแข่งขัน ถึงแม้ในบางครั้งจะตกอยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบคู่แข่งก็ตาม ดังนั้นการเลือกสรรตำแหน่งกัปตันทีมฟุตบอลจึงมีความสำคัญ ที่ทุกทีมจะมองข้ามไปไม่ได้เด็ดขาด ทีมแชมป์โลกหลาย ๆ ทีม ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงสุดมาได้ก็เพราะส่วนหนึ่งมาจากได้กัปตันทีมที่มีคุณสมบัติที่ดีนั่นเอง

4 สุดยอดกัปตันในตำนานทีมฟุตบอล ที่โลกต้องจดจำ        

  1. สตีเวน จอร์จ เจอร์ราร์ด (Steven George Gerrard) ผู้ที่ครองตำแหน่งกัปตันทีมให้กับสโมสรลิเวอร์พลูเป็นเวลานานที่สุดจนกลายเป็นตำนานที่น่าจดจำ นอกจากฝีเท้าในการเตะฟุตบอลแล้ว เจอร์ราร์ดยังสามารถเป็นผู้นำทีมที่ยอดเยี่ยมได้แบบควบคู่กันไปด้วย โดยเฉพาะเมื่อทีมต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ตึงเครียด ท้อแท้ว่าจะต้องแพ้แล้วแน่ ๆ เจอร์ราร์ดกลับพลิกสถานการณ์เหล่านั้นได้และนำพาทีมสู่ชัยชนะอย่างสวยงาม ด้วยวาทะและการกระทำที่น่าเชื่อมั่น
  2. จอห์น จอร์จ เทร์รี (John George Terry) ต้องยกให้เขาผู้นี้เป็นกัปตันผู้ยิ่งใหญ่แห่งเชลซีเลยทีเดียว ทุกคนในทีมมีความศรัทธาในตัวเทร์รีมาก เพราะได้นำทีมขึ้นสู่แชมป์ลีกได้อย่างสวยงาม และถือว่าเป็นช่วงเวลาที่เชลซีประสบความสำเร็จได้มากที่สุด ก่อนที่จะยุติบทบาทนักฟุตบอลลงเมื่อไม่นานมานี้
  3. โทนี อเล็กซานเดอร์ แอดัมส์ (Tony Alexander Adams) ผู้ที่มีใจรักเดียวกับทีมอาร์เซนนอล มีสไตล์การเล่นที่ดี มุ่งมั่นและมีความแข็งแกร่ง พร้อมทั้งมีภาวะผู้นำสูงจนเป็นที่เคารพจากเพื่อร่วมทีมรวมไปถึงกลุ่มแฟนบอลอีกด้วย มีสถิตินำพาทีมคว้าแชมป์แบบ 2 ฤดูกาลซ้อนถึง 2 ครั้ง
  4. สตีเฟน โรเจอร์ บรูซ (Steven Roger Bruce) ตำนานอีกบทหนึ่งที่น่าจดจำในฐานะกัปตันทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก่อนจะมาเป็น ผู้จัดการทีมให้กับ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด เพราะสามารถแก้สถานการณ์ทีม ปีศาจแดงที่กำลังย่ำแย่ให้กลับมาผงาดเป็นแชมป์ได้อย่างงดงามอีกครั้งในช่วงปี ค.ศ.1992-1996

บทบาทสำคัญที่กัปตันทีมฟุตบอลต้องมีคืออะไรบ้าง…

เพราะผู้นำจำเป็นต้องมีคุณสมบัติที่เหมาะสม คือ

  • มีประสบการณ์ในการแข่งขันสูง มีฝีมือที่โดดเด่นไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใดก็ตาม
  • มีความเข้าใจกฎระเบียบอย่างดีและสามารถถ่ายทอดให้กับลูกทีมได้อย่างมีความน่าเชื่อถือ
  • มีการสื่อสารและเป็นแบบอย่างที่ดี มีเทคนิควิธีที่คอยกระตุ้นลูกทีมให้ฮึดสู้ได้แม้ในยามวิกฤต
  • มีความรับผิดชอบสูง มีน้ำใจนักกีฬา สามารถควบคุมสถานการณ์ต่าง ๆ ให้คลี่คลายไปในทางที่ดีได้

กว่าจะเป็นดาวเด่นและแชมป์เปี้ยนแห่งฤดูกาลพรีเมียร์ลีก

การคว้าแชมป์ในฤดูกาลแห่งพรีเมียร์ลีก (Premier League) ของทีมฟุตบอลในประเทศอังกฤษนั้นไม่ใช่การได้มาแบบง่าย ๆ บางสโมสรรอมานานมากก็ยังไม่มีโอกาสได้ลิ้มรสของชัยชนะเลยสักฤดูกาล แต่ก็มีบางสโมสรที่ครอบครองแชมป์ได้นานที่สุด อย่างทีมปีศาจแดงแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หรือแชมป์ทีมล่าสุดในต้นฤดูกาลที่ผ่านมาอย่าง ทีมหงส์แดง ลิเวอร์พลู ซึ่งเรียกว่าเป็นแชมป์เปี้ยนที่รอเวลามายาวนานมากในรอบ 30 ปีเลยทีเดียว ทำให้ทุกสโมสรมีความกระหายชัยชนะอย่างมาก ต้องฝึกซ้อมอย่างทุ่มเททั้งแรงกาย แรงใจและแรงเงินอัดฉีดจำนวนมาก เพื่อให้มีโอกาสได้เข้าใกล้ถ้วยแชมป์ได้มากที่สุด

ในแต่ละลีกจะปรากฏดาวดวงใหม่ที่มีความสามารถโดดเด่นจนผู้จัดการทีมทุกทีมต้องจับตามองพวกเขาเอาไว้ให้ดี และจะมีความเชื่อมั่นต่อมาว่าพวกเขาเหล่านี้จะสามารถใช้ความสามารถและความเก่งกาจที่มีนำทีมให้ก้าวขึ้นสู่อันดับ 1 ในลีกได้ ไม่ว่าจะทำหน้าที่อยู่ในตำแหน่งใดก็พร้อมที่จะทุ่มสุดตัวเพื่อแลกตัวมาเสริมทัพ ความแข็งแกร่งให้กับทีม

ใครกันบ้าง…ที่เป็นดาวเด่นและแชมป์เปี้ยนแห่งฤดูกาลพรีเมียร์ลีก

1.Lionel Messi เป็นนักฟุตบอลชื่อดังที่ค้าแข่งให้กับสโมสรบาร์เซโลนาและทีมชาติอาร์เจนตินา เขาได้สร้างสถิติสำหรับการทำประตูและได้รับรางวัลจนเป็นที่เป็นที่ยอมรับทั่วโลกในฐานะผู้เล่นที่ดีที่สุดในวงการฟุตบอล โดยเป็นนักเตะที่มีทักษะและฝีเท้าเฉียบคมทั้งความเร็วและการทำประตู ซึ่งมีสถิติการทำประตูมากที่สุดคนหนึ่งในฤดูกาล

2.Dani Ceballos จากทีมอาร์เซนนอล เล่นในตำแหน่งกองกลาง ได้โชว์ฝีไม้ลายมือให้เห็นถึงทักษะการจ่ายบอลที่แม่นยำ ซึ่งถือว่าอาร์เซนอลยังไม่มีโอกาสได้ดาวจรัสแสงแบบนี้มานานพอสมควร แต่เขาสามารถเชื่อมโยงการเล่นให้กับผู้เล่นคนอื่น ๆ ทีมได้อย่างยอดเยี่ยม

3.Daniel Owen James ที่มีโอกาสคว้านักเตะยอดเยี่ยมแห่งทีมปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมาแล้ว ถือว่าเป็นปีกดาวรุ่งคนหนึ่งที่มีความเร็วในการเล่น ที่สำคัญเป็นนักเตะที่มีวินัยยอดเยี่ยมน่าเอาเป็นแบบอย่าง

4.Christian Mate Pulisi ถึงแม้ว่าจะเป็นชาวอเมริกัน แต่ก็ได้เลือกเส้นทางที่มุ่งเข้าสู่การเป็นดาวดวงใหม่ในพรีเมียร์ลีก อย่างทีมเชลซี มีทักษะดีรอบด้านในตำแหน่งกองหน้าและด้วยวัยเพียง เพิ่งจะ 20 เท่านั้น โดยเฉพาะการเลี้ยงบอลริมเส้น มีจังหวะที่ดีในการจบสกอร์บอลที่ยอดเยี่ยม

5.Rodrigo Hernandez นักเตะตำแหน่งกองกลางของทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่เรียกว่าค่าแลกกับความสามารถที่เขามีนั้นแพงที่สุดในประวัติการณ์ของทีมเลยทีเดียวด้วยสไตล์การเล่นที่มีความนิ่ง สุขุม ควบคุมสมาธิได้ดีเยี่ยม เท้าติดลูกฟุตบอลเหนียวแน่นในสนามแบบหาตัวจับยาก

พรีเมียร์ลีก เป็นลีกที่ดีที่สุดแห่งการแข่งขันฟุตบอลใช่หรือไม่

พรีเมียร์ลีก ถือว่าเป็นลีกที่มีผู้คนติดตามดูการแข่งขันมากที่สุดในโลก เพราะว่ามีนักกีฬาฟุตบอลชื่อดังและมีความสามารถที่หลายหลาย ดูแล้วสนุกที่ได้ร่วมลุ้นในเกมถือว่าเป็นเกมกีฬาที่ดีทีสุดในโลกเกมหนึ่งแน่นอน จากลีกฤดูกาลที่ผ่านมาว่าน่าทึ่งแล้ว ก็ไม่ควรพลาดในฤดูกาลต่อไปว่าทีมในดวงใจทีมใดจะคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาครองได้สำเร็จ

ลิเวอร์พลู (Liverpool ) กับชัยชนะที่รอมานาน และความท้าทายในฤดูกาลใหม่

ชัยชนะของทีมหงส์แดงลิเวอร์พลู คือสิ่งที่เป็นจุดสูงสุดของการพัฒนาในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมาเลยก็ว่าได้ และเหตุการณ์สำคัญที่เป็นประวัติศาสตร์เช่นนี้ไม่มีทางที่พวกเขา ตั้งแต่เหล่าผู้จัดการทีม สต๊าฟโค้ชและนักกีฬาจะไม่จดจำไปตลอดกาล และคงไม่เบื่อแน่ ๆ ที่จะหวนคิดถึงแล้วเล่าสู่คนรุ่นหลังฟังในอนาคตข้างหน้า นอกจากนี้ยังต้องการเป็นแชมป์อีกในสมัยต่อ ๆ ไป ถึงแม้ว่ามันจะทำให้ทั้งทีมมีความกดดันอยู่มากก็ตาม แต่ก็ยังมีใจฮึดสู้มากขึ้นเช่นกัน โดยภายใต้การนำทีมอย่าง เจอร์เก้น คลอปป์ (Jürgen Norbert Klopp) ในฐานะผู้จัดการทีมหงส์แดง ลิเวอร์พูล ซึ่งถือเป็นเกียรติประวัติในฤดูกาล 2019 และเป็นช่วงเวลาของทีมลิเวอร์พูลอย่างแท้จริง จากผลการแข่งขันที่ดีที่สุดในรอบ 30 ปี ฟังดูแล้วยาวนานมากทีเดียวแล้วกลายมาเป็นทีมที่มีความพร้อมครบเครื่อง

พรีเมียร์ลีกฤดูกาลใหม่ ความหวังกับการคว้าดับเบิ้ลแชมป์ของลิเวอร์พลู

แน่นอนความหวังในการคว้าแชมป์ในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลใหม่ของลิเวอร์พลู ซึ่งจะกลายเป็นสมัยที่ 2 และติดต่อกันเป็นดับเบิ้ลแชมป์ ทำให้กลายเป็นโจทย์ที่มีความกดดันไม่น้อยเลย โดยเฉพาะกุนซือใหญ่อย่าง คลอปป์ ดังนั้นทุกคนในทีมจะต้องทำอย่างไรบ้าง

  • ต้องปรับปรุงวิธีการเล่นให้ดีและมีความคงเส้นคงวาเหมือนที่เคยเป็นมาในฤดูกาลแห่งแชมป์ อาจฟังดูเป็นสิ่งที่ไม่ยากมากนัก แต่การควบคุมทีมให้มีความสม่ำเสมอสำหรับการฝึกซ้อม สิ่งสำคัญคือความมีวินัยและทุ่มเทของตัวนักกีฬาทุกคนในทีมด้วย เพื่อชนะความท้าทายครั้งใหม่แบบสวยงามอีกครั้งหนึ่ง
  • มีนักเตะที่ลงตัวในทุกตำแหน่ง เพราะมีการลงทุนซื้อนักเตะที่ไม่เสียเปล่าอย่างเช่น อลิสสัน เบ็คเกอร์ (Alisson Becker) ผู้รักษาประตู, เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค (Virgil van Dijk) ในตำแหน่งกองหลัง และแอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน(Andrew  Robertson) ในตำแหน่งกองหลัง เรียกได้ว่าวางแผนถูกทาง แล้วยังพัฒนาฝีมือจนกลายเป็นนักเตะคุณภาพเพื่อจะนำทีมสู่ชัยชนะ
  • ฟอร์มสไตล์การบุกที่เหนือชั้นและแม่นยำมากขึ้นอีก ซึ่งนอกจากจะทำให้เกมการแข่งขันมีความสนุกน่าติดตามแล้ว ลิเวอร์พลูยังจะมีโอกาสคว้าแชมป์ได้อีกสมัยอย่างแน่นอน เพราะการบุกที่มีประสิทธิภาพย่อมดีกว่าการรอเพื่อตั้งรับเพียงอย่างเดียวแน่ ๆ

รายส์ วิลเลี่ยม (Rhys Williams) ผู้คว้าประชัยให้กับลิเวอร์พลู

รายส์ วิลเลี่ยม (Rhys Williams) ซึ่งเป็นผู้ที่ยิงประตูชัยให้กับทีมหงส์แดง ลิเวอร์พลูในพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2019 ที่ผ่านมาและในรอบประวัติศาสตร์ 30 ปี ถึงแม้จะเป็นลูกโทษ แต่ก็น่าเชื่อว่าได้สร้างความกดดันให้เด็กหนุ่มวัยเพียง 19 ปีอย่างวิลเลี่ยมอยู่ไม่น้อยทีเดียว แต่เขาก็สามารถยิงเข้าประตูไปได้อย่างสวยงามและทำให้ทีมได้ครอบครองถ้วยแชมป์พรีเมียร์ลีกที่ลิเวอร์พลูรอมานานแบบสวยหรู จนได้มีการเฉลิมฉลองครั้งยิ่งใหญ่ไปทั่วโลกเลยก็ว่าได้ และวิลเลี่ยม ก็ได้เซ็นสัญญาแบบอยู่ยาวกับทีมต่อไป

รอยสักนักฟุตบอล โดดเด่นและเป็นตัวเองในแบบฉบับนักเตะดัง

รอยสักกับเหล่านักกีฬา โดยเฉพาะนักฟุตบอลชื่อดัง เหมือนเป็นแฟชั่นที่ออกแนวศิลปะบนผิวกาย แต่มีความหมายอันลึกซึ้งไม่มากก็น้อย เพราะแต่ละรอยสักนั้นมีที่มาที่ไปที่เกี่ยวข้องกับนักเตะชื่อดัง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของครอบครัว คนรัก สถานที่สำคัญ การแข่งขันนัดประวัติศาสตร์ หรือสัญลักษณ์ประจำตัวที่เจ้าตัวมีความเชื่อว่าดี นำโชคมาให้อยู่เสมอ แม้กระทั่งเพื่อเป็นกำลังใจและแรงบันดาลใจบางอย่าง ไม่ว่าจะรอยสักแบบไหนก็ทำให้บรรดาแฟนคลับสนใจและอยากทราบเกี่ยวกับรอยสักเหล่านั้น จนบางคนนำไปสักเลียนแบบก็มีเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีความสวยงามจากศิลปะการวาดลวดลายของรอยสักจนเป็นความโดดเด่นหนึ่งประจำตัวของนักกีฬา เพราะมีลวดลายแปลกตา สวยและสง่างาม

รอยสักสวย 3 สไตล์แบบไอดอลขวัญใจแฟนบอล

  1. เมมฟิส เดอปาย (Memphis Depay) กับรอยสักรูปสิงโตเต็มแผ่นหลัง เพื่อบ่งบอกว่าเข้ามีความกล้าหาญและพร้อมสู้ทุกเวลา เพราะสิงโตเป็นสัญลักษณ์แห่งความแข็งแกร่ง ถึงแม้จะตกอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบากก็สามารถยืนหยัดอยู่ได้อย่างหัวใจแกร่ง ไม่เกรงกลัวต่ออุปสรรคที่ต้องพบเจอ หรือ รูปรอยสักวงกลมเล็ก ๆ ที่ข้อมือ มีความหมายถึงความสัมพันธ์อันดีงามภายในครอบครัวและผองเพื่อนที่แสดงออกถึงความมีมิตรภาพ ความจริงใจซึ่งกันและกัน
  2. อัลเบร์โต โมเรโน (Alberto Moreno) กับรอยสักสะดุดตาแบบ 4 สัตว์ที่สื่อถึงความหมายอันลึกซึ้ง คือ
    – รูปลิงใส่แว่นตา หูฟังและถือปืนปิดปากเอาไว้ เพื่อสื่อถึงการหลักการใช้ชีวิตที่ดีในแบบของเขา คือ ไม่ดู ไม่ฟังและไม่พูดถึงสิ่งที่ไม่ดี เหมือนเป็นเครื่องเตือนใจตัวเองอยู่ตลอดเวลา
    – รูปเสือดาวพันผ้าพันคอลายสวย ซึ่งแสดงความหมายถึง ภายใต้ความละเอียดอ่อนนั้นก็สามารถมีความดุร้ายซ่อนอยู่ได้เช่นกัน
    – รูปหมีแพนด้าสวมหมวกและแว่นตาข้างเดียวแล้วยังคาบไปป์อีกด้วย ดูเหมือนไร้เดียงสาและน่ารัก แต่มันแสดงลึกซึ้งถึงความมีสติปัญญาอันเฉลียวฉลาดอยู่ลึก ๆ
    – รูปหมาน้อยน่ารักที่มีชื่อว่าอาลีสวมนวมและตั้งการ์ดพร้อมเสมอ เพื่อทำให้เจ้าหมาน้อยนั้นก็มีความแข็งแกร่งเช่นกัน
  3. นักเตะขวัญใจแฟนบอลตลอดกาลอย่าง เดวิด เบ็คแฮม (David Beckham) ที่มีรอยสักหลากหลายและความหมายกินใจ อย่างรูปพระเยซู เทพผู้พิทักษ์ ชื่อลูกชายและชื่อของภรรยาสุดที่รัก และเลขประตัวของเขาซึ่งเป็นเลขสร้างชื่อเสียงให้กับเขามาอย่างยาวนาน คือเลข 7 เป็นภาษาโรมัน

นักฟุตบอลมีรอยสักดีอย่างไร…ทำไมส่วนใหญ่จึงต้องมี

การเลือกศิลปะบนเรือนร่างอย่างรอยสักรูปต่าง ๆ ของเหล่านักเตะดังนั้น นอกจากความสวยงามและความเชื่อแล้วยังสามารถสร้างกำลังใจและความมั่นใจเวลาลงท่าแข้งได้เป็นอย่างดีเช่นกัน เพราะเหมือนได้พกพากำลังใจจากรอยสักนั้นลงสนามได้ด้วย อย่างเช่น รูป หรือชื่อคนในครอบครัวซึ่งนิยมกันมากเป็นอันดับหนึ่ง ถึงแม้จะเหน็ดเหนื่อยจากสิ่งต่าง ๆ รอบตัวก็ไม่ท้อถอย ยังยืนหยัดสู้ต่อไปได้อย่างมั่นใจและมีความมั่นคง จนกลายเป็นนักเตะที่มีผู้คนชื่นชอบ มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก

แดเนี่ยล แอกเกอร์ จากลูกหนังสู่ช่างสัก

อาชีพพ่อค้าแข้งถูกเข้าใจดีโดยตัวนักเตะว่ามันเป็นเวลาเพียงช่วงสั้น ๆ ของชีวิตเท่านั้น เมื่อถึงวันหนึ่งอายุขัยและร่างกายจะบอกคุณเองว่าถึงเวลาต้องเลิกราจากมันแล้ว เมื่อนั้นแหละที่เส้นทางใหม่ในชีวิตคุณจะเปลี่ยนไป

แดเนี่ยล แอกเกอร์ เป็นหนึ่งในนักฟุตบอลที่หนีไม่พ้นเรื่องราวเดียวกันนี้ หลังจากได้มีโอกาสเล่นฟุตบอลให้กับสโมสรลิเวอร์พูล สโมสรในดวงใจ มันก็เหมือนจุดสูงสุดในอาชีพนักฟุตบอลถูกทำจนสำเร็จแล้ว ระหว่างปีท้าย ๆ แอกเกอร์รู้ดีว่าวันหนึ่งการได้ใช้เวลาในสโมสรแห่งนี้จะสิ้นสุดลง และเขาต้องจากไป

เส้นกราฟชีวิตของแอกเกอร์เดินทางอย่างสวยหรู เริ่มต้นชีวิตฟุตบอลที่บรอนด์บี้ สโมสรในเมืองเกิด โชว์ฟอร์มได้ดีจนถูกตาแมวมองของสโมสรลิเวอร์พูลในอังกฤษ ได้ย้ายไปเล่นที่ลิเวอร์พูลตั้งแต่ปี 2006-2014 ปี พร้อมกันนั้นก็ติดทีมชาติเดนมาร์ก พอถึงวันหนึ่งเส้นทางอาชีพนักเตะก็จบลงเหมือนคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าได้ และในปี 2016 กับอายุเข้าเลข 3 แดเนี่ยล แอกเกอร์ก็ประกาศเลิกเล่นฟุตบอลอย่างเต็มตัว มันเป็นช่วงหลังย้ายจากลิเวอร์พูลที่เขาใช้เวลารับใช้สโมสรนานถึง 8 ปี เพื่อกลับมาเล่นช่วงสั้น ๆ ให้กับบรอนด์บี้ สโมสรแรกในบ้านเกิดที่เดนมาร์ก

ระหว่างที่อยู่ลิเวอร์พูล แอกเกอร์ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ให้ความสนใจรอยสักมาก เขามีรอบสักไวกิ้งบนแขนขวาและตลอดแผ่นหลัง ตลอดจนข้อความทั้งในแบบภาษาเดนมาร์กและภาษาอังกฤษบนตัวและแขน โดยในแต่ละปีร่างกายของเขาจะถูกอุทิศให้กับการสักลวดลายต่าง ๆ ลงไป ซึ่งพอถึงตอนที่เขาต้องอำลาสโมสรลิเวอร์พูลอันเป็นที่รัก ร่างกายของแอกเกอร์ก็มีรอยสักอยู่เต็มทุกพื้นที่ รวมไปถึงตัวอักษร YNWL และนกไลฟ์เวอร์เบิร์ดบนหลังนิ้วมือขวา ที่ซึ่งจะเตือนใจถึงช่วงเวลาที่รับใช้สโมสรไปจนชั่วชีวิต

ในช่วงปี 2012-2013 แดเนี่ยล แอกเกอร์เผชิญช่วงยากลำบากเมื่อมีอาการบาดเจ็บต่อเนื่องจนไม่ค่อยได้ลงสนาม แอกเกอร์ก็เลยได้มีเวลาคิดหางานสำหรับอนาคตหลังจากเลิกเล่น เขาย้อนมาทบทวนตัวเองว่านอกจากฟุตบอลแล้วมีอะไรทีเขามีความสุขกับมันบ้าง คำตอบที่แอกเกอร์พบคือการทำงานเกี่ยวกับงานสัก เมื่อค้นพบความชอบในเรื่องนี้ แอกเกอร์ไม่รอช้าที่จะลงเรียนการสักอย่างจริงจัง และเมื่อพร้อมกับการเริ่มต้นธุรกิจใหม่และอาชีพใหม่ แอกเกอร์ก็หาแนวร่วมในการเปิดร้านรับสักที่เดนมาร์ก เขาร่วมกับเพื่อนสนิทอย่างคริสเตียน สตาดิล เจ้าของแบรนด์ชุดกีฬาฮัมเมลและช่างสักมือดีชาวอเมริกัน-อียิปต์ อามี่ เจมส์ ภายใต้ชื่อ Tattodoo ปรากฏว่ามันไปได้สวย แพลตฟอร์มของ Tattodoo กลายเป็นผู้นำเทรนด์ของรอยสักใหม่ ๆ บนโลกโซเชี่ยลที่ถึงตอนนี้มีคนเขามาใช้งานมากกว่า 20 ล้านคน

ไม่ใช่แค่เรื่องของรอยสัก แอกเกอร์ยังมองถึงการลงทุนอย่างอื่นไปด้วย และเห็นช่องทางบางอย่าง ก่อนเริ่มต้นลงทุนธุรกิจกำจัดของเสียและปฏิกูลในสเปน ภายใต้ชื่อ KloAgger โดยลงทุนเงินกับพี่ชาย ลุงและเพื่อนในวัยเด็กของเขา มันไปได้สวยพอดูสำหรับธุรกิจนี้เช่นกันหลังเริ่มต้นมันในปี 2015

เบคแฮม รอยสักเพื่อคนที่รัก และผลงานของลูก ๆ

เดวิด เบคแฮม เด็กหนุ่มชาวอังกฤษวัย 17 ปีถูกส่งลงเล่นในเกมพรีเมียร์ลีกครั้งแรกต่อหน้าแฟนบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในปี 1992 นอกจากฝีเท้าฉกาจ เขายังเป็นเจ้าของแฟชั่นทรงผมที่คนแห่ทำตามกับทั่วบ้านทั่วเมือง เขาถูกสื่อสร้างให้กลายเป็นซุปเปอร์สตาร์ของวงการลูกหนัง และเรื่องราวของเขายิ่งโด่งดังมากขึ้นไปอีก เมื่อเขาถูกสงสัยว่ากำลังอิน เลิฟกับวิคตอเรีย อดัม นักร้องสาวสุดสวย หนึ่งในสมาชิกเกิร์ลกรุ๊ปที่ยิ่งใหญ่ที่สุดวงหนึ่งของโลกอย่างสไปซ์ เกิร์ล

นอกจากเรื่องราวในโลกฟุตบอล สังคม แฟชั่น และความรักแล้ว เรื่องของแฟชั่นรอยสักเป็นสิ่งที่เบคแฮมถูกจับตามองอย่างมาก นับตั้งแต่เขามีรอยสักแรกในชีวิต มันเป็นส่วนหนึ่งที่เสริมความเป็นแฟมิลี่ แมนของเดวิด เบคแฮม เพราะร่างกายของเบคแฮมมีรอยสักเพื่อระลึกถึงภรรยา ลูก ๆ ทั้ง 4 คน รวมไปถึงพ่อกับแม่ถูกนำมาไว้บนร่างกายเต็มไปหมด

รอยสักเกือบ 50 จุดทั่วร่างกายของเบคแฮมต่างก็แฝงความหมายสำหรับอดีตนักเตะชื่อก้อง โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคนในครอบครัว เบคแฮมมักเพิ่มเติมลวดลายและข้อความใหม่ ๆ เพื่อแทนความทรงจำอยู่เสมอ เบคแฮมสักรูปภาพและข้อความส่วนใหญ่ที่สื่อไปถึงวิคตอเรีย เบคแฮม ภรรยาของเขามากที่สุด มันเป็นการแสดงออกถึงความรักที่เขามีต่อเธอว่ามากมายและมั่นคงเพียงใด แม้จะเคยมีช่วงเวลาแย่ ๆ จากข่าวลือเกี่ยวกับนางแบบและผู้จัดการส่วนตัวอย่างรีเบ็คก้า ลูว์ช่วงหนึ่งก็ตาม

ไม่ใช่แค่เดวิดคนเดียว แต่ทั้งคุณและคุณนายเบคแฮมก็มีรอยสักเป็นสัญญาระหว่างกัน ทั้งคู่สักชุดตัวเลขโรมัน VIII.V.MMVI ลงบนข้อมือ มันแทนความหมายถึงวันที่ 8 เดือน พฤษภาคม 2006 ที่พวกเขาเข้าพิธีแต่งงานแบบลับ ๆ ก่อนประกาศสู่สาธารณะในภายหลัง รอยสักบนตัวของเบคแฮมมีบรรดาภาพวาดรูปภรรยา ข้อความ ตลอดจนสัญลักษณ์แทนเด็ก ๆ ด้วย มันมีความสวยงามและดูสะดุดตา แต่ก็มีรอยสักน่ารัก ๆ จำนวนหนึ่งที่สื่อแทนถึงบรรดาลูก ๆ ทั้งสี่คนด้วย ชื่อลูกชายสามคนของเบคแฮมถูกสักเรียงเป็นแนวยาวด้านหลัง โรเมโอที่หลังคอ ครูซที่กลางหลัง และบรู๊คลีนเหนือก้นกบ โดยชื่อของบรู๊คลีน ลูกชายคนโตถูกสักไว้ในปี 1999 ที่เขาเกิด และเป็นรอยสักแรกอย่างจริงจังของเบคแฮม ก่อนจะตามมาด้วยลูกสองคนที่เหลือ

ในปี 2015 หลังจากที่เด็ก ๆ โตขึ้น ใครสักคนในกลุ่มพวกเขาได้เขียนข้อความถึงผู้เป็นพ่อว่า We Love You Daddy และเบคแฮมคัดลอกเอาลายมือนั้นไปให้ช่างสักประจำตัวจารึกลงบนสีข้างซ้าย ฝั่งเดียวกันกับที่เขาสักเลข 1975 ซึ่งเป็นปีที่ตัวเองเกิด และข้อความ Mum&Dad ที่ใช้ระลึกถึงเดวิดกับซานดร้า เบคแฮมผู้เป็นพ่อกับแม่ และตอนปี 2015 เช่นกัน สาวน้อยฮาร์เปอร์ในวัย 4 ขวบคงกำลังอยู่ในช่วงมันส์มือ เธอจึงมักวาดรูปภาพต่าง ๆ และหนึ่งในนั้นก็มาอยู่บนฝ่ามือของเบคแฮมด้วย มันเป็นรูปเด็กหญิงยืนกางแขนจากฝีมือวาดของฮาร์เปอร์

ฮาร์เปอร์ เบคแฮม นางฟ้าน้อยสุดที่รักของเบคแฮมมักเป็นคนทำให้เกิดรอยสักใหม่ ๆ บนตัวคุณพ่อ หลังจากที่ชื่อของเธอถูกสักไว้เหนืออกข้างซ้ายเกือบถึงลำคอในปี 2011 ที่เธอเกิด จากนั้นเบคแฮมก็ขยายต่อในความรักที่มีต่อลูกสาวด้วยการสักคำว่า Pretty Lady พร้อมหัวใจหนึ่งดวงเล็ก ๆ ก่อนปิดท้ายด้วยการสักรูปดอกกุหลาบ ทว่ามันยังไม่หมดแค่นั้น เมื่อเบคแฮมมาเพิ่มข้อความ I love you พร้อมด้วยนกอีก 4 ตัวแทนเด็ก ๆ ทั้งสี่คนเข้าไปอีก ซึ่งมันเพิ่งถูกเห็นเมื่อต้นปีที่ผ่านมาในงานแฟชั่นที่มิลาน

เรื่องราวการสักเพื่อเก็บความทรงจำเกี่ยวกับครอบครัวของเบคแฮม กลายเป็นหนึ่งในสิ่งที่ถูกส่งต่อไปถึงบรู๊คลีน นอกเหนือไปจากเรื่องของการทำงานหนัก โดยรอยสักแรก ๆ ที่เขาเลือกคือตัวเลข 1975 ซึ่งเป็นตัวเลขเดียวกันกับที่เบคแฮมสักเพื่อจดจำถึงพ่อกับแม่ แต่เรื่องนี้ทำให้เบคแฮมหัวเสีย เขาไม่ได้ห้ามบรู๊คลีนสักลายบนตัว แต่เขาอุตส่าห์ตั้งความหวังว่าจะเป็นคนพาลูกชายไปสักลวดลายครั้งแรกด้วยตัวเอง

เรื่องราวความผูกพันของเดวิด เบคแฮมกับคนในครอบครัวถูกถ่ายทอดเป็นลวดลายน้ำหมึก เรือนร่างของเขาถูกใช้เป็นพื้นที่จดบันทึกความทรงจำและวันเวลาดี ๆ ที่ได้รับมาในแต่ละช่วงเวลาชีวิตที่ผ่าน และมันจะยังคงมีลวดลายใหม่เพิ่มเติมมาอีกเสมอจากความรักที่เขาและครอบครัวมีให้กัน

ราฮีม สเตอร์ลิง รอยสักแห่งแรงบันดาลใจและความเศร้าโศก

ในเรื่องราวชีวิตของแต่ละคน มีทั้งเรื่องที่ดีใจและเรื่องเสียใจ หลายคนเก็บมันเอาไว้ในความทรงจำ อีกหลายคนเก็บมันเอาไว้ในการจดบันทึกลงสมุด และอีกหลายคนที่เก็บมันเอาไว้โดยการสักบนร่างกาย เหมือนกับ ราฮีม สเตอร์ลิง ปีกซ้ายทีมชาติอังกฤษ ที่มีรอยสักของเรื่องราวทั้งสองด้านจากอดีตที่ผ่านมา

ด้วยอายุเพียง 17 ปี ราฮีม สเตอร์ลิง ได้มีโอกาสลงเล่นในลีกฟุตบอลอาชีพให้กับทีมลิเวอร์พูล ก่อนที่จะแสดงผลงานอย่างยอดเยี่ยมในการพบกับที แมนเชสเตอร์ซิตี้ จนได้ติดทีมยอดเยี่ยมประจำสัปดาห์ และได้ลงเป็นตัวจริงอย่างต่อเนื่องหลังจากเกมส์นั้น ต่อมาด้วยการเล่นฟุตบอลที่ทำผลงานการเล่นใด้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ใด้มีโอกาสรับรางวัลนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปี ในปี 2015 และเป็นทีมเรือใบสีฟ้า ที่เข้ามาตะครุบดาวรุ่งรายนี้ขึ้นเรือไป ด้วยค่าตัวที่มีมูลค่าสูงถึง 49 ล้านปอนด์หรือ 2.45 พันล้านบาท ด้วยสัญญา 5 ปี และได้เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลล่าสุด 2017-18

เรื่องราวกว่าจะถึงวันนี้ของราฮีม สเตอร์ลิง ได้แรงบันดาลใจมาจากที่ตนเองได้เห็นเด็กน้อยคนหนึ่ง ยืนถือลูกบอลอยู่ที่หน้าสนามเวมบลีย์ และได้รู้สึกถึงแรงผลักดันของเด็กน้อยคนนั้น ที่ได้สื่อสารมาสู่ภายในใจของตนเอง ให้ต้องทำสิ่งที่ได้โอกาสอยู่ให้มากกว่านี้ จึงได้นำภาพในความทรงจำในวันนั้นมาสักลงไว้ที่แขนซ้าย เพื่อเป็นรอยสักที่ให้แรงบันดาลใจกับตัวเอง และเป็นกำลังใจในการเล่นฟุตบอลให้พัฒนาขึ้นต่อไป

นอกจากนี้อีกหนึ่งรอยสักที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางของราฮีม สเตอร์ลิง คือการได้ไปสักรูปปืนเอ็ม16 ที่หน้าแข้งขวา เนื่องจากมีสมาคมชาวอังกฤษ ซึ่งต่อต้านการใช้อาวุธปืนได้ร้องต่อเอฟเอ ให้ปลดนักเตะรายนี้ออกจาทีมชาติอังกฤษ เพราะการเป็นนักเตะทีมชาติควรเป็นแบบอย่างที่ดี และไม่ควรบูชาอาวุธปืน แต่ราฮีม ได้ให้เหตุผลว่ารอยสักที่เป็นรูปปืนบนขาขวานั้น เป็นการรำลึกถึงบิดาที่ถูกยิงเสียชีวิตไป เมื่อตอนที่ตัวเองอายุได้ 2 ขวบ และได้ให้คำมั่นสัญญากับตัวเองไว้ว่าจะไม่แตะต้องอาวุธปืนอีกเลยตลอดชีวิต และจะใช้ขาขวาของตนเองเพื่อยิงลูกบอลเท่านั้น ซึ่งเอฟเอได้ยอมรับเหตุผลของราฮีม และได้ทำการสนับสนุนให้ติดทีมชาติ พร้อมกับเก็บตัวฝึกซ้อมอย่างจริงจังในฟุตบอลโลกที่กำลังจะมาถึง

ทั้งแรงบันดาลใจที่เปลี่ยนตัวเองให้ต้องพัฒนาขึ้นมากว่าเดิม ทั้งความเศร้าโศกที่เปลี่ยนกลายเป็นการยิงประตูเพื่อชัยชนะ ทั้งหมดกลายเป็นแรงผลักดันที่ถูกจารึกไว้เป็นรอยสักบนร่างกาย ที่จะสะท้อนเป็นสิ่งเตือนใจในทุกช่วงเวลาของชีวิตในวันข้างหน้า

 

เวสลีย์ ไชนเดอร์ รอยสักแห่งความโรแมนติก

รอยสักของแต่ละคนมักจะมีเรื่องราวซ่อนอยู่ แม้แต่ของนักฟุตบอลก็มีความหมายต่าง ๆ ซ่อนอยู่มากมาย นักฟุตบอลบางคนก็สักเพื่อพูดถึงนิสัยใจคอในสนาม หรือบางคนก็สักเล่าเรื่องความฝันในวัยเด็ก ความเหนื่อยยากที่กว่าจะประสบความสำเร็จ หรือแม้กระทั่งสักเพื่อตอบแทนความรักความศรัทธาที่มีต่อสิ่งรอบตัว พร้อมรวมไปถึงรอยสักเพื่อความทรงจำอันสุดแสนโรแมนติกในงานวันงานแต่งงาน ของ เวสลีย์ ไชนเดอร์

เวสลีย์ ไชนเดอร์ กองกลางแห่งทัพอัศวินสีส้มที่ดีที่สุดในโลก จากชุดรองแชมป์โลกปี 2010 ด้วยการวางบอลที่แม่นยำและการครองบอล ควบคุมเกมส์พร้อมทั้งการยิงที่เด็ดขาด ทำให้นักฟุตบอลรายนี้กลายเป็นหัวใจหลักของชาติฮอลแลนด์ที่ขาดไม่ได้ จุดเริ่มต้นการค้าแข้งของกองกลางระดับโลกเริ่มต้นกับทีมอาแจกซ์ อันเสตอร์ดัม ในปี 2002 ด้วยฝีมือการเล่นที่เพียบพร้อมในแดนกลางระดับพระเจ้า ทำให้ราชันย์ชุดขาว เรอัลมาดริด เจ้ายุโรปแห่งเสปน ได้ทำการซื้อตัวเข้าร่วมทีมเทวดาในปี 2007 และได้คว้าแชมป์ลีกสูงสุดของเสปนในปีนั้น ก่อนถูกทีมงูใหญ่ อินเตอร์มิลาน ฉกมาร่วมทีมในอีก 2ปี ต่อมา พร้อมทั้งได้กวาดแชมป์มากมายกับอินเตอร์มิลาน

ในปี 2008  เวสลีย์ ไชนเดอร์ ได้ตกเป็นข่าวกับสาวสวย โยลันเธ คาบู ฟาน คาสเบอร์เกน ลูกครึ่งฮอลแลนด์-เสปน ดาราและพิธีกรชื่อดัง ของประเทศฮอลแลนด์ ก่อนที่จะหมั้นหมายกันในปี 2009 จนกระทั่งได้แต่งงานกันในปี 2010 ในวันที่ 17 กรกฎาคม ซึ่งอีก 6 วันหลังจากนั้นจะเป็นวันแข่งขันฟุตบอลรอบโลกชิงชนะเลิศของทีมชาติฮอลแลนด์อีกด้วย โดยการจัดงานแต่งงานในวันนั้น เต็มไปด้วยดอกไม้สีขาวและมีแขกมาเข้าร่วมงานมากกว่า 250 คน มีการปล่อยนกพิราบร่วมกันหลังจากทำพิธีทางศาสนาเสร็จ และได้ใช้รถม้าแบบโบราณของทางประเทศฮอลแลนด์เป็นรถงานแต่งงาน เรื่องราวในวันนั้นกลายมาเเป็นความทรงจำที่พิเศษสุดของ เวสลีย์ ชไนเดอร์ ถึงแม้ว่าตนเองจะเคยผ่านการแต่งงานมาแล้วครั้งหนึ่งกับภรรยาคนเก่า แต่ก็ไม่อาจมีบรรยากาศที่พิเศษสุดแสนโรแมนติกและน่าประทับใจเท่าในครั้งนี้  จนได้เอาเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนั้นทั้งหมดเก็บเป็นความทรงจำไว้บนรอยสักที่แขนด้านขวา โดยได้จารึกรอยสักรูปแหวนแต่งงานพร้อมกับวันที่แต่งงานสักลงบนแขนนั้นด้วย

รอยสักมากมายที่อยู่บนตัวของจอมทัพอัศวินสีส้ม ไม่มีรอยสักใดที่จะมีค่าไปมากกว่ารอยสักที่อยู่บนมือด้านขวา ของจอมทัพรายนี้ อีกทั้งยังเป็นสิ่งเตือนใจและทำให้หวนคิดถึงความรัก และความทรงจำที่สุดแสนโรแมนติก ที่จะสามารถนึกถึงได้ทุกครั้ง เมื่อได้มองไปยังแขนของตัวเอง

 

เวย์น รูนี่ย์ รอยสักแห่งความภาคภูมิใจ

หนึ่งในนักเตะกองหน้าสายเลือดผู้ดีจากประเทศอังกฤษ ผู้มีรูปร่างท้วมแต่มีความรวดเร็วปราดเปรียวในการเคลื่อนไหวอย่างดุดัน ซึ่งได้ทลายกำแพงด่านสุดท้ายอันแข็งแกร่งของคู่ต่อสู้มานับไม่ถ้วน พร้อมกับได้กลายมาเป็นหัวใจหลักของทีมชาติอังกฤษ ทีมบ้านเกิดที่ภาคภูมิใจ เหมือนกับที่ได้นำมาสักไว้เป็นเกียรติยศบนหัวไหล่ขวาของตัวเอง

เวย์น รูนีย์ เริ่มต้นเล่นฟุตบอลให้กับชุดเยาวชนในทีมเอฟเวอตันด้วยอายุเพียง 11 ปี ก่อนที่จะใช้ความมหัศจรรย์ในฝีเท้า พาตัวเองขึ้นติดทีมเอฟเวอตันชุดใหญ่ด้วยวัยแค่ 16 ปีเท่านั้น และได้ทำประตูชัยให้กับทีมเอฟเวอร์ตัน เอาชนะทีมอาเซนอลมาได้ในช่วงนาทีสุดท้ายด้วยการยิงในระยะกว่า 30 หลา หลังจากนั้นในปีเดียวกัน เวย์น รูนีย์ มีโอกาสได้รับรางวัลนักฟุตบอลดาวรุ่งยอดเยี่ยมประจำปี 2002 อีกด้วย ต่อมาเส้นทางแห่งเกียรติยศของนักเตะพรสวรรค์รายนี้ก็ได้เริ่มขึ้น โดยการที่ สเวนโกรัน อิริคสัน นายใหญ่แห่งทีมชาติอังกฤษ ได้เรียกให้นักเตะอายุน้อยรายนี้ติดทีมชาติไปลุยศึกยูโร 2004 ที่โปรตุเกส ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ยิ่งใหญ่ใหญ่ที่สุดในชีวิต เมื่อการเล่นของไอ้หนูมหัศจรรย์คนใหม่แห่งเกาะอังกฤษ เวนย์ รูนีย์ ได้แสดงผลงานกระชากลากเลื้อยและยิงประตูคู่ต่อสู้ได้ถึง 2 ประตู กลายเป็นผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุด ที่ลงเล่นให้กับทีมชาติและอายุน้อยที่สุด ที่ทำประตูได้ในนามทีมชาติ ก่อนที่จะมีคนอื่นมาทำลายสถิติในเวลาต่อมา

ความหวังเกิดขึ้นมากมายในหัวใจของชาวอังกฤษ จากการมาแสดงผลงานของไอ้หนูมหัศจรรย์ในยูโร 2004 ก่อนที่จะถูกดับลงในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ด้วยอาการบาดเจ็บกระดูกข้อเท้าแตก และอังกฤษได้ตกรอบในการดวลจุดโทษกับทีมชาติโปรตุเกสในเกมส์นั้น จากอาการบาดเจ็บที่ต้องพักยาวหลายเดือนในระหว่างนั้น เวย์น รูนีย์ ได้ตัดสินใจไปสักสิ่งที่เป็นความภาคภูมิใจที่ตนเองได้รับ ก่อนที่จะได้รับอาการบาดเจ็บคือการได้สักรอยสักของธงชาติอังกฤษ พร้อมทั้งลงสีให้เหมือนกับสีของธงจริง รวมถึงได้เพิ่มคำว่า ภูมิใจ เป็น ภาษาอังกฤษไว้ใต้ล่างรอยสักของธงเสริมเข้าไปอีกด้วย

ต่อมาในระหว่างที่พักฟื้นจากอาการบาดเจ็บ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ได้ทำการตัดสินใจซื้อตัวกองหน้าดาวรุ่งคนนี้เข้าสู่ทัพปีศาจแดง แม้ว่ายังไม่หายจากอาการบาดเจ็บก็ตาม ซึ่ง เวย์ รูนีย์ ได้ตอบแทนด้วยการยิงแฮตทริกทันทีหลังจากที่หายอาการบาดเจ็บ และเป็นเกมส์นัดแรกที่ลงสนามให้กับทัพปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ในศึกยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีกส์ จนในเวลาต่อมา เวย์ รูนีย์ ได้กลายเป็นนักเตะที่ยิงประตูสูงสุดตลอดกาลของทัพปีศาจแดง นอกจากนี้ เวย์ รูนีย์ ยังไม่เคยออกไปค้าแข้งยังต่างแดนแม้จะมีหลายทีมยักษ์ใหญ่ในต่างชาติให้ความสนใจ เพราะว่าความภาคภูมิใจในการเล่นให้กับประเทศอังกฤษลีกที่เป็นบ้านเกิด เป็นสิ่งที่เยี่ยมยอดที่สุดในชีวิตแล้ว เหมือนกับที่ได้ประกาศไว้ที่รอยสักบนหัวไหล่ซ้ายอย่างภาคภูมิใจ

และในฟุตบอลโลก 2018 ในปีนี้ ยังคงมีรายชื่อของนักฟุตบอลอดีตไอ้หนูนักเตะมหัศจรรย์ในปี 2002 รวมอยู่ด้วย ซึ่งคงเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจในชีวิตที่ได้ติดทีมชาติที่ตนเองได้สักไว้บนร่างกายอีกครั้ง