เจอร์เก้น คลอปป์ (Jürgen Klopp) ความหวังและครั้งใหม่ของหงส์แดง

เจอร์เก้นคลอปป์ เป็นหนึ่งในผู้จัดการทีมที่ถือว่าเป็นที่รู้จักมากที่สุดในโลก โดยในช่วงชีวิตของเขานั้นได้ผ่านมาหลากหลายบทบาท ทั้งนักกีฬาฟุตบอล โค้ชและได้มาเป็นกุนซือผู้จัดการทีมให้กับลิเวอร์พลูในปี 2015 จนทำให้ความหวังของทีมหงส์แดงกลับมาส่องสว่างอีกครั้งในช่วงฤดูกาลพรีเมียร์ลีก 2019-2020 จากการคว้าแชมป์แห่งฤดูกาลมาได้ ใช้เวลาเพียงไม่กี่ปีเท่านั้นก็สามารถเป็นไปตามเป้าหมายที่ได้วางเกมเอาไว้

เจอร์เก้นคลอปป์ มีรางวัลจากบ้านเกิดของเขาเป็นเครื่องการันตีในความสามารถ คือ ตำแหน่งผู้จัดการยอดเยี่ยมแห่งปี 2011-2012 ของฟุตบอลเยอรมัน และรางวัลโค้ชแห่งปีในศึกฟีฟ่าซึ่งคว้าอันดับ 2 ในปี 2013 เขามีบุคลิกที่มีเสน่ห์จากรอยยิ้มที่มักจะมอบให้ผู้คนรอบข้างเสมอและยังมีความแน่วแน่ กระตือรือร้น นำทีมแบบนักสู้ที่ฮึกเหิม จนประสบความสำเร็จออกมาสู่สายตาแฟนบอลทั่วโลก

บทบาทสำคัญของกุนซือใหญ่ ในศึกพรีเมียร์ลีก

  • การตัดสินใจและมีเทคนิควิธีเพื่อกำหนดรูปแบบการเล่นของทีม รวมทั้งการเลือกผู้เล่นสำหรับลงแข่งขันในรายการสำคัญได้อย่างลงตัว โดยอาจจะมีการซื้อตัวผู้เล่นที่คิดว่ามีความจำเป็น หรือขายตัวผู้เล่นออกจากทีมก็สามารถทำได้เช่นกัน ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของทีมในช่วงเวลานั้น
  • มีความสามารถในการสร้างแรงจูงใจและขวัญกำลังใจให้กับทีมได้อย่างแนบเนียน เพื่อลดความกดดันต่าง ๆ ที่ต้องมีตลอดการแข่งขัน เพราะการเล่นแบบมีความกดดันน้อยที่สุดมักจะประสบความสำเร็จได้ดีที่สุดเช่นกัน
  • มอบหมายหน้าที่ให้กับโค้ชรวมถึงการฝึกสอนที่ถูกวิธี และที่สำคัญยังต้องแบ่งหน้าที่ไปถึงเจ้าหน้าด้านการแพทย์และการพยาบาลอีกด้วย
  • การดูแลเรื่องข้อตกลงและสัญญาของลูกทีมให้เป็นไปอย่างเหมาะสมและยุติธรรม อาจจะต้องระมัดระวังเรื่องข้อขัดแย้งซึ่งสามารถเกิดขึ้นภายหลังได้ แต่กุนซือที่มีความเฉลียวฉลาดมักจะจัดการได้อย่างลงตัวเสมอ
  • รักษาผลประโยชน์ของทีมเป็นสำคัญ และควรมีวิธีทำให้ทีมเกิดการพัฒนาและเจริญเติบโต หรือมีรายได้เพิ่มขึ้น อย่างเช่น การรับงานด้านโฆษณาสินค้าบางประเภทให้กับนักกีฬาชื่อดังในทีม เป็นต้น
  • พร้อมเผชิญหน้ากับสื่อ หรือการแถลงข่าวเกี่ยวกับทีม และมีวาทะที่สุขุมรอบคอบ ตอบคำถามได้แบบมีไหวพริบที่ดี ไม่ทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรู้สึกแย่

เจอร์เก้น คลอปป์ (Jürgen Klopp) คือความสมบูรณ์แบบของกุนซือในฤดูกาล…หรือไม่

ในศึกพรีเมียร์ลีกฤดูกาลที่ผ่านมา ต้องมีคนอยากรู้จักกุนซือทีมหงส์แดง ลิเวอร์พลูอย่างมากเลยทีเดียว เพราะอยากทราบว่าเขามีกลยุทธ์อะไรที่มาทำให้ทีมผงาดอีกครั้งได้อย่างงดงาม และต้องกลายเป็นประวัติศาสตร์ของโลกที่น่าจดจำไปตลอดกาล จากนี้ไม่ว่าจะผ่านไปอีกกี่ปี ก็ต้องหวนกลับมาคิดถึง และหนึ่งในนั้นก็คือชื่อของ เจอร์เก้น คลอปป์ (Jürgen Klopp) จึงไม่น่าจะผิดนัก ถ้าจะเรียกเขาผู้นี้ว่า กุนซือผู้มีความสมบูรณ์แบบแห่งฤดูกาล

ดีน เฮนเดอร์สัน (Dean Henderson) ดาวเด่นซุปเปอร์เซฟดวงใหม่ของทีมปีศาจแดง

ดีน เฮนเดอร์สัน (Dean Henderson) ได้กลายเป็นดาวรุ่งอีกดวงหนึ่งของวงการฟุตบอล โดยเฉพาะที่น่าทึ่งที่สุดคือการได้เข้าเซ็นสัญญากับทางสโมสรทีม ปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดไปเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2020 นี้ แล้วยังเป็นสัญญาระยะยาวอีกด้วย นั่นเป็นเพราะรูปแบบการรักษาประตูที่เป็นมืออาชีพ การันตีได้จากรางวัลล่าสุดอย่าง รางวัลถุงมือทองคำและรางวัลที่เคยได้รับ คือ ดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีเมื่อตอนที่อยู่สังกัดทีมเชฟฟิลด์

ถึงแม้ว่า ดีน เฮนเดอร์สัน จะอายุยังน้อยแต่ระดับฝีมือนั้นสามารถเทียบชั้นกับรุ่นพี่ได้อย่างแน่นอน เพราะอย่างน้อยเขาได้โอกาสที่ดีที่จะสามารถพิสูจน์ฝีมือตัวเองได้ในสนามพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลต่อไป เพื่อแก้ไขสถานการณ์ให้กับทีมปีศาจแดง แมนยูฯ เพราะการแก้เกมการเล่นและการเปลี่ยนผู้เล่นในวงการฟุตบอลถือเป็นเรื่องปกติ ทุกการเปลี่ยนแปลงมักจะสร้างดาวเด่นดวงใหม่อยู่เสมอ

ดีน เฮนเดอร์สัน สามารถเป็นคำตอบที่ดีของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดได้หรือไม่?

ในการเซ็นสัญญาระยะยาวให้กับนักกีฬาฟุตบอลอย่างทีมยักษ์ใหญ่แบบทีม แมนยูฯ หมายถึง ต้องมีความเชื่อมั่นในตัวนักเตะอย่างมาก เชื่อมั่นในฝีมือ โดยต้องมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ต่อสายตากุนซืออย่าง อูเลอ กึนนาร์ ซูลชาร์ (Ole Gunnar Solskjær) ซึ่งเขาก็มีความยินดีในการต้อนรับ ดีน เฮนเดอร์สันเนื่องจากเชื่อมั่นในประสบการณ์ที่ได้สั่งสมมานานกับเชฟฟิลย์ ยูไนเต็ด จึงสามารถก้าวขึ้นสู่นักฟุตบอลอาชีพได้อย่างเต็มตัวกับทีมชุดใหญ่

ดีน เฮนเดอร์สัน ก็ได้มากับความเชื่อมั่นในตัวเองอย่างเต็มเปี่ยม เพราะว่าตัวเขาเองจะมีความพยายามและพัฒนาตัวเองมากขึ้น เพื่อให้สมกับความไว้วางใจที่ทีมแมนยูฯ มีให้ แน่นอนว่าดาวซุปเปอร์เซฟดวงใหม่นี้จะสามารถเข้ามาผลักดันทีมให้ก้าวขึ้นมาเป็นตัวเต็งในตำแหน่งแชมป์พรีเมียร์ลีกอีกครั้ง อย่างน้อยก็ช่วยกระตุ้นความสามารถของ ดาบิด เด เคอา(David de Gea) ผู้รักษาประตูที่ยังคงมีระยะเวลาของสัญญาเหลืออยู่ ให้ฮึกเหิมและทำหน้าที่ได้ดีอีกครั้ง

การเปลี่ยนแปลงของทีมปีศาจแดง แมนยูฯ จะมีโอกาสคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกในอนาคตอันใกล้ได้ไหม?

ทุกผลลัพธ์จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นอย่างแน่นอน ไม่ว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นจะไปในทางที่ดีขึ้นได้หรือไม่ก็ตาม กรณีของการจัดการและการวางแผนเกมการเล่นของแมนยูฯในฤดูกาลต่อไปก็เช่นกัน เพราะการพัฒนาฟอร์มการเล่นที่มีแนวโน้มว่าดีขึ้นเรื่อย ๆ โดยอาศัยแรงกระตุ้นจากนักกีฬาในทีม อย่างเช่น บรูโน่ แฟร์นันด์ส (Bruno Fernandes) เข้ามาอยู่กับทีม แล้วคอยกระตุ้นเพื่อนร่วมทีมได้เป็นอย่างดี และมีสไตล์การเล่นแบบมีทักษะการครองบอลได้เยี่ยมยอด เปิดบอลแม่น ให้กับเพื่อนร่วมทีมได้สามารถเล่นต่อเกมได้ดี ในส่วนของการเริ่มฤดูกาลใหม่ ถือว่าทำได้ดีขึ้น ถึงแม้จะเสมอกับทีมเจ้าบ้านเชลซีก็ตาม แต่ก็มีโอกาสยิงประตูหลายครั้ง โอกาสทวงคืนตำแหน่งแชมป์ยังไม่มืดมนแน่นอน

เบื้องหลังความมั่นใจของชัยชนะ นักมวยไทย ไปได้ไกลระดับโลก คืออะไร….

ความศรัทธาและความเชื่อเกี่ยวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจอย่างหนึ่งที่อยู่กับวิถีชีวิตของคนไทยมายาวนาน แม้แต่นักกีฬาชื่อดังระดับนักมวยเข็มขัดแชมป์ก็ยังต้องมีความศรัทธานี้เช่นกัน นั่นคือ การสักยันต์ เป็นเบื้องหลังความมั่นใจหนึ่งของชัยชนะนักมวยไทยที่สามารถนำพาชื่อเสียงประเทศไทยและศิลปะมวยไทยไปไกลระดับโลก อันที่จริงแล้วรอยสักยันต์นี้ก็คือสัญลักษณ์หนึ่งตามความเชื่อในทางพระพุทธศาสนา ในสมัยโบราณจะสักเฉพาะผู้ที่บวชเป็นพระเท่านั้น แต่ต่อมาได้เผื่อแผ่มายังเหล่าทหาร นักรบที่ป้องป้องบ้านเมืองจากข้าศึกศัตรู เพื่อเป็นขวัญและกำลัง หรือเพิ่มความมั่นใจให้แก่พวกเขาได้มากอย่างน่าอัศจรรย์ จึงกลายเป็นความศรัทธามาจนถึงปัจจุบันนี้ โดยเฉพาะในกีฬาประเภทต่อสู้ อย่างมวยไทย

รอยสักนักมวยไทยที่ได้รับความนิยม สวย ขลังสมกับคำล่ำลืออย่างไรบ้าง

  • รอยสักยันต์ 9 ยอด ที่คนไทยมีความศรัทธามาแต่โบราณว่าจะฟัน-แทงไม่เข้า โดยเฉพาะเหล่าทหารนักรบผู้ปกป้องชาติบ้านเมือง ที่ต้องออกไปต่อสู้ฟาดฟันและอาจเสี่ยงกับการเสียชีวิต นิยมสักเอาไว้บริเวณท้ายทอยส่วนในปัจจุบันยังถือเป็นศิลปะอันสวยงามตามแบบอย่างของไทย ที่แม้แต่ชาวต่างชาติยังให้ความสนใจและหลงรักในศิลปะสักยันต์ 9 ยอดนี้ด้วย แต่มีข้อแม้ หรือข้อควรปฏิบัติดี ๆ สำหรับผู้ที่สักแล้วต้องประพฤติตนอยู่ในศีลธรรมอันดีตามหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา
  • รอยสักยันต์ 5 แถว หรือ 5 บรรทัด โดยมีความหมายตามแถวยันต์ที่สักคือ
  • คาถามหานิยม จะมีชื่อเสียงและได้รับความนิยม
  • มีคนคอยให้ความค้ำจุนหนุนนำ
  • มีความสำเร็จในชีวิตและหน้าที่การงาน
  • เสริมราศีประจำตัวผู้สักยันต์
  • คาถามหาเสน่ห์
  • รอยสักเสือคู่ เพราะรูปเสือคือสัญลักษณ์ของความเด็ดเดี่ยวกล้าหาญ
  • รอยสักหนุมาน เพราะหนุมานเป็นสัญลักษณ์แห่งความเก่งกาจ แคล่วคล่องว่องไว มีผีมือด้านการต่อสู้แบบไร้เทียมทาน จึงสมกับเป็นทหารเอกของพระรามในวรรณคดีรามเกียรติ
  • รอยสักเสือเหลียวหลัง ซึ่งมีเสือลายพาดกลอนตัวใหญ่ดูเด่นเป็นสง่าน่าเกรงขาม แสดงถึงผู้มีอำนาจบารมี ป้องกันภัยและเสริมดวงชะตาชีวิต
  • รอยสักรูปครูมวยโบราณ นายขนมต้ม อดีตนักมวยคาดเชือกในสมัยโบราณที่มีความมุ่งมั่น จนได้รับการยกย่องให้เป็นครูมวยไทยมาจนถึงปัจจุบัน

นักมวยไทยแชมป์โลก ชนะทั้งเกมการแข่งแล้วยังชนะใจแฟนมวยอีกด้วย

รอยสักที่สร้างความมั่นใจและสร้างขวัญกำลังให้กับทับนักกีฬามวยไทยแล้ว ฝีมือการชกของมวยไทยยังเป็นที่ประจักษ์ในเวทีมวยโลกอยู่เรื่อยมา ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยมีเข็มขัดและตำแหน่งแชมป์โลกการันตีความสามารถมาแล้วหลายท่าน ไม่เพียงแต่ความเก่งกล้าสามารถเท่านั้นอีกเช่นกัน อัธยาศัยของนักกีฬามวยไทยยังเป็นอีกหนึ่งอย่างที่แฟนมวยทั่วโลกให้ความชื่นชม จากความมีน้ำใจนักกีฬา ให้เกียรติคู่ต่อสู้ และมีความอ่อนน้อมถ่อมตน เหมือนกลายเป็นสัญลักษณ์ที่น่ารักของนักมวยไทย จึงกล่าวได้อย่างภาคภูมิใจว่ามวยไทยสร้างคน สร้างอาชีพและสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศได้แบบงดงาม

รอยสักนักฟุตบอล โดดเด่นและเป็นตัวเองในแบบฉบับนักเตะดัง

รอยสักกับเหล่านักกีฬา โดยเฉพาะนักฟุตบอลชื่อดัง เหมือนเป็นแฟชั่นที่ออกแนวศิลปะบนผิวกาย แต่มีความหมายอันลึกซึ้งไม่มากก็น้อย เพราะแต่ละรอยสักนั้นมีที่มาที่ไปที่เกี่ยวข้องกับนักเตะชื่อดัง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของครอบครัว คนรัก สถานที่สำคัญ การแข่งขันนัดประวัติศาสตร์ หรือสัญลักษณ์ประจำตัวที่เจ้าตัวมีความเชื่อว่าดี นำโชคมาให้อยู่เสมอ แม้กระทั่งเพื่อเป็นกำลังใจและแรงบันดาลใจบางอย่าง ไม่ว่าจะรอยสักแบบไหนก็ทำให้บรรดาแฟนคลับสนใจและอยากทราบเกี่ยวกับรอยสักเหล่านั้น จนบางคนนำไปสักเลียนแบบก็มีเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีความสวยงามจากศิลปะการวาดลวดลายของรอยสักจนเป็นความโดดเด่นหนึ่งประจำตัวของนักกีฬา เพราะมีลวดลายแปลกตา สวยและสง่างาม

รอยสักสวย 3 สไตล์แบบไอดอลขวัญใจแฟนบอล

  1. เมมฟิส เดอปาย (Memphis Depay) กับรอยสักรูปสิงโตเต็มแผ่นหลัง เพื่อบ่งบอกว่าเข้ามีความกล้าหาญและพร้อมสู้ทุกเวลา เพราะสิงโตเป็นสัญลักษณ์แห่งความแข็งแกร่ง ถึงแม้จะตกอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบากก็สามารถยืนหยัดอยู่ได้อย่างหัวใจแกร่ง ไม่เกรงกลัวต่ออุปสรรคที่ต้องพบเจอ หรือ รูปรอยสักวงกลมเล็ก ๆ ที่ข้อมือ มีความหมายถึงความสัมพันธ์อันดีงามภายในครอบครัวและผองเพื่อนที่แสดงออกถึงความมีมิตรภาพ ความจริงใจซึ่งกันและกัน
  2. อัลเบร์โต โมเรโน (Alberto Moreno) กับรอยสักสะดุดตาแบบ 4 สัตว์ที่สื่อถึงความหมายอันลึกซึ้ง คือ
    – รูปลิงใส่แว่นตา หูฟังและถือปืนปิดปากเอาไว้ เพื่อสื่อถึงการหลักการใช้ชีวิตที่ดีในแบบของเขา คือ ไม่ดู ไม่ฟังและไม่พูดถึงสิ่งที่ไม่ดี เหมือนเป็นเครื่องเตือนใจตัวเองอยู่ตลอดเวลา
    – รูปเสือดาวพันผ้าพันคอลายสวย ซึ่งแสดงความหมายถึง ภายใต้ความละเอียดอ่อนนั้นก็สามารถมีความดุร้ายซ่อนอยู่ได้เช่นกัน
    – รูปหมีแพนด้าสวมหมวกและแว่นตาข้างเดียวแล้วยังคาบไปป์อีกด้วย ดูเหมือนไร้เดียงสาและน่ารัก แต่มันแสดงลึกซึ้งถึงความมีสติปัญญาอันเฉลียวฉลาดอยู่ลึก ๆ
    – รูปหมาน้อยน่ารักที่มีชื่อว่าอาลีสวมนวมและตั้งการ์ดพร้อมเสมอ เพื่อทำให้เจ้าหมาน้อยนั้นก็มีความแข็งแกร่งเช่นกัน
  3. นักเตะขวัญใจแฟนบอลตลอดกาลอย่าง เดวิด เบ็คแฮม (David Beckham) ที่มีรอยสักหลากหลายและความหมายกินใจ อย่างรูปพระเยซู เทพผู้พิทักษ์ ชื่อลูกชายและชื่อของภรรยาสุดที่รัก และเลขประตัวของเขาซึ่งเป็นเลขสร้างชื่อเสียงให้กับเขามาอย่างยาวนาน คือเลข 7 เป็นภาษาโรมัน

นักฟุตบอลมีรอยสักดีอย่างไร…ทำไมส่วนใหญ่จึงต้องมี

การเลือกศิลปะบนเรือนร่างอย่างรอยสักรูปต่าง ๆ ของเหล่านักเตะดังนั้น นอกจากความสวยงามและความเชื่อแล้วยังสามารถสร้างกำลังใจและความมั่นใจเวลาลงท่าแข้งได้เป็นอย่างดีเช่นกัน เพราะเหมือนได้พกพากำลังใจจากรอยสักนั้นลงสนามได้ด้วย อย่างเช่น รูป หรือชื่อคนในครอบครัวซึ่งนิยมกันมากเป็นอันดับหนึ่ง ถึงแม้จะเหน็ดเหนื่อยจากสิ่งต่าง ๆ รอบตัวก็ไม่ท้อถอย ยังยืนหยัดสู้ต่อไปได้อย่างมั่นใจและมีความมั่นคง จนกลายเป็นนักเตะที่มีผู้คนชื่นชอบ มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก

ช่วงเวลาสั้น ๆ ในโรงละครแห่งความฝัน ของโอเดียน อิกาโล่

“ผมเติบโตขึ้นมากับการดูแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเล่นผ่านทางทีวี และชอบดูการเล่นของคู่หูกองหน้า อย่างแอนดี้ โคล และดไวท์ ยอร์ค พวกเขาคือแบบอย่างให้กับการเล่นฟุตบอลของผม และความฝันสูงสุดของผมคือการได้ลงเล่น ในโอลด์แทรฟฟอร์ดซักครั้งหนึ่งในชีวิต” นี่คือคำพูดที่โอเดียน อิกาโล่ ได้ให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อปี 2016 โดยที่ไม่มีใครแม้แต่เจ้าตัวเองจะรู้ว่า ความฝันนั้นมันจะมีโอกาสเป็นจริง ในอีก 3 ปีต่อมา

เป็นที่รู้กันดีว่า สภาพทีมของปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในฤดูกาลนี้ ไม่ได้ดีนัก ทั้งเกมรุกและเกมรับ และเริ่มจะเป็นที่รับไม่ได้ของบรรดาแฟนบอล โดยมีการเดินออกจากสนามก่อนเวลา เพื่อส่งสัญญาณไปถึงบอร์ดบริหารและผู้จัดการทีม ว่ามันถึงเวลาที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับทีมเสียที ก่อนที่สถานการณ์ต่าง ๆ มันจะเลวร้ายไปกว่านี้ ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อกองหน้าตัวความหวังของทีมอย่างมาร์คัส แรชฟอร์ดมีอาการบาดเจ็บ ต้องพักยาวไปอีกคน ดังนั้นสิ่งที่โซลชาร์ต้องทำโดยด่วนคือการหากองหน้าเพื่อเข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงในแนวรุกโดยเร็วที่สุด

ตลอดหนึ่งเดือนเต็มของช่วงตลาดหน้าหนาว ปีศาจแดงมีข่าวกับนักเตะมากมาย แต่ก็เหมือนจะเป็นข่าวโคมลอยซะเป็นส่วนใหญ่ จนแฟน ๆ เริ่มที่จะเอือมระอากับการเสริมทัพของทีม และผู้เล่นที่เป็นข่าวก็ต่างปิดดีลกับสโมสรอื่นกันไปทีละรายสองราย ทั้งเออร์ลิ่ง ฮาแลนด์ที่ไปเปิดตัวด้วยแฮตทริค กับดอร์ทมุนด์ เอดิสัน คาวานี่ เตรียมย้ายไปแอตเลติโก มาดริด จนวันสุดท้ายก่อนตลาดวาย เหลือเพียงแค่โจชัว คิงส์ กับโอเดียน อิกาโล่ ที่เป็นตัวเลือกเพียงแสองคน แต่ด้วยเงื่อนไขด้านเวลาที่เหลือแค่ไม่กี่ชั่วโมง ทำให้ค่าตัวของเด็กเก่าอย่างโจชัว คิงส์ถูกโก่งขึ้นไปถึง 40 ล้านปอนด์ ซึ่งเรียกได้ว่าฟันหัวแบะเลยทีเดียว ดังนั้นจึงเหลือเพียงเค้าคนเดียว คนที่ฝันอยากจะเล่นให้ยูไนเต็ดมาตลอดชีวิตอย่าง โอเดียน อิกาโล่

ใช่ครับสุดท้ายเหลือเขาเพียงคนเดียว แต่ช้าก่อนอย่าพึ่งคิดว่าเขาคือของเหลือเลือกจากทีมอื่น เพราะกว่าจะเบียดเข้ามาเป็นหนึ่งในตัวเลือกของปีศาจแดง แน่นอนว่าเขาต้องมีดีอยู่ในตัวแน่นอน โดยคุณสมบัติทางกายภาพ เขาเป็นกองหน้าที่มีส่วนสูง 188 เซนติเมตร ร่างกายแข็งแกร่งพร้อมชน มีความเร็วสูงและคล่องตัว ไปกับบอลได้ดี รวมทั้งจบสกอร์ใช้ได้ และแน่นอนเขาพร้อมจะทุ่มเทให้กับทีมที่เขาใฝ่ฝันจะเล่นให้อย่างแน่นอน

และถ้าจะพูดถึงเรื่องประสบการณ์ เขาก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าคู่แข่งคนอื่น ๆ โดยเขาผ่านการเล่นลีกใหญ่มาแล้ว ทั้งที่อิตาลี่ กับอูดิเนเซ่ และเชเซน่า ถึงจะลงเล่นรวมกันไปแค่ 9 นัด แต่ที่อูดิเนเซ่ เขาก็เคยร่วมงานกับเพลย์เมคเกอร์คนใหม่ของทีมอย่าง บรูโน่ แฟร์นันด์ส และผ่านเกมในลาลีกา สเปน กับกรานาด้า ถึง 64 นัด (12 ประตู) ก่อนย้ายมาเล่นให้วัตฟอร์ด และยิงถึง 20 ประตูพาทีมแตนอาละวาดเลื่อนชั้นขึ้นสู่พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ และในปีแรกเขาระเบิดประตูในลีกไปถึง 15 ประตู ก่อนจะดร็อปลงในปีต่อมา จนต้องย้ายไปโกยเงินหยวนที่แผ่นดินมังกร ซึ่งที่จีนนั้นนอกจากค่าเหนื่อยมหาศาลถึงสัปดาห์ละราว ๆ 300,000 ปอนด์แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่เขาได้มาคือ ความมั่นใจ เพราะเขากลับมายิงระเบิดอีกครั้ง โดยใช้เวลา 2 ฤดูกาลครึ่ง ยิงไปถึง 46 ประตู จากการลงสนาม 72 เกม

โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ บอกว่ากองหน้าที่เขาต้องการ คือคนที่พร้อมจะทำทุกอย่างทุ่มเทสุดตัว เพื่อให้ทีมได้ประตู และเชื่อว่าโอเดียน อิกาโล่ ก็พร้อมจะทุ่มเทสุดตัวเพื่อความฝันของเขาเช่นกัน แม้ว่าความฝันนี้จะเป็นช่วงสั้น ๆ เพราะมีเพียงสัญญายืมตัวระยะเวลา 6 เดือนเท่านั้น แต่ถ้าเขาทำให้ความฝันนี้เป็นฝันที่ดี หลังจบสัญญาระยะสั้นนี้ อาจจะมีความฝันที่ดีกว่ารออยู่ก็ได้ ใครจะไปรู้

บทบาทของบรูโน่ แฟร์นันด์ส กับภารกิจปั้นเกมรุกผีแดง

เกือบจะเป็นดีลล่มตามหลาย ๆ ดีลไปแล้ว สำหรับการคว้าตัว บรูโน่ แฟร์นันด์ส จากสปอร์ตติง ลิสบอน เพื่อมาเพิ่มมิติเกมรุกให้กับทัพผีแดง โดยตลอดหนึ่งเดือนของตลาดหน้าหนาว ข่าวของบรูโน่มีมาแล้วก็ไป ทีละแค่ 48 ชั่วโมง แต่ผ่านไป 48 ชั่วโมงแล้ว 48 ชั่วโมงเล่า ก็ไม่มาซักที กว่าจะได้เปิดตัวก็ล่วงเวลาไปจนเกือบตลาดวาย และเมื่อได้มาแล้วตำแหน่งการเล่นของเขาจะเป็นอย่างไร และทีมจะได้ประโยชน์เช่นไรลองมาวิเคราะห์กันดู

เกมเปิดตัวอย่างเป็นทางการ บรูโน่ได้รับมอบหมายให้ลงไปเล่นในตำแหน่งกองกลางตัวรุก ก่อนที่จะถ่อยลงต่ำกว่าเดิมในช่วงครึ่งหลัง และเจ้าตัวก็ทำได้ค่อนข้างดี ทั้งเกมรุกและการเข้าแย่งบอล โดยเขามีโอกาสจ่ายบอลสวย ๆ ค่อนข้างเยอะ และมีจังหวะยิงไกลหลายครั้ง รวมไปถึงลูกฟรีคิกด้วย แต่ก็ยังไม่มีสกอร์แรก โดยสื่อต่างชาติ หลาย ๆ สำนัก ให้คะแนนอยู่ที่ 6-7 คะแนน ซึ่งถือเป็นคะแนนที่น่าพอใจเลยทีเดียว สำหรับเกมที่มีเวลาซ้อมกับทีมเพียงแค่ไม่กี่วัน

จากนี้ไปเมื่อได้ซ้อมกับเพื่อนร่วมทีมมากขึ้น เชื่อว่าการเล่นของเขาจะลื่นไหลมากกว่านี้ และตำแหน่งที่เขาทำได้ดีที่สุด ก็คือตำแหน่ง ตัวรุกหมายเลข 10 คงจะไม่ถูกส่งไปประจำการในตำแหน่งอื่นแน่ ในตำแหน่งนี้และด้วยสไตล์การเล่นของเขาที่สามารถไปกับบอลได้ดี เลี้ยงกินตัวกองหลังได้ และมีลูกยังไกลเป็นอาวุธลับ จะทำให้เปิดพื้นที่กองหลังให้บรรดาตัวรุกอย่าง แดเนียล เจมส์ , อองโทนี่ มาร์ซิยาล, และคนอื่น ๆ มีช่องเล่นมากขึ้น และให้เจ้าตัวมีพื้นที่จ่ายบอลสวย ๆ ให้เพื่อนร่วมทีมเข้าทำได้มากขึ้นแน่นอน

แผลที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องการแก้ไขคือ เมื่อเจอคู่ต่อสู้ที่ถอยลงไปตั้งรับลึก แล้วไม่สามารถหาจังหวะและเปิดพื้นที่กองหลังเข้าไปทำประตูได้ ทำให้จบที่การเสมอหรือโดนสวนจนแพ้อยู่บ่อย ๆ และการแก้ปัญหานี้โดยการใช้บรูโน่ ถือว่าตอบโจทย์นี้ได้ แต่จะหวังพึ่งเขาคนเดียวก็ไม่ใช่ที่ ผู้จัดการทีมจะต้องวางแท็กติก และเพื่อนร่วมทีมจะต้องช่วยกันเล่นให้สมกับที่จะเป็นผู้ชนะ เพราะการจะให้ผู้เล่นเพียงคนเดียวแบกเกมรุกทั้งทีมไว้คงจะไม่ไหวแน่

ในขณะที่ทีมตกต่ำ เชื่อว่าทุกคนเข้าใจว่าการจะกลับมาสู่ความยิ่งใหญ่มันไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ที่จะกลับมาได้แบบพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ แต่สิ่งที่ทุกคนอยากจะเห็นหลังจากนี้ คือการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีของทีม การเปลี่ยนแปลงที่จะทำให้แฟนบอลทุกคนมองเห็นอนาคตบ้าง สร้างความหวังระยะยาวให้กับทีมได้ และวันนี้การได้บรูโน่มาเสริมทัพ ทุกคนต่างตั้งความหวังว่าการเปลี่ยนแปลงของทีม จะคุ้มกับเม็ดเงินที่จ่ายไป และต้องเป็นหน้าที่ของผู้จัดการทีมแล้ว ว่าจะปรับแต่งทีมอย่างไร หลังได้อะไหล่ชั้นยอดชิ้นนี้มาแล้ว ได้มาแล้วต้องใช้ให้คุ้ม ต้องใช้ให้เป็น เพราะถ้าใช้ไม่เป็น อาจจะเป็นการซื้อมาเพื่อให้คนอื่นใช้นะ น้าโอเล่

การตื่นจากโรงละครแห่งความฝัน(ร้าย) ของโรเมลู ลูกากู

“ย้ายออกจากผี ได้ดีทุกคน” คำพูดนี่ช่างเป็นคำที่เสียดแทงใจดำของเหล่าเด็กผีทุกหมู่เหล่าอย่างมาก แต่จะโต้เถียงอะไรได้ เมื่อมันมีหลักฐานให้เห็นอยู่ชัดเจน และกรณีนี้ก็เช่นกันเมื่อกองหน้าที่เป็นตัวตลกของแฟน ๆ อย่างโรเมลู ลูกากู ย้ายออกจากทีม ไปอยู่กับอินเตอร์ มิลาน

ลูกากู ถือเป็นผู้เล่นที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมจะเป็นสุดยอดกองหน้าได้ ด้วยร่างกายที่สูงถึง 190 เซนติเมตร แถมมีร่างกายที่แข็งแกร่งบึกบึน มีความเร็ว การจบสกอร์ที่เฉียบคม และเล่นลูกกลางอากาศได้ดี อีกทั้งเจ้าตัวยังมีความกระหายที่จะพัฒนาตัวเองอย่างมาก นับตั้งแต่การย้ายจากทีมบ้านเกิดอย่างอันเดอร์เลช มาสู่ถิ่นสแตรมฟอร์ด บริดจ์ของเชลซี แต่ไม่ได้รับโอกาสลงสนามมากนัก จนต้องปล่อยให้เวสบรอมวิช อัลเบียน ยืมไปใช้งาน และเมื่อเขาได้โอกาสลงสนามเขาก็ทุ่มเทอย่างมาก เพื่อพิสูจน์ตัวเอง โดยยิงให้เวสบรอมวิชไปถึง 17 ประตูจาก 35 นัด แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะเบียดกองหน้าระดับโลกอย่างเฟอร์นานโด ตอร์เรสได้อยู่ดี จนต้องออกไปหาโอกาสลงสนามอีกครั้ง ที่เอฟเวอร์ตัน ด้วยสัญญายืมตัว และเขาก็โชว์ของกดไป 15 ลูกให้เอฟเวอร์ตัน จนทีมท็อปฟี่สีน้ำเงิน ตัดสินใจกระชากตัวเขามาอยู่กับทีมถาวรด้วยเงินถึง 28 ล้านปอนด์ เมื่อเขามีโอกาสลงสนามอย่างต่อเนื่องที่เอฟเวอร์ตัน เขาก็พัฒนาตัวเองขึ้นมาอย่างมากมาย เรียกได้ว่าเป็นกองหน้าระดับแนวหน้าของลีค และเป็นกำลังหลักของเอฟเวอร์ตันและทีมชาติเบลเยี่ยม

แต่เหมือนเขาจะเอาทุกอย่างที่สร้างจากเอฟเวอร์ตัน มาทิ้งไว้ที่โอลแทร๊ฟฟอร์ด เมื่อโชเซ่ มูรินโญ่ ขอให้สโมสรดึงตัวเขามาร่วมทีม ด้วยค่าตัวสูงถึง 75 ล้านปอนด์ แต่ด้วยแผนการเล่นของมูรินโญ่ที่ขึ้นชื่อเรื่องเกมรับ ลูกากูถูกปล่อยให้โดดเดี่ยวอยู่ในแดนคู่แข่ง ภาพที่ชินตาคือการที่เห็นเขาวิ่งไล่แย่งบอลที่สาดยาวมาจากแดนหลัง อย่างโดดเดี่ยว ไม่ใช่การร่วมต่อบอลสร้างสรรค์เกมรุกกับเพื่อนร่วมทีม ทำให้ตลอดสองฤดูกาลเขายิงในลีกได้เพียง 28 ประตู สิ่งที่เลวร้ายไปกว่านั้นคือ สภาพจิตใจของลูกากูในขณะนั้น เขาไม่เหลือความมั่นใจอยู่เลย วิญญาณเพชฌฆาตของเขาเลือนหาย กลายเป็นตัวตลกของแฟน ๆ จนถูกตั้งฉายาว่า ตู้เย็น เพราะเหมือนเอาตู้เย็นไปตั้งไว้ในกรอบเขตโทษ แทบไม่มีพิษภัยใด ๆ กับฝั่งตรงข้ามเลย

และฝันร้ายของเขาได้จบลงแล้ว เมื่ออินเตอร์ มิลาน ภายใต้การคุมทีมของอันโตนิโอ คอนเต้ ทุ่มเงิน 80 ล้านยูโรดึงตัวเขาไปร่วมทีม และคอนเต้ได้ทำการปลุกวิญญาณนักล่าในตัวเขาขึ้นมาอีกครั้ง เขายิงได้ตั้งแต่นัดแรกที่ลงสนาม ความเร็ว ความมั่นใจ และเทคนิคต่าง ๆ ของเขาเปลี่ยนแปลงไปอย่างผิดหูผิดตา ปัจจุบันเขายิงให้อินเตอร์ไปแล้ว 16 ประตู เป็นที่รักของแฟน ๆ และเพื่อนร่วมทีม และที่สำคัญเขากลับมาเล่นฟุตบอลอย่างมีความสุขและมีชีวิตชีวาอีกครั้ง นับว่านี่คือการตื่นจากฝันร้ายของ โรเมลู ลูกากู อย่างแท้จริง

ทำความรู้จักกับ สตีเว่น เบิร์กไวจ์น ปีกตัวใหม่ ของไก่เดือยทอง

เปิดตัวอย่างสวยงามแล้ว ปีกคนใหม่ของทีมไก่เดือยทอง ท็อตแน่มฮอท สเปอร์ส อย่างสตีเว่น เบิร์กไวจ์น หลังจากที่เจ้าตัวทำประตูสุดสวย ช่วยให้ต้นสังกัดใหม่ของเขาชนะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ไป 2 ประตู ต่อ นับเป็นการเปิดตัวในฝันเลยก็ว่าได้ สำหรับดาวรุ่งวัย 22 ปี เราลองมาดูที่มาและที่ไปของเจ้าหนูคนนี้กันซักหน่อย

เบิร์กไวจ์น เกิดที่กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ เขาเริ่มต้นฝึกฝนวิชาลูกหนังในอคาเดมี่ ของอแจ็กส์ อัมสเตอร์ดัม ก่อนที่จะย้ายเข้าศูนย์ฝึกเยาวชนของ พีเอสวี ไอน์โฮเฟน เมื่ออายุได้ 14 ปี และได้เริ่มลงสนามให้กับทีมตอนอายุเพียง 17 ปี โดยเริ่มต้นด้วยการสลับขึ้นลงระหว่างทีมชุดใหญ่และชุดสำรอง เขาใช้เวลาสองฤดูกาลในการยึดตำแหน่งตัวจริงบนทีมชุดใหญ่ ก่อนจะวาดลวดลายลูกหนังจนเตะตาแมวมองทีมใหญ่จากทั่วยุโรป โดยเขาลงเล่นให้พีเอสวีไปทั้งหมด 112 นัด ยิงไปทั้งสิ้น 29 ประตู ซึ่งถือว่าเป็นสถิติที่ยอดเยี่ยมเลยสำหรับผู้เล่นตำแหน่งปีก

เขาตกเป็นข่าวกับทีมยักษ์ใหญ่จากลีกต่าง ๆ ทั้งแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, อินเตอร์ มิลาน, สเปอร์ส, บาเยิร์น มิวนิค รวมไปถึงดอร์ทมุนด์ที่สนใจดึงตัวเขาไปร่วมทีม ก่อนที่จะเป็นทางสเปอร์สที่ต้องการตัวเขามากกว่าหลังการย้ายทีมของคริสเตียน อีริคเซ่น รวมทั้งปัญหาอาการบาดเจ็บของผู้เล่นในแนวรุก จึงยอมทุ่มเงินจำนวนถึง 27 ล้านปอนด์ เพื่อดึงตัวเขาเข้ามาอุดร่องรอยที่อีริคเซ่นทิ้งไว้ และเขาก็ได้แสดงความสามารถให้เห็นแล้ว ด้วยการยิงประตูแรกทันทีที่ได้ลงสนาม และเป็นการยิงที่ต้องบอกเลยว่าดาวรุ่งคนนี้มีของ และเขาจะตอบแทนทีมได้คุ้มค่ากับเม็ดเงินที่จ่ายไปอย่างแน่นอน

สไตล์การเล่นของเขานั้น ถูกยกย่องและนำไปเปรียบเทียบกับฟร้องค์ ริเบรี่ ตำนานปีกชาวฝรั่งเศสของบาเยิร์น มิวนิค เลยทีเดียว ด้วยการไปกับบอลได้ดี เลี้ยงบอลติดเท้า และมีสปีดที่รวดเร็ว อีกยังทำได้ดีทั้งการจ่ายบอลให้เพื่อนร่วมทีม และการจบสกอร์ด้วยตัวเอง ด้วยสไตล์การเล่นแบบนี้เชื่อว่าจะเป็นผู้เล่นที่เหมาะกับแผนการเล่นของกุนซือโชเซ่ มูรินโญ่อย่างแน่นอน เพราะมันเหมาะกับการโจมตีเร็ว ในเกมโต้กลับโดยที่ไม่ต้องใช้ตัวผู้เล่นในการเล่นเกมรุกหลายคน ดังนั้นเชื่อว่าเขาจะมีอนาคตที่ดีในทีมของมูรินโญ่อย่างแน่นอน

สถิติต่าง ๆ ที่ผ่านมามันทำให้เห็นว่าลีกในประเทศมันเล็กเกินไปสำหรับฝีเท้าของเขาแล้ว และมันเป็นใบเบิกทางให้ตัวเขาย้ายมาที่ลอนดอน แต่นับจากนี้ไปต่างหากที่จะเป็นข้อพิสูจน์ว่าเขาสอบผ่านหรือไม่ กับลีกที่ใหญ่กว่า เกมที่เร็วและหนักหน่วงกว่า ความกดดันและความคาดหวังที่สูงกว่า เขาจะทำได้ดีแค่ไหน แต่ตอนนี้เขามีคะแนนในหัวใจแฟน ๆ ไก่เดือยทองบางส่วนแล้ว หลังจากทำข้อสอบข้อแรกได้คะแนนเต็มไปอย่างสวยงาม

ติโม แวร์เนอร์ ว่าที่กองหน้า ค่าตัวแพง แห่งบุนเดสลีกาคนต่อไป

ณ เวลาในเวทีบุนเดสลีกา เยอรมันคงไม่มีใครจะร้อนแรงเท่ากับเขาคนนี้ ฤดูกาลนี้ติโม แวร์เนอร์ ยิงประตูในลีกให้ต้นสังกัด อาร์เบ ไลป์ซิก ไปแล้วถึง 20 ประตู เป็นรองเพียงแค่โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ กองหน้าระดับโลกของบาเยิร์นมิวนิคเท่านั้น แต่เขายังพิเศษกว่าดาวยิงเสือใต้อยู่นิดหน่อยคือพ่วงสถิติแอสซิสต์ อีก 6 ลูก และที่สำคัญ แวร์เนอร์อายุเพียงแค่ 23 ปีเท่านั้นเอง

แวร์เนอร์เป็นเด็กปั้นของเฟาเอฟเบ สตุ๊ทการ์ท เขาเริ่มลงเล่นในทีมชุดใหญ่ให้กับทีมม้าขาวตั้งแต่ยังไม่จบไฮสคูลด้วยซ้ำ เพราะเขาลงสนามในบุนเดสลีกาตั้งแต่อายุเพียง 17 ปี ในวัยเด็กขนาดนั้นถ้าเป็นคนอื่น ๆ คงจะอยู่ในช่วงสร้างประสบการณ์ ลงสนามบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่แวร์เนอร์ลงเล่นให้กับสตุ๊ทการ์ทไปถึง 34 นัดรวมทุกรายการ พร้อมกับการเรียนไฮสคูลปีสุดท้ายของเขา และเขาก็เป็นตัวหลักให้กับทีมม้าขาว ตลอด 3 ฤดูกาล เขาลงสนามไปถึง 103 นัด ยิงไป 14 ประตู จนกระทั่งสตุ๊ตการ์ทตกชั้นในปี 2016 จึงเป็นทีมน้องใหม่ไฟแรงอย่างไลป์ซิก ดึงเขามาร่วมทีมด้วยค่าตัว 10 ล้านยูโร ซึ่งถึงขณะนี้เห็นได้ชัดว่ามันถูกยังกับได้เปล่าเลย

สิ่งที่ไลป์ซิกทำหลังจากได้ตัวเขามานั้น ทำให้เป็นเหมือนการใช้งานแวร์เนอร์ของสตุ๊ตการ์ท ใช้เขาเหมือนไม่ได้เปิดคู่มืออ่าน เพราะที่สตุ๊ตการ์ท ตำแหน่งของเขาคือปีก แต่ที่ไลป์ซิกเขาถูกดันขึ้นไปเล่นในตำแหน่งกองหน้า และผลลัพธ์ของมันก็ชัดเจน เพียงฤดูกาลแรกกับไลป์ซิก เขาทำประตูไปถึง 21 ลูกซึ่งมากกว่าที่ทำได้ตลอด 3 ปีกับทีมเก่าเลยด้วยซ้ำ และด้วยความที่เข้าเป็นปีกธรรมชาติมาก่อน เมื่อกลายร่างมาเป็นศูนย์หน้าสิ่งที่เขาทำได้ดีกว่ากองหน้าธรรมชาติคือการเลี้ยงบอลเพื่อสร้างจังหวะการเล่นด้วยตัวเอง เมื่อบวกกับการจบสกอร์ที่ยอดเยี่ยมด้วยเท้าทั้งสองข้าง เขาก็กลายมาเป็นกองหน้าที่อันตรายต่อแผงเกมรับคู่แข่งอย่างยิ่ง

ด้วยฟอร์มสุดฮอตของกองหน้าสัญชาติเยอรมันรายนี้ทำให้เขามีข่าวการย้ายทีมสู่ทีมใหญ่กว่าไลป์ซิกเข้ามาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และมีการประเมินกันว่า ค่าตัวของเขาอยู่ราว ๆ 67.5 ล้านปอนด์ แต่เมื่อมองรายชื่อบรรดาทีมเศรษฐีมีเงินที่หมายปองตัวเขาแล้วนั้น มีทั้งแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, ลิเวอร์พูล, เชลซีจากพรีเมียร์ลีก ปารีส แซงต์แชร์กแมงจากฝรั่งเศส และทีมมหาอำนาจในลีกบ้านเกิดอย่างบาเยิร์น มิวนิค แต่ละทีมล้วนแล้วแต่เงินถุงเงินถังทั้งนั้น ถ้าหากจะมีการย้ายทีมเกิดขึ้นเชื่อว่าค่าตัวของเขาคงจะสูงกว่าราคาประเมินแน่นอน เพราะเจ้าตัวก็พึ่งจะต่อสัญญากับทีม และไลป์ซิกเองก็คงจะไม่ยอมเสียผลประโยชน์แน่ ๆ เหลือแค่บรรดาเศรษฐีที่ดาหน้ากันมาแย่งลายเซ็นของเขานี่แหละ ว่าพร้อมจะทุ่มกันแค่ไหน คงต้องจับตาดูกัน ว่าตลาดซัมเมอร์นี้ จะมีดีลใหญ่ให้แฟนบอลฮือฮากันหรือเปล่า รอดูก้าวต่อไปของติโม แวร์เนอร์ ว่าเขาจะก้าวไปอยู่ที่ใด

รอยสักเพื่อบันทึกระยะห่างจากเกียรติยศ ของเมาริซิโอ ปินิลลา

งานศิลปะบนเรือนร่างอย่างการสักนั้น ผู้นิยมการสักย่อมจะมีแรงบันดาลใจต่าง ๆ กันออกไป ไม่ว่าจะเป็นความสวยงามของลวดลาย ความชื่นชอบส่วนตัว ความประทับใจ แต่สำหรับเมาริซิโอ ปินิลลา เขาเลือกที่จะจารึกความผิดหวังของเขาไว้บนเรือนร่างตัวเอง เพื่อย้ำเตือนตัวเขาเองไปตลอดชีวิต

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2014 กับการแข่งขัน เวิร์ลด์คัพ ฉบับแซมบ้า บนแผ่นดินที่ได้ชื่อว่าประเทศแห่งฟุตบอลอย่างบราซิล ในการแข่งขันรอบ 16 ทีมสุดท้าย เป็นการพบกันระหว่าง 2 ทีมจากทวีปอเมริกาใต้ อย่างเจ้าภาพบราซิล เจอกับทีมชาติชิลี การแข่งขันในเวลาปกติ จบลงที่สกอร์ 1 ประตูต่อ 1 โดยบราซิลได้ประตูออกนำไปก่อนจาก ดาวิด ลุยซ์ และถูกชิลีตามตีเสมอจาก อเล็กซิส ซานเชส ซูเปอร์สตาร์ประจำทีม จึงทำให้ต้องมีการต่อเวลาพิเศษออกไปอีก 30 นาที การแข่งขันในช่วงต่อเวลาเป็นไปอย่างสูสีทั้งสองทีมผลัดกันรุกรับ และมีโอกาสทำประตูได้พอกัน แต่สกอร์ยังเสมอกันอยู่ที่ 1 ประตูต่อ 1 จนกระทั่งนาทีที่ 119 กว่า ๆ นาทีสุดท้ายของการต่อเวลา ปินิลลา พักบอลจากการเตะขึ้นมาของผู้รักษาประตู ก่อนทำชิ่งกับอเล็กซิส ซานเชส เข้าไปสับไกบริเวณหน้ากรอบเขตโทษ ลูกบอลพุ่งแรงชนิดที่เรียกว่า ฮูลิโอ เซซาร์ ผู้รักษาประตูบราซิลไม่มีสิทธิ์ป้องกัน แต่ทว่ามันกลับพุ่งไปชนคานเข้าอย่างจัง และหลังจังหวะนั้นของเขาก็จบเกมทันที และที่มันน่าเศร้ากว่านั้น คือทีมของเขาแพ้จุดโทษ ด้วยสุดยอดฟอร์มของเซซาร์ ที่เซฟจุดโทษได้ถึง 3 ลูก และหนึ่งใน 3 คนที่โดนเซฟ ก็มีชื่อเขาอีกเช่นกัน

ด้วยความผิดหวังครั้งนี้นี่เอง เมาริซิโอ ปินิลลา จึงให้ช่างสักจารึกเหตุการณ์ครั้งนี้ลงบนแผ่นหลังของเขา โดยสักเป็นภาพที่ไม่ต้องคิดตีความหมายใด มองแล้วเข้าใจได้ทันที เพราะรูปที่เขาสักนั้น เป็นรูปจำลองเหตุการณ์การยิงชนคานของเขา พร้อมข้อความ “One centimeter form glory” หรือ “ระยะห่างจากเกียรติยศ 1 เซนติเมตร” เพื่อสะกิดเตือนใจว่าครั้งหนึ่งเขาเคยเข้าใกล้ความสำเร็จเพียงใด เพราะถ้าหากเกมนั้นลูกยิงของเขา มุดลงต่ำกว่านั้นเพียงหนึ่งเซนติเมตร วิถีของลูกและเหตุการณ์ต่าง ๆ คงจะไม่เป็นเช่นนี้ และถ้ามันเป็นประตู แน่นอนว่าไม่มีเวลาให้คู่ต่อสู้อย่างบราซิล แก้ตัวเลยแม้แต่นิดเดียว และการโค่นบราซิล เข้ารอบบนแผ่นดินบราซิลเอง ย่อมจะเป็นเกียรติยศให้แก่ชีวิตนักฟุตบอลของเขาอย่างไม่ต้องสงสัย และเมื่อมันไม่เป็นแบบนั้น ความผิดหวังมันจึงมากมายมหาศาลเช่นกัน

เมื่อเวลาผ่านไปตามหน้าที่ของมัน ผู้คนต่างค่อย ๆ ลืมเลือนเหตุการณ์นั้นไป ไม่มีใครโทษเขา เพราะรู้ว่าเขาทำดีที่สุดแล้ว แม้แต่ลูกยิงลูกนั้นก็มีแต่คนชื่นชมและกล่าวถึงในทางที่ดี มีเพียงแต่ตัวเขาที่จะจำความผิดหวังนี้ไว้กับตัวเองไปตลอดชีวิต และมันจะสะกิดเตือนใจเขาไปตลอดว่า ครั้งหนึ่งเขาเคยอยู่ห่างจากเกียรติยศเพียงแค่เซ็นเดียว เท่านั้นเอง