รอยสักเพื่อบันทึกระยะห่างจากเกียรติยศ ของเมาริซิโอ ปินิลลา

งานศิลปะบนเรือนร่างอย่างการสักนั้น ผู้นิยมการสักย่อมจะมีแรงบันดาลใจต่าง ๆ กันออกไป ไม่ว่าจะเป็นความสวยงามของลวดลาย ความชื่นชอบส่วนตัว ความประทับใจ แต่สำหรับเมาริซิโอ ปินิลลา เขาเลือกที่จะจารึกความผิดหวังของเขาไว้บนเรือนร่างตัวเอง เพื่อย้ำเตือนตัวเขาเองไปตลอดชีวิต

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2014 กับการแข่งขัน เวิร์ลด์คัพ ฉบับแซมบ้า บนแผ่นดินที่ได้ชื่อว่าประเทศแห่งฟุตบอลอย่างบราซิล ในการแข่งขันรอบ 16 ทีมสุดท้าย เป็นการพบกันระหว่าง 2 ทีมจากทวีปอเมริกาใต้ อย่างเจ้าภาพบราซิล เจอกับทีมชาติชิลี การแข่งขันในเวลาปกติ จบลงที่สกอร์ 1 ประตูต่อ 1 โดยบราซิลได้ประตูออกนำไปก่อนจาก ดาวิด ลุยซ์ และถูกชิลีตามตีเสมอจาก อเล็กซิส ซานเชส ซูเปอร์สตาร์ประจำทีม จึงทำให้ต้องมีการต่อเวลาพิเศษออกไปอีก 30 นาที การแข่งขันในช่วงต่อเวลาเป็นไปอย่างสูสีทั้งสองทีมผลัดกันรุกรับ และมีโอกาสทำประตูได้พอกัน แต่สกอร์ยังเสมอกันอยู่ที่ 1 ประตูต่อ 1 จนกระทั่งนาทีที่ 119 กว่า ๆ นาทีสุดท้ายของการต่อเวลา ปินิลลา พักบอลจากการเตะขึ้นมาของผู้รักษาประตู ก่อนทำชิ่งกับอเล็กซิส ซานเชส เข้าไปสับไกบริเวณหน้ากรอบเขตโทษ ลูกบอลพุ่งแรงชนิดที่เรียกว่า ฮูลิโอ เซซาร์ ผู้รักษาประตูบราซิลไม่มีสิทธิ์ป้องกัน แต่ทว่ามันกลับพุ่งไปชนคานเข้าอย่างจัง และหลังจังหวะนั้นของเขาก็จบเกมทันที และที่มันน่าเศร้ากว่านั้น คือทีมของเขาแพ้จุดโทษ ด้วยสุดยอดฟอร์มของเซซาร์ ที่เซฟจุดโทษได้ถึง 3 ลูก และหนึ่งใน 3 คนที่โดนเซฟ ก็มีชื่อเขาอีกเช่นกัน

ด้วยความผิดหวังครั้งนี้นี่เอง เมาริซิโอ ปินิลลา จึงให้ช่างสักจารึกเหตุการณ์ครั้งนี้ลงบนแผ่นหลังของเขา โดยสักเป็นภาพที่ไม่ต้องคิดตีความหมายใด มองแล้วเข้าใจได้ทันที เพราะรูปที่เขาสักนั้น เป็นรูปจำลองเหตุการณ์การยิงชนคานของเขา พร้อมข้อความ “One centimeter form glory” หรือ “ระยะห่างจากเกียรติยศ 1 เซนติเมตร” เพื่อสะกิดเตือนใจว่าครั้งหนึ่งเขาเคยเข้าใกล้ความสำเร็จเพียงใด เพราะถ้าหากเกมนั้นลูกยิงของเขา มุดลงต่ำกว่านั้นเพียงหนึ่งเซนติเมตร วิถีของลูกและเหตุการณ์ต่าง ๆ คงจะไม่เป็นเช่นนี้ และถ้ามันเป็นประตู แน่นอนว่าไม่มีเวลาให้คู่ต่อสู้อย่างบราซิล แก้ตัวเลยแม้แต่นิดเดียว และการโค่นบราซิล เข้ารอบบนแผ่นดินบราซิลเอง ย่อมจะเป็นเกียรติยศให้แก่ชีวิตนักฟุตบอลของเขาอย่างไม่ต้องสงสัย และเมื่อมันไม่เป็นแบบนั้น ความผิดหวังมันจึงมากมายมหาศาลเช่นกัน

เมื่อเวลาผ่านไปตามหน้าที่ของมัน ผู้คนต่างค่อย ๆ ลืมเลือนเหตุการณ์นั้นไป ไม่มีใครโทษเขา เพราะรู้ว่าเขาทำดีที่สุดแล้ว แม้แต่ลูกยิงลูกนั้นก็มีแต่คนชื่นชมและกล่าวถึงในทางที่ดี มีเพียงแต่ตัวเขาที่จะจำความผิดหวังนี้ไว้กับตัวเองไปตลอดชีวิต และมันจะสะกิดเตือนใจเขาไปตลอดว่า ครั้งหนึ่งเขาเคยอยู่ห่างจากเกียรติยศเพียงแค่เซ็นเดียว เท่านั้นเอง

อันซู ฟาติ เมื่อเจ้าหนูต่างดาว ก้าวขึ้นสู่ยานแม่

อันซูนาเม “อันซู” ฟาติ เด็กหนุ่มจากประเทศที่แทบไม่มีใครรู้จักชื่อ อย่างกินี-บิสเซา ในทวีปแอฟริกา ก่อนที่ครอบครัวของเขาจะย้ายมาตั้งรกรากในสเปน เมื่อเขามีอายุได้พียง 6 ขวบ ในขณะที่พ่อแม่ของเขาตั้งหน้าตั้งตาทำงาน สิ่งที่เจ้าหนูคนนี้ทำก็คือ การไล่เตะลูกฟุตบอล กับเพื่อน ๆ แถวบ้าน และเขาก็เริ่มสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเอง ในละแวกบ้านโดยคนแถวบ้านต่างชื่นชมในความมหัศจรรย์ของฝีเท้าเจ้าหนูคนนี้

เขาเริ่มต้นฝึกหัดฟุตบอลอย่างจริงจัง กับทีมเอร์เรรา ทีมอคาเดมี่เล็ก ๆ ก่อนจะย้ายร่วมทีมเยาวชนของเซบียา เขาอยู่กับทีมจนกระทั่งอายุ 10 ขวบ ตลอดเวลาเขาได้แสดงศักยภาพทางฟุตบอลออกมาได้โดดเด่น เกินกว่าเด็ก ๆ ในวัยเดียวกันจนเป็นที่เตะตาแมวมองของทีมใหญ่ ๆ จนเกิดการแย่งชิงตัวเขาเกิดขึ้น โดยมี 3 ทีมที่เข้ามายื้อแย่งเจ้าหนูรายนี้ คือเซบียาเองที่อยากจะรั้งตัวเขาไว้กับทีม กับอีกสองยักษ์ใหญ่อย่างเรอัล มาดริด และบาร์เซโลน่า โดยมาดริด เสนอเงินก้อนโตให้กับครอบครัวของฟาติ ส่วนบาร์ซ่านั้นเสนอการพัฒนาศักยภาพทางฟุตบอลของเขา และด้วยชื่อเสียงการสร้างเยาวชนของสถาบันลามาเซีย ก็ทำให้เจ้าตัวตัดสินใจย้ายร่วมทีมเจ้าบุญทุ่มทันที จนทำให้เซบีย่างอน ถึงกับถอดชื่อเขาออกจากรายการแข่งขันระดับเยาวชนเลยทีเดียว

จากวันนั้นถึงวันนี้ ผ่านมา 7 ปีแล้ว ที่เขาเลือกที่จะก้าวเข้ามาสู่ศูนย์ฝึกลามาเซีย และมันพิสูจน์แล้วว่าการเลือกทางเดินของเขาในวันนั้น มันเป็นการเลือกที่ถูกต้อง เมื่อปัจจุบันเขาถูกผลักดันขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ของทีม ด้วยความสามารถของเขา และสถานการณ์การบาดเจ็บของผู้เล่นตัวจริง ทำให้โอกาสของเขามาถึงอย่างรวดเร็ว และเพียงแค่ครั้งแรกที่ลงสัมผัสผืนหญ้าที่คัมป์ นู เขาก็สร้างสถิติทันที ด้วยการเป็นผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดเป็นอันดับสอง ด้วยอายุเพียง 16 ปี 9 เดือนกับอีก 25 วัน หลังถูกเปลี่ยนตัวลงสนามในเกมกับ เรอัล เบติส และอีก 7 วันต่อมาเขาก็สามารถปลดล็อกประตูแรกให้กับตัวเองได้ พร้อมกับยึดสถิติ เป็นผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดของสโมสรที่ยิงได้ในลาลีกา ด้วยการช่วยทีมตีเสมอโอซาซูน่า และสด ๆ ร้อน ๆ กับการสร้างสถิติผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดที่ยิงได้สองประตูในเกมเดียว หลังช่วยเหมา 2 ลูกให้ทีมชนะเลบันเต้ไป 2 ประตู ต่อ 1

เส้นทางในอาชีพนักฟุตบอลของเขายังอีกยาวไกล ปัจจุบันเขาเซ็นสัญญากับบาร์ซ่าพร้อมพ่วงเงื่อนไขค่าฉีกสัญญามหาศาลถึง 100 ล้านยูโรเลยทีเดียว ด้วยจำนวนเงินขนาดนี้ ด้วยความรักที่เขามีต่อบาร์ซ่า ด้วยศักยภาพทางฟุตบอลของเขา และการขัดเกลาของทีมงานลามาเซีย เชื่อได้เลยว่าเขาจะอยู่ยาวจนเป็นตำนานคนต่อไปทีมต่างดาวอย่างบาร์เซโลน่า เช่นเดียวกับที่รุ่นพี่อย่างลีโอเนล เมสซี่ ทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ถ้าไม่มีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นระหว่างทาง อีกซักสิบปีข้างหน้าเมื่อเราพูดถึงบาร์ซ่า เราจะนึกถึงหน้าของเขา เหมือนกับที่เรานึกถึงเมสซี่ในปัจจุบันอย่างแน่นอน

อัลเบอร์โต้ โมเรโน่ กับเหล่าสัตว์มหัศจรรย์ของเขา

นักกีฬาหลายต่อหลายคน ที่หลงใหลในศิลปะการสัก ในกีฬาฟุตบอลเองก็แทบจะเรียกได้ว่าแทบจะมีรอยสักบนเรือนร่างของตัวเองแทบทุกคน มีมากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่ความชอบของแต่ละคน แต่ถ้าจะกล่าวถึงคนที่มีรอยสักเต็มร่างกายไปหมด ชื่อหนึ่งที่ต้องคิดถึง ต้องมีเขาคนนี้ อัลเบอร์โต้ โมเรโน่ อย่างแน่นอน

อัลเบอร์โต้ โมเรโน่ แบ็กซ้ายชาวสเปน เป็นที่คุ้นหน้าคุ้นตาของแฟนบอลบ้านเรา เพราะเขาคืออดีตผู้เล่นของทีมหงส์แดงลิเวอร์พูล ซึ่งปัจจุบันเล่นอยู่ในประเทศบ้านเกิด กับสโมสรบียาเรอัล นอกจากฟุตบอลแล้วสิ่งที่โมเรโน่รักคือการสักรูปต่าง ๆ ลงบนเรือนร่างของเขา แน่นอนว่าเขาสักรูปต่าง ๆ ไว้บนร่างกายเยอะมาก แต่วันนี้เราจะมาดูรอยสักรูปสัตว์แปลก ๆ ของเขา ซึ่งเป็นที่กล่าวถึงอย่างมาก ในแง่ของความแปลกประหลาด และสร้างความแปลกใจให้กับผู้คนที่เห็น

1.ลิงชิมแปนซี

นี่คือรอยสักล่าสุดของเขา การสักรูปลิงชิมแปนซี คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ถ้าลิงตัวนั้นไม่สวมแว่นตากันแดด ใส่เฮดโฟน ใส่สูท และยังถือปืนอีกด้วย โดยคาดว่าเจ้าตัวต้องการสื่อถึง see no evil, hear no evil, speak no evil, หรือการไม่เห็นสิ่งชั่วร้าย ไม่ฟังสิ่งชั่วร้าย และไม่พูดในสิ่งชั่วร้าย ซึ่งปกติจะเป็นรูปลิง 3 ตัว แต่เขาเลือกใช้ลิงเพียงตัวเดียว แล้วปิดตาด้วยแว่นกันแดด ปิดหูด้วยเฮดโฟน และปิดปากด้วยปลายกระบอกปืน นั่นเอง

2.แพนด้า

แน่นอนว่าแพนด้าของเขาต้องไม่ใช่เจ้าหมีตัวกลมขนปุยน่ารัก ๆ แบบที่เห็นทั่วไป เพราะแพนด้าของโมเรโน่ มันกำลังสูบไปป์ ใส่แว่นตาแบบข้างเดียว และสวมหมวกกลมทรงสูง หรือหมวกทรงกะลานั่นเอง

3.เสือดาว

รูปนี้โมเรโน่จับเอาเสือดาว อันเป็นสัตว์ที่ดุร้ายปราดเปรียว มาใส่ผ้ามัดหัวลายดอกซะหวานแหวว แทบไม่เหลือเค้าโครงของนักล่าผู้ปราดเปรียวเลย ดูไปแล้วรูปนี้เขาอาจจะสื่อถึงความดุร้ายเกรี้ยวกราดที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความงามของผู้หญิงก็เป็นได้

4.น้องหมาตัวโปรด

เขาได้สักรูปเจ้าอาลีน้องหมาตัวโปรดของเขา แต่เพื่อให้มันสมชื่ออาลี เขาก็เลยสักให้มันสวมนวมสำหรับชกมวย และอยู่ในท่าตั้งการ์ด

บรรดาสัตว์มหัศจรรย์ของเขา สร้างความประหลาดใจให้ผู้คนทุกครั้งที่มีการเปิดตัวพวกมัน และเสียงส่วนใหญ่มักจะออกไปในทางเดียวกันคือ มันคืออะไร เขาต้องการจะสื่ออะไร รวมไปถึงเขาจะสักรูปพวกนี้ไปเพื่ออะไร ทำนองว่าจะบ้าไปแล้วกระมัง แต่สิ่งที่ต้องยอมรับคือมันเป็นงานศิลปะที่สวยงาม และเต็มไปด้วยจินตนาการ ไม่เห็นจะต้องไปแคร์คำพูดใคร หรือทำให้คนทั้งโลกเข้าใจในรอยสักของเขา แค่มันสวยงาม เขาชื่นชอบ พอใจ และมีความสุขกับงานศิลปะของเขา แค่นั้นก็พอแล้ว คิดว่าอัลเบอร์โต้ โมเรโน่ คงอยากจะบอกแบบนี้แหละ

เดเล่ อัลลี่ กับรอยสักแห่งศรัทธาของผู้ไม่ยอมแพ้

เดเล่ อัลลี่ มิดฟิลด์ดาวรุ่งทีมชาติอังกฤษ ของสโมสรท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ เด็กหนุ่มวัย 23 คนนี้สร้างผลงานเป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาแฟนบอลทั่วโลกมาแล้ว ทั้งในนามทีมชาติและระดับสโมสร โดยเขาเป็นกำหลักหลักในแดนกลางให้กับทั้งสองทีม และยึดตำแหน่งตัวจริงได้อย่างเหนียวแน่น จะมีก็เพียงแค่อาการบาดเจ็บเท่านั้นแหละที่จะเบียดเขาจากตำแหน่งในทีมได้

เดเล่ อัลลี่เริ่มต้นอาชีพจากการเป็นเด็กปั้นของมิลตัน คีน ดอน ก่อนที่สเปอร์สจะดึงตัวเขามาร่วมทีมเมื่ออายุ 19 ปีด้วยค่าตัวเพียงแค่ 5 ล้านปอนด์ ถึงตอนนี้เขาลงสนามให้ทัพไก่เดือยทองไปแล้วถึง 149 นัด และทำประตูไปถึง 49 ประตู ส่วนในนามทีมชาตินั้น อัลลี่ติดทีมเยาวชนมาแล้วทุกชุด และตอนนี้เขาเล่นในทีมชุดใหญ่ไปแล้ว 37 นัด และทำได้ 3 ประตู

เดเล่ อัลลี่ คือหนึ่งในนักกีฬาที่ชื่นชอบในศิลปะการสักบนเรือนร่าง และรอยสักของเขาล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับความศรัทธาและการปลุกใจนักสู้ในตัวของเขาทั้งสิ้น เราลองมาดูว่ารอยสักบนร่างกายของเขามีอะไรบ้าง

1.เจ้าหนูแบมแบม รับเบิล ที่แขนซ้าย

แน่นอนว่ารูปนี้ไม่เกี่ยวกับศรัทธาหรืออะไรทั้งสิ้น แต่เจ้าตัวสักรูปนี้เพราะตัวเขามีชื่อเล่นเดียวกันกับตัวการ์ตูนจากเรื่องฟลินท์สโตน คือ “แบมแบม” เนื่องจากชื่อเต็ม ๆ ของเขาคือ แบมมิเดเล่ อัลลี่ นั่นเอง

2.รอยสัก LOSER-LOVER

ที่เหนือข้อศอกซ้าย อัลลี่สักตัวอักษรคำว่า LOSER โดยมีตัว V สีแดงทับอยู่บนตัว S ซึ่งสื่อความหมายได้ว่า จะเป็นที่รัก หรือไอ้ขี้แพ้นั่นเอง

3.รูปคิงส์กับควีน บนหัวไหล่ขวา

อัลลี่สักรูปคิงส์กับควีนที่อยู่บนไพ่ไว้ตรงหัวไหล่ โดยเจ้าตัวบอกว่า เวลาเล่นไพ่ถ้าเขาได้ไพ่สองใบนี้เขามักจะเป็นผู้ชนะเสมอ คงประมาณว่าถ้ามีไพ่สองใบนี้ไว้กับตัว เขาจะไม่มีวันพ่ายแพ้นั่นเอง

4.รูปพระเจ้ากับนางฟ้า

อัลลี่สักรูปพระเจ้ากับนางฟ้าไว้บริเวณท่อนแขนขวา สื่อถึงศรัทธาที่เขามีต่อพระผู้เป็นเจ้า ในศาสนาคริสต์

5.Psalm 23:4

บนทรวงอกด้านซ้าย อัลลี่สักข้อความสั้น ๆ อันสื่อถึงข้อความในไบเบิ้ล ซึ่งมีใจความว่า
“แม้ข้าพระองค์เดินผ่านหุบเขาเงาแห่งความตาย ข้าพระองค์จะไม่หวาดกลัวความชั่วร้ายใด ๆ เพราะพระองค์สถิตกับข้าพระองค์ พระองค์ทรงปกป้องและนำทางข้าพระองค์ ทำให้ข้าพระองค์สบายใจ” นั่นคือเขาต้องการจะบอกว่าเขาจะไม่เกรงกลัวคู่ต่อสู้หน้าไหนทั้งนั้น

แม้ว่ารอยสักบนร่างกายของเดเล่ อัลลี่ จะยังไม่ได้มากมากมายเท่าใครหลายคน แต่รอยสักของเขาล้วนเต็มเปี่ยมไปด้วยศรัทธา และเหมาะจะเป็นรอยสักของผู้ที่มีจิตใจแห่งความเป็นนักสู้ ไม่ว่าจะในหรือนอกสนาม ไม่ว่าคู่ต่อสู้จะเป็นใคร เขาจะลงไปสู้โดยไม่เกรงกลัวผู้ใด เมื่อเขามีทุกอย่างที่เขาเชื่ออยู่บนร่างกายของเขาเอง

ตัวปัญหาหรือตัวความหวัง กับเรื่องคาราคาซังของ ปอล ป็อกบา

หลังตลาดหน้าหนาวปิดตัวลงไปเป็นที่เรียบร้อย แล้วดีลการย้ายทีมของปอล ป็อกบายังไม่เกิดขึ้น เป็นอันว่าเขายังอยู่กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดต่อไป แต่ก็ไม่รู้ว่าจะต่อไปอีกนานแค่ไหน เมื่อข่าวของเขากับทีมโน้นทีมนี้มีออกมาอยู่ตลอด และแฟน ๆ ยูไนเต็ดเองก็สุดจะเอือมระอากับพฤติกรรมของเจ้าตัวรวมทั้งผู้จัดการส่วนตัวอย่าง มิโน ไรโอล่า ผู้ขึ้นชื่อเรื่องความหน้าเงินซะเหลือเกิน

อดีตเด็กปั้นรายนี้ เคยมีเรื่องราวเกี่ยวกับผลประโยชน์และสัญญากับทีมมาตั้งแต่ถูกดันขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่ เมื่อตกลงด้านผลประโยชน์กันไม่ได้เขาจึงเลือกย้ายไปอยู่กับยูเวนตุสในอิตาลีแทน จนสุดท้ายเป็นยูไนเต็ดเองที่ต้องไปทุ่มเงินดึงตัวเขากลับมาด้วยค่าตัวสูงถึง 85 ล้านปอนด์ พร้อมค่าเหนื่อยมหาศาลของเจ้าตัว และแน่นอนว่าดีลนี้ทำให้ มิโน่ ไรโอล่ารวยเละ ด้วยเม็ดเงินขนาดนั้นทุกคนต่างคาดหวังในตัวเขาอย่างสูงลิ่วที่จะเข้ามายกระดับทีมให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง แต่สิ่งที่เขาทำกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะมันดูเหมือนว่าเขาจะสนใจเรื่องการใช้ชีวิตนอกสนามซะมากกว่าการเล่นฟุตบอล เขาดูเหมือนจะทุ่มเทให้กับโซเชียล แฟชั่น และการตัดผมซะมากกว่าการพัฒนาฟอร์มการเล่นของตัวเองและทีม จนได้รับฉายาว่าเป็นมิดฟิลด์ตัวตัดผม ไม่ใช่ตัวตัดเกม สุดท้ายฟอร์มในสนามของเขาก็ออกมาอย่างที่เห็น กระท่อนกระแท่นไม่เป็นชิ้นเป็นอัน เกมไหนเล่นดีก็ดีใจหาย เกมไหนไม่อยากเล่นก็เหมือนลงไปให้มันจบเกมซะอย่างงั้น

แน่นอนว่าเรื่องฝีเท้าของป็อกบาไม่มีใครกังขา เขาเก่งจริงสมเป็นมิดฟิลด์เบอร์ต้น ๆ ของโลกอย่างแน่นอน เพียงแต่ความกระหายและความทุ่มเทให้ทีมเท่านั้นที่มันทำให้เกิดคำถาม นอกจากการมีปัญหาส่วนตัวแล้วในฤดูกาลนี้เขายังโดนปัญหาอาการบาดเจ็บเล่นงานจนถึงขั้นต้องผ่าตัด และยังอยู่ในช่วงเวลาพักฟื้น ทำให้เขาได้ลงสนามให้กับทีมไปเพียงแค่ 8 เกมเท่านั้น ทำให้แผงมิดฟิลด์ของทีมอ่อนยวบจนต้องไปดึงบรูโน่ แฟร์นันด์สเข้ามาเสริมทีม และถ้าหากว่าฟอร์มของบรูโน่สามารถยกระดับเกมในแดนกลางของทีมได้ ถึงวันนั้นแฟน ๆ ที่สุดจะทนกับตัวเขาคงจะตะโกนเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่ต้องมีป็อกบาอยู่ในทีมก็ได้

ณ ตอนนี้ตัวของเขายังมีสัญญากับยูไนเต็ดอยู่ ยังไม่ได้ย้ายทีมไปไหน เพราะฉะนั้นอะไรก็เกิดขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นการอยู่ต่อหรือจากไป ถ้าเขาอยู่ต่อเพื่อพิสูจน์ตัวเองต่อเสียงวิจารณ์ของแฟน ๆ และเหล่าบรรดาผู้เกี่ยวข้องกับยูไนเต็ดทั้งหลาย แน่นอนว่าแผงมิดฟิลด์ของผีแดงจะแกร่งขึ้นแน่ เมื่อมีทั้งป็อกบาและบรูโน่ร่วมกันปั้นเกมรุก หรือเขาอาจจะย้ายออกไปเพื่อหาความท้าทายใหม่ ๆ อย่างที่ได้เคยให้สัมภาษณ์ไว้ และไม่ว่าเรื่องราวมันจะจบลงแบบไหน นอกเหนือจากความพอใจของสโมสรและตัวนักเตะแล้ว ปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดทิศทางของเรื่องนี้คือ ผลประโยชน์ที่มากพอของ มิโน่ ไรโอล่า นั่นเอง

โอกาสทองของทีมฟุตบอลอังกฤษระดับกลาง

ความแข็งแกร่งของทีม big 6 ในพรีเมียร์ลีกเป็นสิ่งที่หลายคนทราบดี ในฤดูกาลที่ผ่านมายิ่งประจักษ์ชัดเพราะ 4 ใน 6 ทีมเข้าชิงกันเองทั้งฟุตบอลถ้วยเล็กและถ้วยใหญ่ของยุโรป โดยที่สโมสรฟุตบอลจากลีกอื่น ๆ ไม่เคยทำได้มาก่อน ในฟุตบอลลีกเองก็เป็นเรื่องยากที่ทีมระดับรองจะสามารถแทรกตัวเข้าไปจบอันดับ 1-6 ของตารางได้เพราะทีมทั้งหกนั้นมีทั้งเม็ดเงิน นักเตะชั้นดีและผู้จัดการทีมมากฝีมือ แต่มาปีนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปเชลซีเสริมทัพไม่ได้และอาร์เซน่อลก็มีเม็ดเงินไม่เพียงพอต่อการทำทีม m88 ดูท่าจะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะเจาะให้ทีมระดับรองเหล่านี้ได้มีโอกาสลุ้นอันดับหัวตารางเสียจริง ๆ

เอฟเวอร์ตัน ทีมท็อฟฟี่สีน้ำเงินเป็นทีมเต็งที่จะทำภารกิจนี้สำเร็จมากที่สุด พวกเขามีผู้เล่นชั้นดี มีเจ้าของสโมสรที่ร่ำรวยและพร้อมจะให้ทุนในการเสริมเขี้ยวเล็บของทีม มาจนถึงตอนนี้เอฟเวอร์ตันได้ตัวอังเดร โกเมส มาจากบาร์เซโลน่าแล้วและกำลังลุ้นดึง เคิร์ท ซูม่า จากเชลซี ให้ความสนใจมัลคอล์มจากบาร์ซ่ารวมทั้งกำลังหว่านล้อมนิโกลาส เปเป้จากลีลล์อีกราย

เลสเตอร์ ซิตี้ องค์รวมของทีมจิ้งจอกสยามค่อนข้างน่าพอใจทั้งการได้กุนซือมากฝีมืออย่างเบร็นแดน ร็อดเจอร์สมาคุมทีม ผู้เล่นแกนหลักก็อยู่กันเกือบครบแถมเพิ่งคว้าตัวยูริ ตีเลอมองค์จากโมนาโก จัดการสอย อโยเซ่ เปเรสจากนิวคาสเซิ่ลและเชื่อว่าพวกเขายังจะไม่หยุดเสริมทัพเพื่อลุ้นอันดับไปเล่นฟุตบอลยุโรปอย่างแน่นอน

เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ทีมขุนค้อนเสียนักเตะไปหลายคนหนึ่งในนั้นคือคีย์แมนอย่างมาร์โก อาร์เนาโตวิช แต่พวกเขาก็เล็งตัวแทนไว้อย่างสมน้ำสมเนื้อโดยเป้าหมายก็คือกอนซาโล่ อิกวาอินกองหน้ามากประสบการณ์ชาวอาร์เจนไตน์ ซึ่งถ้าได้ตัวดาวยิงจากยูเว่มาร่วมทีมจริงประกอบกับหากซื้อผู้เล่นเข้ามาเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปได้และผู้เล่นแกนหลักของทีมกลับมาฟิตกันครบอันดับ 4-6 น่าจะลุ้นกันมันหยดเลยทีเดียว

วูฟแฮมตัน วันเดอร์เรอร์ส ทีมหมาป่าโชว์ฟอร์มได้เซอร์ไพรส์เหลือเกินในปีแรกบนเวทีพรีเมียร์ลีกนักเตะเนื้อหอมของทีมอย่างรูเบน เนเวส, ราอูล ฆิเมเนซ ที่ว่ากันว่าอาจเนื้อหอมในซัมเมอร์นี้กลับไม่มีทีมใดยื่นข้อเสนอซื้อตัว หากทั้งสองดาวดังรวมทั้งนักเตะแกนหลักของทีมคนอื่น ๆ อยู่กันครบและได้ดิเอโก้ คอสต้าจากแอตเลติโก้ มาดริดมาจริง ๆ ต้องบอกว่านี่คือหอกข้างแคร่ที่มองข้ามไม่ได้เลย

วัตฟอร์ดและบอร์นมัธ ด้วยสถานะทางการเงินและขนาดทีมของทั้งสองสโมสรความเป็นไปได้ในการลุ้นแย่งอันดับหัวตารางค่อนข้างลำบากกว่าทีมอื่น ๆ ที่เรากล่าวมา แต่อย่าลืมว่าทั้งสองทีมนี้เล่นฟุตบอลด้วยทีมเวิร์คและนักเตะที่เล่นกันมานานอย่างเข้าขารู้ใจก็พอมีสิทธิ์ให้ลุ้นแบบไกล ๆ อยู่เหมือนกัน

หากทีมอันดับรองเหล่านี้มองว่านี่คือโอกาสทองที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย ๆ และพยายามทุ่มสุดตัวเพื่อทำอันดับสู้กับทีมในกลุ่ม big 6 คงต้องบอกว่าพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลที่จะถึงนี้คงจะทวีความเข้มข้น ยกระดับให้ลีกฟุตบอลอังกฤษยิ่งแข็งแกร่งและน่าดูขึ้นไปอีกอย่างแน่นอน

ฤาจะถึงเวลาปิดตำนานมหาเทพ แดนนี่ เวลเบ็ค

แดนนี่ เวลเบ็ค เป็นนักเตะที่มีทั้งความเร็ว ความคล่องตัว และทักษะฟุตบอลที่ดีเยี่ยม ในยามที่เขาฟิตสมบูรณ์เขาสามารถสร้างความปั่นป่วนให้แนวรับฝั่งตรงข้ามได้เสมอเพียงแต่อดีตกองหน้าทีมชาติอังกฤษผู้นี้มักจะไม่เคยฟิตปั๋งเกินสามเกมเลยในช่วงสองปีหลัง ปัญหาอาการบาดเจ็บเรื้อรังนี้ส่งผลให้อาร์เซน่อลไม่คิดจะต่อสัญญาและปล่อยให้แดนนี่กลายเป็นนักเตะไร้สังกัดตั้งแต่วันที่ 1 กรกฏาคม 2019

เดิมทีเวลเบ็คเป็นนักเตะที่ท่านเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสันปลุกปั้นขึ้นมา เขาโชว์ฟอร์มได้สมราคาดาวรุ่งอันดับหนึ่งของทีมชุดแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาล 2012-2013 แต่หลังจากท่านเซอร์วางมือไปเวลเบ็คก็มีช่วงชีวิตที่ลุ่ม ๆ ดอน ๆ มาตลอด เดอะ โชเซ่น วัน หรือ ดาวิด มอยส์เข้ามารับหน้าที่กุมบังเหียนแมนฯยูฯแทน โดยแนวทางการทำทีมของอดีตกุนซือเอฟเวอร์ตันคือแบบอนุรักษ์นิยมที่มุ่งเน้นจะใช้นักเตะชุดเดิมซึ่งเป็นสมบัติที่ท่านเซอร์ อเล็กซ์ฯ ทิ้งไว้ให้ แดนนี่ เวลเบ็คถือเป็นหนึ่งในนักเตะในกลุ่มที่ได้รับโอกาสจากดาวิด มอยส์มากที่สุดแม้ฟอร์มจะขึ้น ๆ ลง ๆ เล่นไม่เป็นทีม และที่เป็นเครื่องหมายการค้าเลยก็คือการโชว์สกิลชั้นสูงที่ไม่เคยประสบความสำเร็จ หนึ่งในช็อตโชว์สกิลที่แฟนบอลจำได้ดีคือการได้หลุดเดี่ยวกว่าครึ่งสนามเข้าไปดวลกับมานูเอล นอยเออร์นายทวารมือหนึ่งของทีมเสือใต้ แทนที่เขาจะยิงง่าย ๆ ไปที่มุมใดมุมหนึ่งแดนนี่กลับลากบอลจี้เข้าไปหาประตูร่างยักษ์ก่อนบรรจงชิพลูกหวังให้ข้ามหัวเข้าประตูแบบเท่ ๆ ทว่าลูกฟุตบอลที่ออกจากเท้าของเขากลับสูงแค่ระดับเอวของนอยเออร์และนายทวารอันดับหนึ่งของโลกก็ไม่พลาดปัดทิ้งออกไปแบบชิล ๆ ด้วยความที่โชว์ฟอร์มสุดฮาสื่ออย่าง devil magazine จึงตั้งสมญานามให้เขาว่า “มหาเทพเวลเบคิอุส บุตรแห่งมอยส์” ให้พ้องกับภาพยนตร์ดังแนวเทพเจ้าในช่วงเวลานั้น

หลังจากผู้ที่ถูกเลือกอย่างดาวิด มอยส์เด้งจากเก้าอี้ มหาเทพฯ ก็ไม่พ้นถูกยูไนเต็ดยุคเมก้า โปรเจ็คปล่อยตัวให้อาร์เซน่อลไปสานต่อความฮาในราคา 15 ล้านปอนด์ จะว่าไปก็ลางเนื้อชอบลางยาแทนที่จะไปสโมสรอื่นเวลเบ็คกลับเลือกจรดปากกากับทีมที่ขึ้นชื่อเรื่องนักเตะบาดเจ็บ จากนั้นชีวิตนักฟุตบอลของเขาก็วน ๆ เวียน ๆ อยู่กับโรงหมอแบบไม่ขาด ลงหนึ่งเกมเจ็บไปอีกสามเกม ลงเล่นสามเกมเจ็บไปห้าเกมอย่างนี้ร่ำไป ห้าฤดูกาลกับทีมปืนใหญ่มหาเทพฯลงเล่นไปเพียง 126 เกมยิงประตู 32 ลูกจ่ายให้เพื่อนอีก 12 ลูก เกินครึ่งเป็นการลงสนามในฐานะตัวสำรองและฤดูกาลล่าสุดได้ลงสัมผัสผืนหญ้าไปเพียง 14 เกมเท่านั้น

สภาพร่างกายในตอนนี้ของแดนนี่ เวลเบ็คทำให้หลาย ๆ สโมสรกังวลไม่กล้ายื่นข้อเสนอให้และตัวเขาเองก็ยังไม่รู้ว่าจะฟิตสมบูรณ์เมื่อไร ณ.ขณะนี้เขามีอายุ 28 ปีแล้วและหากอาการบาดเจ็บยังไม่ดีขึ้นก็มีความเป็นไปได้สูงที่เขาจะเป็นอีกหนึ่งนักเตะที่แขวนสตั๊ดก่อนวัย 30 ปีเพราะสภาพร่างกายไม่เอื้ออำนวย

ดิ๊ก ลอว์ ชายผู้ก่อให้เกิดตำนาน 40+1

อาร์เซน่อลสโมสรใหญ่แห่งกรุงลอนดอนเคยเป็นสโมสรระดับแม่เหล็กที่บรรดาดาวดังอยากย้ายไปร่วมทีม ด้วยชื่อชั้นของผู้จัดการทีมอย่างอาร์แซน เวนเกอร์บวกกับสถานะของสโมสรที่มั่นคงจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ในช่วงระยะเวลาสิบห้าปีที่ผ่านมาพวกเขาเคยเกือบได้ตัวทั้งคริสเตียโน่ โรนัลโด้และเลโอเนล เมสซี่มาแล้ว แต่กรณีของทั้งคู่ไม่ปรากฏเป็นข่าวดังเหมือนอย่างกรณีของหลุยส์ ซัวเรส เคสของเหยินจอมกัดแม้ไม่บรรลุข้อตกลงได้จริงแต่ก็กลายเป็นประเด็นที่ทั้งโลกฟุตบอลไม่มีวันลืมกับเหตุการณ์ 40 ล้านกับอีก 1 ปอนด์อันลือลั่นสั่นสะเทือนวงการฟุตบอล

ในปี 2013 ลิเวอร์พูลที่สถานะของทีมในตอนนั้นเป็นเพียงทีมลุ้นโควต้าแชมเปี้ยนส์ลีกถูกสโมสรระดับลุ้นแชมป์อย่างอาร์เซน่อลป่วนหนักด้วยการแสดงเจตจำนงค์ว่าจะเอาหลุยส์ ซัวเรสให้ได้ ซึ่งซัวเรสเองก็มีใจอ้อนวอนสโมสรให้ปล่อยตัวเขาไปซบทีมปืนใหญ่เพราะเห็นว่าอยู่กับทีมหงส์แดงโอกาสได้แชมป์สักรายการเป็นอะไรที่ยากจนแทบเป็นไปไม่ได้ ทว่าทีมหงส์แดงไม่ต้องการเงิน 25 ล้านปอนด์ที่อาร์เซน่อลเสนอให้ ข่าวตอนนั้นว่าพวกเขาตั้งค่าฉีกสัญญาศูนย์หน้าอุรุกวัยไว้ที่ 40 ล้านปอนด์ขึ้นไป ทีมการเงินของอาร์เซน่อลไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยื่นเงินให้มากกว่า 40 ล้านปอนด์เท่านั้นพวกเขาจึงยื่นข้อเสนอ 40 ล้านกับอีก 1 ปอนด์ให้ลิเวอร์พูลพิจารณา แน่นอนว่านี่มันคือการไม่ให้ความเคารพต่อสโมสรลิเวอร์พูลแถมยังดูขี้เหนียวสุด ๆ แทนที่จะเป็น 40.5 หรือ 41 ล้านปอนด์ให้ดูสวย ๆ แต่ทีมปืนใหญ่กลับเลือกวิธีหัวหมอ ความขี้เหนียวนี้ของอาร์เซน่อลถูกจอห์น เฮนรี่เจ้าของสโมสรลิเวอร์พูลออกมาตำหนิแกมเสียดสีเลยว่า “พวกเขาเสพย์อะไรเข้าไป พวกเขาเมาควันอะไรกัน?” ข่าวนั้นนำมาซึ่งความอับอายแก่ทีมปืนใหญ่และเป็นที่มาของรหัส 40+1 กับ 40+1senal ที่พูดกันอย่างสนุกปากจนถึงทุกวันนี้

ผ่านมา 6 ปี ดิ๊ก ลอว์ หัวหน้าทีมบริหารนโยบายซื้อขายนักเตะของ 40+1senal เพิ่งเอะใจนึกขึ้นได้ว่าเรื่องนี้มันช่างเสื่อมเสียจึงเพิ่งไหวตัวแล้วออกมาแก้ข่าวกับสื่อในเดือนกรกฏาคม 2019 นี้ว่าเรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง ตัวเลข 40 ล้านปอนด์ไม่ใช่ค่าฉีกสัญญาแต่มันคือเงื่อนไขในสัญญาที่ระบุว่าหากทีมใดต้องการเปิดฉากการหารือกับผู้บริหารของลิเวอร์พูลเกี่ยวกับตัวเจ้าเหยินต้องแสดงความจริงใจยื่นข้อเสนอเข้าไปเกินตัวเลขนั้นก่อน พูดง่าย ๆ คือมันมีไว้เพื่อให้ทั้งสองทีมได้เปิดฉากพูดคุยกันเท่านั้น ต่ำกว่าตัวเลขดังกล่าวทีมหงส์แดงจะไม่ยอมเจรจาและ 40 ล้านบวกหนึ่งปอนด์หรือ 45 ล้านปอนด์มันก็มีค่าเท่ากันเพราะตัวเลขนี้ไม่ใช่ราคาค่าตัวนักเตะ ซัวเรสไม่ได้มีค่าฉีกสัญญาแต่อย่างใด

ไม่ทราบว่าเป็นคำสาปอะไรสโมสรอย่างอาร์เซน่อลถึงได้ทำอะไรเชื่องช้า ผิดจังหวะจะโคน ทำเรื่องพิลึก ๆ ไปเสียหมด หกปีผ่านไปผู้รับผิดชอบตัวจริงของเรื่องนี้เพิ่งจะออกมาแก้ข่าวปล่อยให้สโมสร ตัวอาร์แซน เวนเกอร์ รวมทั้งบอร์ดบริหารเป็นตัวโจ๊กที่ถูกสื่อและแฟนบอลล้อเลียนมานานโข การเปิดเผยความจริงในเวลานี้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้เลยเพราะเหตุการณ์ 40+1 เป็นตำนานของโลกฟุตบอลไปแล้วและแม้จะมีความจริงมาหักล้างแต่แฟนฟุตบอลก็ยังคงชื่นชอบ 40+1 และยังจะนำมาเล่นกันต่อไปเพราะเรารู้สึกว่ามันฮาเกินกว่าจะลบออกจากความทรงจำ

เมมฟิส เดอปาย รอยสักทำให้กลับสู่ฟอร์มอันโหดร้าย

แฟน ๆ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดหรือแฟนฟุตบอลพรีเมียร์ลีกคงจำเมมฟิส เดอปายศูนย์หน้าชาวเนเธอร์แลนด์ได้เป็นอย่างดี เดิมทีกองหน้าทีมกังหันลมผู้นี้เคยเป็นหนึ่งในดาวรุ่งที่น่าจับตามองที่สุดในยุโรป เขาแจ้งเกิดเต็มตัวกับทีมชาติเนเธอร์แลนด์ในฟุตบอลโลกปี 2014 ผลพวงจากฟอร์มอันโดดเด่นนั้นทำให้ไม่กี่เดือนต่อมาเขาได้สวมยูนิฟอร์มของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดสมใจโดยไม่รู้ตัวเลยว่านั่นคือจุดเริ่มของความขมขื่น

การเข้าไปเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดของตระกูลเกลเซอร์ถูกต่อต้านจากบรรดาเร้ด อาร์มี่มาตลอดและพวกเขาทราบดีว่าหากจะหยุดกระแสด้านลบนั้นต้องบริหารทีมให้ถูกใจบรรดาสาวกเท่านั้น การเอาใจแฟนบอลรูปแบบไหนคงไม่เอนเตอร์เทนเท่าการซื้อนักเตะชื่อดังเข้าสู่ทีมและเดอปายดาวเตะเนื้อหอมในขณะนั้นก็คือหนึ่งในชื่อที่ทำให้เสียงวิจารณ์ตระกูลเกลเซอร์ลดลง แฟนผีต้องการให้ทีมคว้านักเตะหนุ่มคนนี้จากพีเอสวี ไอน์โฮเฟ่นเพราะเห็นถึงศักยภาพที่จะยกระดับทีมได้ แถมเดอปายยังมีความกระหายในชัยชนะซึ่งเป็นคุณสมบัติที่นักเตะในทีมปีศาจแดงขาดหายไปแสนนาน ปีแรกที่ได้ลงสนามรับใช้ทีมดังจากเมืองแมนเชสเตอร์เขาโชว์ฟอร์มได้สมน้ำสมเนื้อในฐานะนักเตะดาวรุ่ง แต่พอเข้าสู่ปีถัดไปฟอร์มของปีกกล้ามแน่นก็ค่อย ๆ หายไปกับสายลมพร้อมกับอาการบาดเจ็บที่คอยรังควาน แฟนบอลปีศาจแดงที่เคยหนุนหลังต่างกลับกลายอยากให้ทีมปล่อยตัวเขาออกไปเพราะเห็นว่าพัฒนาการของเดอปายหยุดนิ่งอยู่กับที่และทีมต้องการนักเตะสำเร็จรูปที่ใช้ได้เลยมากกว่าต้องมาปลุกปั้นกันอีก สิริรวมแล้วลงสนาม 50 นัดทำไป 7 ประตูกับอีก 9 แอสซิสต์เป็นสถิติสุดจุ๋มจิ๋มของเดอปายตลอดสองปีกับแมนฯยูไนเต็ด

เดอปายไม่อยู่ในแผนของกุนซือผู้มาใหม่อย่างมูริญโญ่จึงถูกโละขายให้โอลิมปิค ลียงในฝรั่งเศส บนแดนน้ำหอมปีกตกอับได้ฉายแสงอีกครั้ง เพียงไม่กี่เกมในลีก เอิงเขาก็ปรับตัวได้และกลับมามีชื่อบนสกอร์บอร์ด จากนั้นไม่นานเดอปายก็ต้องได้รับบทศูนย์หน้าจำเป็นและเขาก็ไม่ทำให้ทีมผิดหวังแม้จะไม่ใช่ตำแหน่งธรรมชาติของเขาก็ตาม เจ้าหนุ่มจากฮอลแลนด์จัดการกระซวกตาข่ายอย่างโหดเหี้ยม กระหน่ำยิงอย่างไม่หยุดยั้งตลอดสามปีที่ค้าแข้งกับลียงเขาทำสถิติลงเล่นในลีก เอิง 89 นัดยิงไป 34 ประตูกับอีก 31 แอสซิสต์ การคัมแบ็กกลับสู่ฟอร์มโหดเช่นนี้สำนักข่าวจึงไม่รอช้าจับเจ้าตัวมานั่งสัมภาษณ์ว่ามีเคล็ดลับอะไรซ่อนอยู่ ศูนย์หน้าฟอร์มฮอตเลยได้โอกาสเปิดใจกล่าวถึงรอยสักที่เป็นเหมือนขุมพลังของเขาอย่างคมคาย

“รอยสักรูปใบหน้าสิงโตที่แผ่นหลังของผมมันคือผมเอง…ผมรู้สึกว่าตัวเองคือสัตว์ป่าที่ถือกำเนิดและเติบโตขึ้นในป่าที่เต็มไปด้วยภัยอันตราย สิงโตตัวนี้ต้องผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก ก้าวย่างเท้าลงบนผืนแผ่นดินอันขรุขระจนเท้าของมันเต็มไปด้วยบาดแผล และเมื่อผ่านสิ่งเหล่านั้นไปได้มันจะกลายเป็นราชาแห่งป่าและยืนหยัดอย่างภาคภูมิใจด้วยเท้าอันหยาบกระด้างของมันเอง”

หลังจากมีรอยสักรูปใบหน้าสิงโตเต็มแผ่นหลัง ทุกครั้งที่เมมฟิส เดอปายมองดูรอยสักสุดอลังการนั้นจากกระจกสะท้อนเขาจะให้คำมั่นกับตัวเองเสมอว่า ต้องกลับมาเป็นราชาบนฟลอร์หญ้าอีกครั้งด้วยสองขาของตัวเอง แม้หนทางจะยากเย็นก็ต้องอดทนฝ่าไปเช่นเดียวกับสิงโตที่เท้าของมันเต็มไปด้วยบาดแผล น่าเสียดายที่เมื่อรอยสักนี้เสร็จสมบูรณ์เป็นช่วงที่เขาต้องอำลาแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดไปซบอกลียงพอดี ไม่อย่างนั้นแฟนบอลแมนฯยูฯอาจจะได้เห็นเมมฟิส เดอปายระเบิดพลังแห่งราชสีห์อยู่ในสนามโอล แทรฟฟอร์ดจนถึงทุกวันนี้ก็เป็นไปได้

สูตรสำเร็จฉบับ FC Barcelona

“รูปแบบ” เป็นตัวกำหนดตัวแปร วิธีการ จนไปถึงผลลัพธ์ที่ตามมา รูปแบบหลาย ๆ อย่างที่ตายตัว ใช้งานได้จริง ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเราเรียกกันว่าสูตรสำเร็จ สูตรสำเร็จเหล่านี้อยู่ในทุกสิ่งรอบตัวเราไม่ว่าจะเป็นคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ แต่ใครจะนึกว่าสูตรสำเร็จฉบับซื้อตัวซูเปอร์สตาร์จะมีอยู่ในวงการฟุตบอลด้วย สูตรสำเร็จที่ว่านี้มีวิธีการอย่างไรและใครใช้มันได้ผลบ้างมาดูกัน

เอฟซี บาร์เซโลน่าเป็นสโมสรยักษ์ใหญ่ที่มีพร้อมทั้งสนามแข่งขันความจุมหาศาล ความสำเร็จระดับประเทศ ระดับทวีปหรือแม้แต่ระดับโลกก็ได้ครองมาแล้ว ถิ่นคัมป์ นูคือศูนย์รวมนักฟุตบอลระดับฝีเท้าเหนือมนุษย์ เต็มไปด้วยนักฟุตบอลระดับแม่เหล็กผู้ซึ่งมีดีกรีเป็นนักเตะทีมแชมป์โลก เป็นเบอร์ต้น ๆ ของโลก หรือนักเตะยอดเยี่ยมรางวัลฟีฟ่า บัลลงดอร์ จะเรียกว่าสโมสรใหญ่ในแดนกระทิงดุไม่เคยขาดนักเตะระดับซูเปอร์สตาร์เลยก็ว่าได้ ส่วนสำคัญที่ทำให้พวกเขาไม่เคยขาดแคลนนักเตะชั้นดีก็คือความร่ำรวยของสโมสรและความสำเร็จที่เป็นชิ้นเป็นอัน จับต้องได้ แทบทุกฤดูกาลพวกเขาจะมีถ้วยรางวัลประดับตู้โชว์ของสโมสรอย่างน้อย ๆ ก็หนึ่งใบจนเป็นเรื่องธรรมดาไปเลย ดังนั้นไม่ว่าพวกเขาต้องการนักเตะของทีมไหนกว่า 80-90% มักจะไม่พลาดได้เซ็นสัญญาเสมอ แต่ถึงกระนั้นบางสโมสรก็ไม่ได้อยากเสียดาวดังของพวกเขาให้กับทีมเจ้าบุญทุ่มแม้จะเป็นเงินก้อนใหญ่ขนาดไหนก็ตาม

กรณีนักเตะอยากย้ายไปบาร์เซโลน่าแต่ต้นสังกัดพยายามรั้งไว้เกิดขึ้นบ่อย ๆ เพราะทุกสโมสรไม่อยากเป็นลูกไล่ถูกบาร์ซ่าดูดนักเตะชั้นดีออกจากทีมไปเรื่อย ๆ สโมสรต่าง ๆ จึงพยายามแข็งข้อโดยตั้งค่าตัวนักฟุตบอลคนนั้น ๆ ให้แพงลิบลิ่วทำให้เป็นอุปสรรคในการปิดดีล และแทบทุกครั้งที่เกิดกรณีเช่นนี้จะมีเหตุการณ์แบบเดจาวูเกิดขึ้นเหมือน ๆ กันช่วงเริ่มเก็บตัวฝึกซ้อมปรี ซีซั่น หลายคนให้คำนิยามสิ่งนี้ว่า “สูตรสำเร็จของบาร์ซ่า” ในปี 2011 เชส ฟาเบรกัส ปี 2017 ฟิลิเป้ คูติญโญ่ และ อุสมาน เด็มเบเล่ ปี 2019 อองตวน กรีซมันน์กับเนย์มาร์ ทุกรายนามตามไทม์ไลน์แสดงออกถึงความไม่เป็นมืออาชีพพยายามแข็งข้อกับต้นสังกัดด้วยการไม่ไปรายงานตัวเข้าแคมป์ฝึกซ้อมก่อนเปิดฤดูกาลเพื่อบีบให้ต้นสังกัดยินยอมปล่อยตัวพวกเขาให้บาร์เซโลน่าแต่โดยดี

หากจะบอกว่าบาร์เซโลน่ามีส่วนรู้เห็นกับความประพฤติเช่นนี้ของนักเตะคงจะเป็นการกล่าวหาที่ร้ายแรงเกินไป แต่ถ้าถามอาร์เซน่อล, ลิเวอร์พูล, โบรุสเซีย ดอร์ทมุน พวกเขาต่างเคยจวกทีมต่างดาวออกสื่อตรง ๆ เลยว่าแอบเจรจากับนักเตะลับหลังต้นสังกัด มีการยุยง เป่าหูให้นักเตะของพวกเขาก่อกบฏ ล่าสุดแอตเลติโก้ มาดริดสโมสรร่วมลา ลีก้าไม่ยอมให้บาร์ซ่าทำตัวเป็นขาใหญ่อีกต่อไป กรณีหายหัวไม่ไปรายงานตัวของกรีซมันน์ถึงจุดแตกหัก พวกเขาออกแถลงการณ์โจมตีบาร์ซ่าและเตรียมนำเรื่องนี้รายงานต่อทั้งยูฟ่าและฟีฟ่าเพื่อพิจารณาบทลงโทษต่อไป