โอกาสทองของทีมฟุตบอลอังกฤษระดับกลาง

ความแข็งแกร่งของทีม big 6 ในพรีเมียร์ลีกเป็นสิ่งที่หลายคนทราบดี ในฤดูกาลที่ผ่านมายิ่งประจักษ์ชัดเพราะ 4 ใน 6 ทีมเข้าชิงกันเองทั้งฟุตบอลถ้วยเล็กและถ้วยใหญ่ของยุโรป โดยที่สโมสรฟุตบอลจากลีกอื่น ๆ ไม่เคยทำได้มาก่อน ในฟุตบอลลีกเองก็เป็นเรื่องยากที่ทีมระดับรองจะสามารถแทรกตัวเข้าไปจบอันดับ 1-6 ของตารางได้เพราะทีมทั้งหกนั้นมีทั้งเม็ดเงิน นักเตะชั้นดีและผู้จัดการทีมมากฝีมือ แต่มาปีนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปเชลซีเสริมทัพไม่ได้และอาร์เซน่อลก็มีเม็ดเงินไม่เพียงพอต่อการทำทีม m88 ดูท่าจะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะเจาะให้ทีมระดับรองเหล่านี้ได้มีโอกาสลุ้นอันดับหัวตารางเสียจริง ๆ

เอฟเวอร์ตัน ทีมท็อฟฟี่สีน้ำเงินเป็นทีมเต็งที่จะทำภารกิจนี้สำเร็จมากที่สุด พวกเขามีผู้เล่นชั้นดี มีเจ้าของสโมสรที่ร่ำรวยและพร้อมจะให้ทุนในการเสริมเขี้ยวเล็บของทีม มาจนถึงตอนนี้เอฟเวอร์ตันได้ตัวอังเดร โกเมส มาจากบาร์เซโลน่าแล้วและกำลังลุ้นดึง เคิร์ท ซูม่า จากเชลซี ให้ความสนใจมัลคอล์มจากบาร์ซ่ารวมทั้งกำลังหว่านล้อมนิโกลาส เปเป้จากลีลล์อีกราย

เลสเตอร์ ซิตี้ องค์รวมของทีมจิ้งจอกสยามค่อนข้างน่าพอใจทั้งการได้กุนซือมากฝีมืออย่างเบร็นแดน ร็อดเจอร์สมาคุมทีม ผู้เล่นแกนหลักก็อยู่กันเกือบครบแถมเพิ่งคว้าตัวยูริ ตีเลอมองค์จากโมนาโก จัดการสอย อโยเซ่ เปเรสจากนิวคาสเซิ่ลและเชื่อว่าพวกเขายังจะไม่หยุดเสริมทัพเพื่อลุ้นอันดับไปเล่นฟุตบอลยุโรปอย่างแน่นอน

เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ทีมขุนค้อนเสียนักเตะไปหลายคนหนึ่งในนั้นคือคีย์แมนอย่างมาร์โก อาร์เนาโตวิช แต่พวกเขาก็เล็งตัวแทนไว้อย่างสมน้ำสมเนื้อโดยเป้าหมายก็คือกอนซาโล่ อิกวาอินกองหน้ามากประสบการณ์ชาวอาร์เจนไตน์ ซึ่งถ้าได้ตัวดาวยิงจากยูเว่มาร่วมทีมจริงประกอบกับหากซื้อผู้เล่นเข้ามาเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปได้และผู้เล่นแกนหลักของทีมกลับมาฟิตกันครบอันดับ 4-6 น่าจะลุ้นกันมันหยดเลยทีเดียว

วูฟแฮมตัน วันเดอร์เรอร์ส ทีมหมาป่าโชว์ฟอร์มได้เซอร์ไพรส์เหลือเกินในปีแรกบนเวทีพรีเมียร์ลีกนักเตะเนื้อหอมของทีมอย่างรูเบน เนเวส, ราอูล ฆิเมเนซ ที่ว่ากันว่าอาจเนื้อหอมในซัมเมอร์นี้กลับไม่มีทีมใดยื่นข้อเสนอซื้อตัว หากทั้งสองดาวดังรวมทั้งนักเตะแกนหลักของทีมคนอื่น ๆ อยู่กันครบและได้ดิเอโก้ คอสต้าจากแอตเลติโก้ มาดริดมาจริง ๆ ต้องบอกว่านี่คือหอกข้างแคร่ที่มองข้ามไม่ได้เลย

วัตฟอร์ดและบอร์นมัธ ด้วยสถานะทางการเงินและขนาดทีมของทั้งสองสโมสรความเป็นไปได้ในการลุ้นแย่งอันดับหัวตารางค่อนข้างลำบากกว่าทีมอื่น ๆ ที่เรากล่าวมา แต่อย่าลืมว่าทั้งสองทีมนี้เล่นฟุตบอลด้วยทีมเวิร์คและนักเตะที่เล่นกันมานานอย่างเข้าขารู้ใจก็พอมีสิทธิ์ให้ลุ้นแบบไกล ๆ อยู่เหมือนกัน

หากทีมอันดับรองเหล่านี้มองว่านี่คือโอกาสทองที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย ๆ และพยายามทุ่มสุดตัวเพื่อทำอันดับสู้กับทีมในกลุ่ม big 6 คงต้องบอกว่าพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลที่จะถึงนี้คงจะทวีความเข้มข้น ยกระดับให้ลีกฟุตบอลอังกฤษยิ่งแข็งแกร่งและน่าดูขึ้นไปอีกอย่างแน่นอน

2 นักฟุตบอลดังชื่อก้องโลกที่ชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

“กีฬาฟุตบอล” เป็นกีฬาสากลที่แทบทุกประเทศทั่วโลกรู้จักและให้ความนิยมชื่นชอบในการเล่นเป็นอย่างมาก มักนำมาเป็นกีฬาสำหรับการแข่งขันกันระหว่างโรงเรียน ชุมชน องค์กร สถาบันทั้งในระดับประเทศ ภาคพื้นทวีปและระดับโลก ซึ่งก็มีนักฟุตบอลอาชีพชื่อดังมากมายที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันในระดับโลก ที่ใช้ความสามารถในการเล่นฟุตบอลของพวกเขาทำมาหาเลี้ยงชีพ และสามารถพลิกชีวิตของทั้งตัวพวกเขาเองและครอบครัวให้กลายมาเป็นคนที่มีความร่ำรวยมั่งคั่ง ทั้ง ๆ ที่ชีวิตเริ่มต้นจากจุดที่อาจจะเรียกว่าจากศูนย์เลยก็ว่าได้ เราไปรู้จักกับ 2 นักเตะฟุตบอลที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลก ที่เบื้องหลังกว่าจะมาเป็นนักเตะที่เป็นที่รู้จักนั้น พวกเขาต้องผ่านอะไรกันมาบ้างกันเลยดีกว่า

1.เริ่มกันที่ ลิโอเนล อันเดรส เมสซิ กูซิตินิ นักเตะตัวเล็กพริกขี้หนูที่มีฝีเท้าที่น่ากลัวอย่างที่ใคร ๆ หลายคนทั่วโลกเรียกเขาว่า “เจ้าหนูเมสซิ” โดยเมสซิเป็นนักบอลคนหนึ่งจากประเทศอาร์เจนตินาที่เป็นขวัญใจแฟนบอลจำนวนมากบนเว็บ VWIN แถมเขายังได้รับสัญชาติจากประเทศสเปนอีกด้วย เขาเป็นนักบอลที่มีความสามารถสูงมาก ๆ ระดับโลกคนหนึ่งในยุคของเขา แต่ชีวิตวัยเด็กของเขาก็ไม่ง่ายดายเท่าไหร่นัก เมสซิเป็นเด็กที่ชื่นชอบการเล่นฟุตบอลเป็นชีวิตจิตใจถึงแม้ว่าเขาจะตัวเล็กกว่าเพื่อน ๆ ในทีมคนอื่น ๆ ที่เล่นด้วยกัน แต่ด้วยความที่เขาอาศัยฝีเท้าที่รวดเร็ว ประกอบกับความคล่องตัวที่มีก็ทำให้เขากลายเป็นนักเตะที่มีความโดดเด่นได้ไม่ยาก

แต่เนื่องจากปัญหาเกี่ยวกับฮอร์โมนการเจริญเติบโต (Growth Hormone) ทำให้หมอสั่งห้ามไม่ให้เขาเล่นกีฬา หากไม่ได้รับการผ่าตัดเสียก่อน ซึ่งทางบ้านของเขามีฐานะที่ธรรมดามาก ๆ ค่อนไปทางยากจน จึงเป็นไปได้ยากที่ครอบครัวเขาจะสามารถหาเงินมารักษาตัวให้เขาได้ ความหวังของเขาริบหรี่ลงเต็มที แต่ก็ยังโชคดีที่ด้วยศักยภาพของเขาเองไปเข้าตาคนจากสโมสรบาร์เซโลน่าเข้า ทำให้เขาได้รับการยื่นข้อเสนอการออกค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดให้แลกกับการที่เขาต้องไปเป็นนักเตะอยู่ที่ประเทศสเปน และนี่เองคือจุดเริ่มต้นของเส้นทางนักเตะฟุตบอลอาชีพของเมสซิ

2. การ์โลส อัลเบร์โต มาร์ติเนซ เตเบซ เป็นอีกหนึ่งนักเตะชาวอาร์เจนติน่าที่ชีวิตวัยเด็กของเขาต้องฝ่าฟันกับสิ่งต่าง ๆ ชนิดที่เรียกว่าสาหัสสากรรจ์เลยทีเดียว โดยเตเบซเกิดในย่านสลัม ซึ่งเป็นชุมชนแออัดแห่งหนึ่งในประเทศอาร์เจนตินา ซึ่งบ้านของเขารายล้อมไปด้วยเพื่อนบ้านที่ประกอบอาชีพผิดกฎหมาย ไล่ตั้งแต่ลักเล็กขโมยน้อย ค้าอาวุธเถื่อน ไปจนกระทั่งการค้ายาเสพติด ซึ่งตัวเขาเองก็เคยยอมรับว่าเคยติดยาอยู่ช่วงหนึ่ง แต่ด้วยความที่คิดได้จึงเลิกยาในที่สุด นอกจากนี้ในวัยที่ยังไม่ถึงหนึ่งขวบเต็มดี เขาก็ต้องพบกับอุบัติเหตุจากน้ำร้อนลวกที่บริเวณคอไปจนถึงหน้าอก นั่นทำให้เกิดรอยแผลเป็นขนาดใหญ่บนร่างกายของเขา ซึ่งยังไม่นับรวมสภาพฟันที่บิดเบี้ยวผิดรูปซึ่งเกิดจากการชกต่อยเพื่อเอาชีวิตรอดอยู่ข้างถนน

แต่น่าแปลกที่ต่อให้เขาจะมีเงินทองมากมายที่หามาได้จากการเตะฟุตบอลอาชีพสักเพียงใด เขาก็ไม่เคยคิดที่จะไปศัลยกรรมบาดแผลเหล่านั้นเลย โดยเขามักจะให้เหตุผลว่าแผลเป็นดังกล่าวนั้นมันช่วยย้ำเตือนให้เขาระลึกได้ว่าเขามาจากจุดไหน อีกทั้งเขายังไม่เคยบอกเลยว่าชีวิตวัยเด็กเขาไม่ดี เขาคิดว่าสิ่งที่เขาเจอมานั้นมันดีที่สุดแล้ว มันดีพอที่จะผลักดันให้เขามาอยู่ ณ จุดสูงสุดของชีวิตเขา ด้วยการเคยได้สถิติเป็นนักบอลที่มีค่าตัวสูงสุดในโลก และเขาจะมาอยู่ ณ จุดที่ดีต่าง ๆ ในชีวิตไม่ได้เลยหากไม่รับโอกาสที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตเขา นั่นก็คือการได้เข้าร่วมเป็นนักเตะของทีมกับอคาเดมี่ โบค่า จูเนียร์ส นั่นเอง

จะเห็นได้ว่าทั้ง 2 นักเตะที่กล่าวมานั้น แม้ว่าชีวิตของพวกเขาจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ด้วยความสามารถ ความมุมานะอุตสาหะ ความรักดีของพวกเขา ก็ทำให้เขาทั้งคู่สามารถสร้างทางเดินชีวิตที่ดีและมั่นคงให้กับตนเองและคนที่รักได้ในที่สุด

ฤาจะถึงเวลาปิดตำนานมหาเทพ แดนนี่ เวลเบ็ค

แดนนี่ เวลเบ็ค เป็นนักเตะที่มีทั้งความเร็ว ความคล่องตัว และทักษะฟุตบอลที่ดีเยี่ยม ในยามที่เขาฟิตสมบูรณ์เขาสามารถสร้างความปั่นป่วนให้แนวรับฝั่งตรงข้ามได้เสมอเพียงแต่อดีตกองหน้าทีมชาติอังกฤษผู้นี้มักจะไม่เคยฟิตปั๋งเกินสามเกมเลยในช่วงสองปีหลัง ปัญหาอาการบาดเจ็บเรื้อรังนี้ส่งผลให้อาร์เซน่อลไม่คิดจะต่อสัญญาและปล่อยให้แดนนี่กลายเป็นนักเตะไร้สังกัดตั้งแต่วันที่ 1 กรกฏาคม 2019

เดิมทีเวลเบ็คเป็นนักเตะที่ท่านเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสันปลุกปั้นขึ้นมา เขาโชว์ฟอร์มได้สมราคาดาวรุ่งอันดับหนึ่งของทีมชุดแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาล 2012-2013 แต่หลังจากท่านเซอร์วางมือไปเวลเบ็คก็มีช่วงชีวิตที่ลุ่ม ๆ ดอน ๆ มาตลอด เดอะ โชเซ่น วัน หรือ ดาวิด มอยส์เข้ามารับหน้าที่กุมบังเหียนแมนฯยูฯแทน โดยแนวทางการทำทีมของอดีตกุนซือเอฟเวอร์ตันคือแบบอนุรักษ์นิยมที่มุ่งเน้นจะใช้นักเตะชุดเดิมซึ่งเป็นสมบัติที่ท่านเซอร์ อเล็กซ์ฯ ทิ้งไว้ให้ แดนนี่ เวลเบ็คถือเป็นหนึ่งในนักเตะในกลุ่มที่ได้รับโอกาสจากดาวิด มอยส์มากที่สุดแม้ฟอร์มจะขึ้น ๆ ลง ๆ เล่นไม่เป็นทีม และที่เป็นเครื่องหมายการค้าเลยก็คือการโชว์สกิลชั้นสูงที่ไม่เคยประสบความสำเร็จ หนึ่งในช็อตโชว์สกิลที่แฟนบอลจำได้ดีคือการได้หลุดเดี่ยวกว่าครึ่งสนามเข้าไปดวลกับมานูเอล นอยเออร์นายทวารมือหนึ่งของทีมเสือใต้ แทนที่เขาจะยิงง่าย ๆ ไปที่มุมใดมุมหนึ่งแดนนี่กลับลากบอลจี้เข้าไปหาประตูร่างยักษ์ก่อนบรรจงชิพลูกหวังให้ข้ามหัวเข้าประตูแบบเท่ ๆ ทว่าลูกฟุตบอลที่ออกจากเท้าของเขากลับสูงแค่ระดับเอวของนอยเออร์และนายทวารอันดับหนึ่งของโลกก็ไม่พลาดปัดทิ้งออกไปแบบชิล ๆ ด้วยความที่โชว์ฟอร์มสุดฮาสื่ออย่าง devil magazine จึงตั้งสมญานามให้เขาว่า “มหาเทพเวลเบคิอุส บุตรแห่งมอยส์” ให้พ้องกับภาพยนตร์ดังแนวเทพเจ้าในช่วงเวลานั้น

หลังจากผู้ที่ถูกเลือกอย่างดาวิด มอยส์เด้งจากเก้าอี้ มหาเทพฯ ก็ไม่พ้นถูกยูไนเต็ดยุคเมก้า โปรเจ็คปล่อยตัวให้อาร์เซน่อลไปสานต่อความฮาในราคา 15 ล้านปอนด์ จะว่าไปก็ลางเนื้อชอบลางยาแทนที่จะไปสโมสรอื่นเวลเบ็คกลับเลือกจรดปากกากับทีมที่ขึ้นชื่อเรื่องนักเตะบาดเจ็บ จากนั้นชีวิตนักฟุตบอลของเขาก็วน ๆ เวียน ๆ อยู่กับโรงหมอแบบไม่ขาด ลงหนึ่งเกมเจ็บไปอีกสามเกม ลงเล่นสามเกมเจ็บไปห้าเกมอย่างนี้ร่ำไป ห้าฤดูกาลกับทีมปืนใหญ่มหาเทพฯลงเล่นไปเพียง 126 เกมยิงประตู 32 ลูกจ่ายให้เพื่อนอีก 12 ลูก เกินครึ่งเป็นการลงสนามในฐานะตัวสำรองและฤดูกาลล่าสุดได้ลงสัมผัสผืนหญ้าไปเพียง 14 เกมเท่านั้น

สภาพร่างกายในตอนนี้ของแดนนี่ เวลเบ็คทำให้หลาย ๆ สโมสรกังวลไม่กล้ายื่นข้อเสนอให้และตัวเขาเองก็ยังไม่รู้ว่าจะฟิตสมบูรณ์เมื่อไร ณ.ขณะนี้เขามีอายุ 28 ปีแล้วและหากอาการบาดเจ็บยังไม่ดีขึ้นก็มีความเป็นไปได้สูงที่เขาจะเป็นอีกหนึ่งนักเตะที่แขวนสตั๊ดก่อนวัย 30 ปีเพราะสภาพร่างกายไม่เอื้ออำนวย

ดิ๊ก ลอว์ ชายผู้ก่อให้เกิดตำนาน 40+1

อาร์เซน่อลสโมสรใหญ่แห่งกรุงลอนดอนเคยเป็นสโมสรระดับแม่เหล็กที่บรรดาดาวดังอยากย้ายไปร่วมทีม ด้วยชื่อชั้นของผู้จัดการทีมอย่างอาร์แซน เวนเกอร์บวกกับสถานะของสโมสรที่มั่นคงจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ในช่วงระยะเวลาสิบห้าปีที่ผ่านมาพวกเขาเคยเกือบได้ตัวทั้งคริสเตียโน่ โรนัลโด้และเลโอเนล เมสซี่มาแล้ว แต่กรณีของทั้งคู่ไม่ปรากฏเป็นข่าวดังเหมือนอย่างกรณีของหลุยส์ ซัวเรส เคสของเหยินจอมกัดแม้ไม่บรรลุข้อตกลงได้จริงแต่ก็กลายเป็นประเด็นที่ทั้งโลกฟุตบอลไม่มีวันลืมกับเหตุการณ์ 40 ล้านกับอีก 1 ปอนด์อันลือลั่นสั่นสะเทือนวงการฟุตบอล

ในปี 2013 ลิเวอร์พูลที่สถานะของทีมในตอนนั้นเป็นเพียงทีมลุ้นโควต้าแชมเปี้ยนส์ลีกถูกสโมสรระดับลุ้นแชมป์อย่างอาร์เซน่อลป่วนหนักด้วยการแสดงเจตจำนงค์ว่าจะเอาหลุยส์ ซัวเรสให้ได้ ซึ่งซัวเรสเองก็มีใจอ้อนวอนสโมสรให้ปล่อยตัวเขาไปซบทีมปืนใหญ่เพราะเห็นว่าอยู่กับทีมหงส์แดงโอกาสได้แชมป์สักรายการเป็นอะไรที่ยากจนแทบเป็นไปไม่ได้ ทว่าทีมหงส์แดงไม่ต้องการเงิน 25 ล้านปอนด์ที่อาร์เซน่อลเสนอให้ ข่าวตอนนั้นว่าพวกเขาตั้งค่าฉีกสัญญาศูนย์หน้าอุรุกวัยไว้ที่ 40 ล้านปอนด์ขึ้นไป ทีมการเงินของอาร์เซน่อลไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยื่นเงินให้มากกว่า 40 ล้านปอนด์เท่านั้นพวกเขาจึงยื่นข้อเสนอ 40 ล้านกับอีก 1 ปอนด์ให้ลิเวอร์พูลพิจารณา แน่นอนว่านี่มันคือการไม่ให้ความเคารพต่อสโมสรลิเวอร์พูลแถมยังดูขี้เหนียวสุด ๆ แทนที่จะเป็น 40.5 หรือ 41 ล้านปอนด์ให้ดูสวย ๆ แต่ทีมปืนใหญ่กลับเลือกวิธีหัวหมอ ความขี้เหนียวนี้ของอาร์เซน่อลถูกจอห์น เฮนรี่เจ้าของสโมสรลิเวอร์พูลออกมาตำหนิแกมเสียดสีเลยว่า “พวกเขาเสพย์อะไรเข้าไป พวกเขาเมาควันอะไรกัน?” ข่าวนั้นนำมาซึ่งความอับอายแก่ทีมปืนใหญ่และเป็นที่มาของรหัส 40+1 กับ 40+1senal ที่พูดกันอย่างสนุกปากจนถึงทุกวันนี้

ผ่านมา 6 ปี ดิ๊ก ลอว์ หัวหน้าทีมบริหารนโยบายซื้อขายนักเตะของ 40+1senal เพิ่งเอะใจนึกขึ้นได้ว่าเรื่องนี้มันช่างเสื่อมเสียจึงเพิ่งไหวตัวแล้วออกมาแก้ข่าวกับสื่อในเดือนกรกฏาคม 2019 นี้ว่าเรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง ตัวเลข 40 ล้านปอนด์ไม่ใช่ค่าฉีกสัญญาแต่มันคือเงื่อนไขในสัญญาที่ระบุว่าหากทีมใดต้องการเปิดฉากการหารือกับผู้บริหารของลิเวอร์พูลเกี่ยวกับตัวเจ้าเหยินต้องแสดงความจริงใจยื่นข้อเสนอเข้าไปเกินตัวเลขนั้นก่อน พูดง่าย ๆ คือมันมีไว้เพื่อให้ทั้งสองทีมได้เปิดฉากพูดคุยกันเท่านั้น ต่ำกว่าตัวเลขดังกล่าวทีมหงส์แดงจะไม่ยอมเจรจาและ 40 ล้านบวกหนึ่งปอนด์หรือ 45 ล้านปอนด์มันก็มีค่าเท่ากันเพราะตัวเลขนี้ไม่ใช่ราคาค่าตัวนักเตะ ซัวเรสไม่ได้มีค่าฉีกสัญญาแต่อย่างใด

ไม่ทราบว่าเป็นคำสาปอะไรสโมสรอย่างอาร์เซน่อลถึงได้ทำอะไรเชื่องช้า ผิดจังหวะจะโคน ทำเรื่องพิลึก ๆ ไปเสียหมด หกปีผ่านไปผู้รับผิดชอบตัวจริงของเรื่องนี้เพิ่งจะออกมาแก้ข่าวปล่อยให้สโมสร ตัวอาร์แซน เวนเกอร์ รวมทั้งบอร์ดบริหารเป็นตัวโจ๊กที่ถูกสื่อและแฟนบอลล้อเลียนมานานโข การเปิดเผยความจริงในเวลานี้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้เลยเพราะเหตุการณ์ 40+1 เป็นตำนานของโลกฟุตบอลไปแล้วและแม้จะมีความจริงมาหักล้างแต่แฟนฟุตบอลก็ยังคงชื่นชอบ 40+1 และยังจะนำมาเล่นกันต่อไปเพราะเรารู้สึกว่ามันฮาเกินกว่าจะลบออกจากความทรงจำ

เมมฟิส เดอปาย รอยสักทำให้กลับสู่ฟอร์มอันโหดร้าย

แฟน ๆ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดหรือแฟนฟุตบอลพรีเมียร์ลีกคงจำเมมฟิส เดอปายศูนย์หน้าชาวเนเธอร์แลนด์ได้เป็นอย่างดี เดิมทีกองหน้าทีมกังหันลมผู้นี้เคยเป็นหนึ่งในดาวรุ่งที่น่าจับตามองที่สุดในยุโรป เขาแจ้งเกิดเต็มตัวกับทีมชาติเนเธอร์แลนด์ในฟุตบอลโลกปี 2014 ผลพวงจากฟอร์มอันโดดเด่นนั้นทำให้ไม่กี่เดือนต่อมาเขาได้สวมยูนิฟอร์มของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดสมใจโดยไม่รู้ตัวเลยว่านั่นคือจุดเริ่มของความขมขื่น

การเข้าไปเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดของตระกูลเกลเซอร์ถูกต่อต้านจากบรรดาเร้ด อาร์มี่มาตลอดและพวกเขาทราบดีว่าหากจะหยุดกระแสด้านลบนั้นต้องบริหารทีมให้ถูกใจบรรดาสาวกเท่านั้น การเอาใจแฟนบอลรูปแบบไหนคงไม่เอนเตอร์เทนเท่าการซื้อนักเตะชื่อดังเข้าสู่ทีมและเดอปายดาวเตะเนื้อหอมในขณะนั้นก็คือหนึ่งในชื่อที่ทำให้เสียงวิจารณ์ตระกูลเกลเซอร์ลดลง แฟนผีต้องการให้ทีมคว้านักเตะหนุ่มคนนี้จากพีเอสวี ไอน์โฮเฟ่นเพราะเห็นถึงศักยภาพที่จะยกระดับทีมได้ แถมเดอปายยังมีความกระหายในชัยชนะซึ่งเป็นคุณสมบัติที่นักเตะในทีมปีศาจแดงขาดหายไปแสนนาน ปีแรกที่ได้ลงสนามรับใช้ทีมดังจากเมืองแมนเชสเตอร์เขาโชว์ฟอร์มได้สมน้ำสมเนื้อในฐานะนักเตะดาวรุ่ง แต่พอเข้าสู่ปีถัดไปฟอร์มของปีกกล้ามแน่นก็ค่อย ๆ หายไปกับสายลมพร้อมกับอาการบาดเจ็บที่คอยรังควาน แฟนบอลปีศาจแดงที่เคยหนุนหลังต่างกลับกลายอยากให้ทีมปล่อยตัวเขาออกไปเพราะเห็นว่าพัฒนาการของเดอปายหยุดนิ่งอยู่กับที่และทีมต้องการนักเตะสำเร็จรูปที่ใช้ได้เลยมากกว่าต้องมาปลุกปั้นกันอีก สิริรวมแล้วลงสนาม 50 นัดทำไป 7 ประตูกับอีก 9 แอสซิสต์เป็นสถิติสุดจุ๋มจิ๋มของเดอปายตลอดสองปีกับแมนฯยูไนเต็ด

เดอปายไม่อยู่ในแผนของกุนซือผู้มาใหม่อย่างมูริญโญ่จึงถูกโละขายให้โอลิมปิค ลียงในฝรั่งเศส บนแดนน้ำหอมปีกตกอับได้ฉายแสงอีกครั้ง เพียงไม่กี่เกมในลีก เอิงเขาก็ปรับตัวได้และกลับมามีชื่อบนสกอร์บอร์ด จากนั้นไม่นานเดอปายก็ต้องได้รับบทศูนย์หน้าจำเป็นและเขาก็ไม่ทำให้ทีมผิดหวังแม้จะไม่ใช่ตำแหน่งธรรมชาติของเขาก็ตาม เจ้าหนุ่มจากฮอลแลนด์จัดการกระซวกตาข่ายอย่างโหดเหี้ยม กระหน่ำยิงอย่างไม่หยุดยั้งตลอดสามปีที่ค้าแข้งกับลียงเขาทำสถิติลงเล่นในลีก เอิง 89 นัดยิงไป 34 ประตูกับอีก 31 แอสซิสต์ การคัมแบ็กกลับสู่ฟอร์มโหดเช่นนี้สำนักข่าวจึงไม่รอช้าจับเจ้าตัวมานั่งสัมภาษณ์ว่ามีเคล็ดลับอะไรซ่อนอยู่ ศูนย์หน้าฟอร์มฮอตเลยได้โอกาสเปิดใจกล่าวถึงรอยสักที่เป็นเหมือนขุมพลังของเขาอย่างคมคาย

“รอยสักรูปใบหน้าสิงโตที่แผ่นหลังของผมมันคือผมเอง…ผมรู้สึกว่าตัวเองคือสัตว์ป่าที่ถือกำเนิดและเติบโตขึ้นในป่าที่เต็มไปด้วยภัยอันตราย สิงโตตัวนี้ต้องผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก ก้าวย่างเท้าลงบนผืนแผ่นดินอันขรุขระจนเท้าของมันเต็มไปด้วยบาดแผล และเมื่อผ่านสิ่งเหล่านั้นไปได้มันจะกลายเป็นราชาแห่งป่าและยืนหยัดอย่างภาคภูมิใจด้วยเท้าอันหยาบกระด้างของมันเอง”

หลังจากมีรอยสักรูปใบหน้าสิงโตเต็มแผ่นหลัง ทุกครั้งที่เมมฟิส เดอปายมองดูรอยสักสุดอลังการนั้นจากกระจกสะท้อนเขาจะให้คำมั่นกับตัวเองเสมอว่า ต้องกลับมาเป็นราชาบนฟลอร์หญ้าอีกครั้งด้วยสองขาของตัวเอง แม้หนทางจะยากเย็นก็ต้องอดทนฝ่าไปเช่นเดียวกับสิงโตที่เท้าของมันเต็มไปด้วยบาดแผล น่าเสียดายที่เมื่อรอยสักนี้เสร็จสมบูรณ์เป็นช่วงที่เขาต้องอำลาแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดไปซบอกลียงพอดี ไม่อย่างนั้นแฟนบอลแมนฯยูฯอาจจะได้เห็นเมมฟิส เดอปายระเบิดพลังแห่งราชสีห์อยู่ในสนามโอล แทรฟฟอร์ดจนถึงทุกวันนี้ก็เป็นไปได้

สูตรสำเร็จฉบับ FC Barcelona

“รูปแบบ” เป็นตัวกำหนดตัวแปร วิธีการ จนไปถึงผลลัพธ์ที่ตามมา รูปแบบหลาย ๆ อย่างที่ตายตัว ใช้งานได้จริง ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเราเรียกกันว่าสูตรสำเร็จ สูตรสำเร็จเหล่านี้อยู่ในทุกสิ่งรอบตัวเราไม่ว่าจะเป็นคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ แต่ใครจะนึกว่าสูตรสำเร็จฉบับซื้อตัวซูเปอร์สตาร์จะมีอยู่ในวงการฟุตบอลด้วย สูตรสำเร็จที่ว่านี้มีวิธีการอย่างไรและใครใช้มันได้ผลบ้างมาดูกัน

เอฟซี บาร์เซโลน่าเป็นสโมสรยักษ์ใหญ่ที่มีพร้อมทั้งสนามแข่งขันความจุมหาศาล ความสำเร็จระดับประเทศ ระดับทวีปหรือแม้แต่ระดับโลกก็ได้ครองมาแล้ว ถิ่นคัมป์ นูคือศูนย์รวมนักฟุตบอลระดับฝีเท้าเหนือมนุษย์ เต็มไปด้วยนักฟุตบอลระดับแม่เหล็กผู้ซึ่งมีดีกรีเป็นนักเตะทีมแชมป์โลก เป็นเบอร์ต้น ๆ ของโลก หรือนักเตะยอดเยี่ยมรางวัลฟีฟ่า บัลลงดอร์ จะเรียกว่าสโมสรใหญ่ในแดนกระทิงดุไม่เคยขาดนักเตะระดับซูเปอร์สตาร์เลยก็ว่าได้ ส่วนสำคัญที่ทำให้พวกเขาไม่เคยขาดแคลนนักเตะชั้นดีก็คือความร่ำรวยของสโมสรและความสำเร็จที่เป็นชิ้นเป็นอัน จับต้องได้ แทบทุกฤดูกาลพวกเขาจะมีถ้วยรางวัลประดับตู้โชว์ของสโมสรอย่างน้อย ๆ ก็หนึ่งใบจนเป็นเรื่องธรรมดาไปเลย ดังนั้นไม่ว่าพวกเขาต้องการนักเตะของทีมไหนกว่า 80-90% มักจะไม่พลาดได้เซ็นสัญญาเสมอ แต่ถึงกระนั้นบางสโมสรก็ไม่ได้อยากเสียดาวดังของพวกเขาให้กับทีมเจ้าบุญทุ่มแม้จะเป็นเงินก้อนใหญ่ขนาดไหนก็ตาม

กรณีนักเตะอยากย้ายไปบาร์เซโลน่าแต่ต้นสังกัดพยายามรั้งไว้เกิดขึ้นบ่อย ๆ เพราะทุกสโมสรไม่อยากเป็นลูกไล่ถูกบาร์ซ่าดูดนักเตะชั้นดีออกจากทีมไปเรื่อย ๆ สโมสรต่าง ๆ จึงพยายามแข็งข้อโดยตั้งค่าตัวนักฟุตบอลคนนั้น ๆ ให้แพงลิบลิ่วทำให้เป็นอุปสรรคในการปิดดีล และแทบทุกครั้งที่เกิดกรณีเช่นนี้จะมีเหตุการณ์แบบเดจาวูเกิดขึ้นเหมือน ๆ กันช่วงเริ่มเก็บตัวฝึกซ้อมปรี ซีซั่น หลายคนให้คำนิยามสิ่งนี้ว่า “สูตรสำเร็จของบาร์ซ่า” ในปี 2011 เชส ฟาเบรกัส ปี 2017 ฟิลิเป้ คูติญโญ่ และ อุสมาน เด็มเบเล่ ปี 2019 อองตวน กรีซมันน์กับเนย์มาร์ ทุกรายนามตามไทม์ไลน์แสดงออกถึงความไม่เป็นมืออาชีพพยายามแข็งข้อกับต้นสังกัดด้วยการไม่ไปรายงานตัวเข้าแคมป์ฝึกซ้อมก่อนเปิดฤดูกาลเพื่อบีบให้ต้นสังกัดยินยอมปล่อยตัวพวกเขาให้บาร์เซโลน่าแต่โดยดี

หากจะบอกว่าบาร์เซโลน่ามีส่วนรู้เห็นกับความประพฤติเช่นนี้ของนักเตะคงจะเป็นการกล่าวหาที่ร้ายแรงเกินไป แต่ถ้าถามอาร์เซน่อล, ลิเวอร์พูล, โบรุสเซีย ดอร์ทมุน พวกเขาต่างเคยจวกทีมต่างดาวออกสื่อตรง ๆ เลยว่าแอบเจรจากับนักเตะลับหลังต้นสังกัด มีการยุยง เป่าหูให้นักเตะของพวกเขาก่อกบฏ ล่าสุดแอตเลติโก้ มาดริดสโมสรร่วมลา ลีก้าไม่ยอมให้บาร์ซ่าทำตัวเป็นขาใหญ่อีกต่อไป กรณีหายหัวไม่ไปรายงานตัวของกรีซมันน์ถึงจุดแตกหัก พวกเขาออกแถลงการณ์โจมตีบาร์ซ่าและเตรียมนำเรื่องนี้รายงานต่อทั้งยูฟ่าและฟีฟ่าเพื่อพิจารณาบทลงโทษต่อไป

เจ้าข้าเอ๊ยยยย! เร่เข้ามาๆ ซุป’ตาร์เหล่านี้เรามีไว้ขาย

ผ่านพ้นวันที่ 1 กรกฏาคม 2019 นับเป็นการเข้าสู่ช่วงซื้อขายนักเตะอย่างเป็นทางการ บรรดาทีมใหญ่น้อยต่างมีโปรเจ็คในใจกันแล้ว แต่แผนงานที่วางไว้จะไม่สามารถบรรลุตามเป้าหมายได้เลยหากดึงนักเตะที่ต้องการเข้าสู่ทีมไม่ได้ผ่องถ่ายนักเตะขาออกไม่สำเร็จ ทั้งสองกระบวนการมีความเกี่ยวข้องเป็นตัวแปรของกันและกัน ยิ่งโดยเฉพาะในทีมใหญ่การขายซูเปอร์สตาร์ในทีมออกเพื่อนำเม็ดเงินมาดึงซูเปอร์สตาร์คนใหม่เข้าสู่ทีมนั้นจำเป็นอย่างยิ่ง และนี่ก็คือบรรดาซุป’ตาร์ที่ถูกสโมสรใหญ่แปะป้ายขายในซัมเมอร์นี้

รัดย่า นาอิงโกลัน ตัวแสบหัวโมฮ็อกหมดอนาคตกับอินเตอร์ มิลานแน่นอนแล้วเนื่องจากมีปัญหาด้านวินัย แต่ในด้านฝีเท้าไม่มีใครปฏิเสธว่าเขาคือกองกลางบ็อกซ์ทูบ็อกซ์ที่ดีที่สุดคนหนึ่งในยุโรป อินเตอร์ฯ ที่รับมือกับนักเตะจอมป่วนไม่ไหวจึงแปะป้ายขายที่ 35 ล้านยูโรหวังระดมทุนเอาไปเป็นค่าตัวโรเมอู ลูกากูรุ่นน้องในทีมชาติของเขานั่นเอง

เมาโร อิคาร์ดี้ ดูเหมือนอินเตอร์ฯ จะเป็นทีมที่เต็มไปด้วยแบดบอย กองหน้าเจ้าปัญหาชาวอาร์เจนไตน์เองก็เป็นอีกคนที่ทีมงูใหญ่ไม่คิดจะเลี้ยงไว้อีกต่อไปเหตุผลก็เพราะด้านวินัยเช่นเดียวกัน อิคาร์ดี้ถูกแปะป้ายราคาไว้ที่ 65 ล้านยูโรและมียูเวนตุสทีมเดียวที่ยังด้อม ๆ มอง ๆ แม้จะรู้ว่าเสี่ยงแต่ทีมม้าลายคงต้องขอลอง

เมซุต โอซิล ซุป’ตาร์ขาลงของอาร์เซน่อลเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้งบประมาณของทีมปืนใหญ่จำกัดอยู่แค่ 40 ล้านปอนด์เพราะเขารับค่าเหนื่อยอยู่ที่ 350,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ถ้าสโมสรผ่องถ่ายเขาออกไปได้แบบยืมตัวทีมจะมีงบให้อูไน เอเมอร์รี่จับจ่ายนักเตะเพิ่มถึงปีละ 18.5 ล้านปอนด์และหากขายเขาออกไปได้ตามราคาที่ตั้งไว้จะได้เงินอีกไม่ต่ำกว่า 50 ล้านปอนด์ เสียก็แต่ยังไม่มีทีมใดแสดงความสนใจนี่สิ

คีแรน ทริปเปียร์ แบ็คขวาจอมบุกของท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์เป็นนักเตะที่เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ต้องการปล่อยตัวในซัมเมอร์นี้เพราะยังมีราคาดี ประกอบกับเล่นเกมรับไม่ได้ดังใจจึงถูกวางราคาไว้ที่ 35 ล้านปอนด์โดยมีนาโปลีกับยูเวนตุสเปิดโต๊ะเจรจาอยู่

มัลคอล์ม ปีกกึ่งกองหน้าชาวบราซิลจริง ๆ แล้วเป็นที่ชื่นชอบของแฟนบอลบาร์เซโลน่าพอสมควร แต่สโมสรกำลังเจรจากับหลายทีมเพื่อขายเขาออกไปและมีข่าวว่าเจ้าตัวเป็นฝ่ายร้องขอขึ้นบัญชีย้ายทีมเองด้วยซ้ำ เพราะการไม่ติดทีมชาติในขณะที่เพื่อน ๆ คว้าแชมป์โคปา อเมริกาทำให้มัลคอล์มเกรงว่าในทัวร์นาเม้นต์หน้าอย่างฟุตบอลโลกเขาจะไม่ถูกเรียกไปติดทัพเซเลเซา บาร์ซ่าจึงแจ้งต่อทุกทีมที่สนใจว่ามัลคอล์มมีค่าตัวอยู่ที่ 40 ล้านยูโรลดหย่อนได้ตามสมควร

นักเตะระดับซูเปอร์สตาร์เหล่านี้ยี่ห้อตัวจริงทีมชาติ มีแชมป์ติดมือ จึงหายห่วงเรื่องฝีเท้าที่ผ่านการการันตีมาแล้วว่าเหลือกินเหลือใช้ ยามที่ต้นสังกัดยินดีจะขายนี้เป็นโอกาสดีที่ทีมระดับเดียวกันหรือทีมระดับรองลงไปมีสิทธิ์ได้ตัวในราคาถูกกว่าความเป็นจริง ซึ่งสุดท้ายแล้วรายนามเหล่านี้จะลงเอยกับสโมสรใดก่อนตลาดปิดเราคงได้ทราบไปพร้อม ๆ กัน

ดานี่ อัลเวส บุรุษผู้เอาชนะทุกคำปรามาส

ดานี่ อัลเวส แบ็คขวาตัวเก๋าชาวแซมบ้าเป็นนักเตะระดับตำนานที่ยังโลดแล่นอยู่บนผืนหญ้าจนถึงทุกวันนี้ ธรรมดาผู้เล่นอายุเกิน 33 ปีขึ้นไปส่วนใหญ่ก็คงมองหาการรีไทร์หรือเล่นกับสโมสรระดับรองลงไปเพราะฝืนสังขารที่ร่วงโรยตามกาลเวลาไม่ไหว มีไม่มากที่นักเตะวัยนี้จะยังได้รับโอกาสเป็นตัวจริงลงบนลีกสูงสุดอย่างสม่ำเสมอ ก็นั่นแหละพวกเขาไม่ได้อยู่ในระดับเหนือมนุษย์แบบดานี่ อัลเวสนี่นา

“หมอนี่ไม่มีวันติดทีมชาติบราซิลหรอก แบ็คหอกหักอะไรแค่เลี้ยงบอลยังไม่เป็นเลย” ผู้คร่ำหวอดในวงการฟุตบอลท่านหนึ่ง(ขอสงวนนาม)เคยปรามาสอดีตแข้งบาร์เซโลน่าไว้เมื่อหลายสิบปีที่แล้ว แต่ชีวิตนักฟุตบอลของอัลเวสต่างจากคำดูแคลนนั้นคนละขั้วเลย เขาเป็นตัวจริงทีมชาติบราซิลมาตลอดนับตั้งแต่คาร์ฟูแขวนสตั๊ด ได้ย้ายจากเซบีญ่าไปอยู่กับสโมสรระดับแชมป์ไล่เรียงตั้งแต่บาร์เซโลน่า ยูเวนตุส และปารีส แซงต์ แชร์แมงตามลำดับ ในวัย 36 ปีฟูลแบ็คผู้นี้โบกมือลา PSG หลังจากช่วยทีมคว้าแชมป์ลีก เอิงได้สำเร็จและนี่คือสิ่งที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าเป็นปลายทางสุดท้ายของดานี่ อัลเวสแล้วซึ่งหากเลิกเล่นก็ถือว่าเหมาะสมและจบได้สวยไม่น้อย

พูดกันอย่างไม่อ้อมค้อมหลายคนคิดว่าในวัยขนาดนี้ดานี่ อัลเวสคงจะแก่เกินแกงและจำต้องแขวนสตั๊ดในระยะเวลาอันใกล้นี้ดีกว่าฝืนเล่นจนจบอาชีพด้วยการเป็นสำรองของทีมระดับกลางหรือเล่นในลีกรองกับทีมชื่อไม่คุ้นหู แต่แล้วแบ็คขวาทีมชาติบราซิลก็แสดงให้โลกเห็นว่าสิ่งที่เราเข้าใจนั้นผิดทั้งหมด อายุเป็นเพียงตัวเลขสำหรับเขาเพราะล่าสุดในโคปา อเมริกาเจ้าตัวโชว์ความฟิตลงเล่น 90 นาทีครบทั้ง 6 เกม ภาพที่ทุกคนได้ชมผ่านการถ่ายทอดสดคือลุงวัย 36 วิ่งไล่กวดเด็กหนุ่มรุ่นหลาน แย่งบอลเลโอเนล เมสซี่ หยุดยั้งเกมรุกฝ่ายตรงข้ามและเล่นฟุตบอลอย่างมีชีวิตชีวา จบทัวร์นาเม้นต์กัปตันทีมชาติบราซิลผู้นี้ได้ชูถ้วยแชมป์เป็นคนแรก ได้รับรางวัลผู้เล่นทรงคุณค่าของรายการและได้รับคำชมตามมาอีกมากมายโดยเฉพาะคำชมที่ว่าดูแลสภาพร่างกายได้ดีมาก ๆ ความฟิตเหมือนคนหนุ่มอายุยี่สิบต้น ๆ

สถิติของดานี่ อัลเวส ลงเล่น 727 เกม ทำประตู 50 ลูกกับ 154 แอสซิส ได้แชมป์ยูฟ่า ซูเปอร์คัพ 4 ครั้ง, UCL กับแชมป์สโมสรโลกอย่างละ 3 หน, ยูฟ่า คัพ 2 ที, 6 แชมป์ลา ลีก้า, แชมป์โคปา เดล เรย์กับสแปนิช ซูเปอร์ คัพอย่างละ 5 สมัยตอนอยู่กับเซบีญ่าและบาร์เซโลน่า แชมป์เซเรีย อากับโคปปา อิตาเลียอย่างละ 1 ครั้งกับยูเวนตุส แชมป์ลีก เอิง 2 สมัยกับอีก 1 แชมป์บอลถ้วยฝรั่งเศสตอนรับใช้ PSG ในนามทีมชาติได้แชมป์โลกชุด U-20 หนึ่งครั้ง, 2 แชมป์คอนเฟดเดอเรชั่นส์ คัพ และรายการสุดท้ายแชมป์โคปา อเมริกา 2 สมัย ปัจจุบันดานี่ อัลเวสเป็นนักเตะค่าตัวฟรีมีหลายทีมรุมจีบโดยทีมเหล่านั้นไม่สนว่าเขาจะเลี้ยงบอลเก่งกาจหรือไม่

ตัวเลือกที่สามบัลลงดอร์ 2019

หลังจากจบเกมสุดท้ายของฤดูกาลที่สนามว่านต๋า เมโทรโปลิตาโน่ในเมืองมาดริด สื่อหลายสำนักทำการคาดเดารายชื่อนักฟุตบอลผู้มีสิทธิ์คว้ารางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมของโลกหรือฟีฟ่า บัลลงดอร์ในทันที ซึ่งชื่อตัวเต็งห้าคนของปีนี้ก็หนีไม่พ้นเลโอเนล เมสซี่, เวอร์กิล ฟาน ไดจ์ค, โมฮัมเหม็ด ซาลาห์, ซาดิโอ มาเน่ และคริสเตียโน่ โรนัลโด้ที่โชว์ฟอร์มได้โดดเด่นพาสโมสรประสบความสำเร็จได้ทั้งหมด

ฟุตบอลยุโรปรูดม่านปิดฉากฤดูกาล 2018-2019 ไปแค่เพียงสองสัปดาห์ ทีมชาติเนเธอร์แลนด์พ่ายแพ้ต่อทีมชาติโปรตุเกสชวดแชมป์ในฟุตบอลรายการยูฟ่า เนชั่นส์ลีก เวอร์กิล ฟาน ไดจ์คจึงกลายเป็นเพียงตัวเต็งอันดับที่สองรองจากเลโอเนล เมสซี่ ค่อนข้างน่าเสียดายที่ทีมกังหันสีส้มไม่ได้แชมป์เพราะถ้าคว้าแชมป์ระดับนานาชาติมาได้ฟาน ไดจ์คจะเป็นตัวเต็งแบบนอนมาทันที ดังนั้นกองหลังดีกรีแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกพ่วงรองแชมป์ยูฟ่า เนชั่นส์ลีกผู้นี้จึงยังต้องรอดูบทสรุปของรายการใหญ่ที่ทวีปอเมริกาใต้ว่าคู่แข่งคนสำคัญอย่างเลโอเนล เมสซี่จะพาทีมคว้าแชมป์ระดับทวีปได้หรือไม่?

ท้ายที่สุดแล้วทีมชาติอาร์เจนติน่าคว้ามาได้เพียงอันดับที่สามของรายการ ได้เหรียญทองแดงในการแข่งขันโคปา อเมริกาแถมเมสซี่ยังโดนใบแดงถูกตะเพิดออกจากสนามและตบท้ายด้วยการวิจารณ์สมาพันธ์ฟุตบอลอเมริกาใต้อย่างรุนแรง เมสซี่กล่าวหาองค์กรใหญ่ของทวีปว่ามีการช่วยเหลือให้ทีมชาติบราซิลได้แชมป์ ทั้งยังหลุดคำว่า “คอรัปชั่น” ออกมา ซึ่งแทบไม่น่าเชื่อว่าจะหลุดออกจากปากผู้เล่นระดับนี้ แน่นอนด้วยภาพลักษณ์ต้องบอกว่าเจ้าของฟีฟ่า บัลลังดอร์ห้าสมัยจะไม่ได้รางวัลอันที่หกในปีนี้แน่นอน

หนทางสู่รางวัลอันทรงเกียรติของฟาน ไดจ์คโรยด้วยกลีบกุหลาบทันทีหลังจากเมสซี่ขุดหลุมฝังตัวเอง ทว่าหลังจากเกมชิงอันดับที่สามฟุตบอลโคปา อเมริกาผ่านไปเพียงหนึ่งวันทีมชาติบราซิลลงเตะนัดชิงชนะเลิศกับม้ามืดอย่างเปรูและเอาชนะไปได้ 3-1 ฉลองแชมป์บนแผ่นดินตัวเองท่ามกลางโมเม้นต์น่าประทับใจหลายอย่าง บัดนั้นชื่อของเพื่อนร่วมสโมสรลิเวอร์พูลอย่างอลิสซง เบ็คเกอร์กลับโผล่ขึ้นมาเป็นอีกหนึ่งตัวเต็ง หายใจรดต้นคอเวอร์กิล ฟาน ไดจ์คแบบติด ๆ เพราะเขาได้รับรางวัลถุงมือทองคำด้วยผลงานสุดหรูลงสนาม 6 เกมเสียไปเพียงประตูเดียว เท่ากับว่าอลิสซงทำแฮตทริคได้รางวัลผู้รักษาประตูยอดเยี่ยมในสามรายการที่ลงแข่งขันทั้งพรีเมียร์ลีก, ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกและโคปา อเมริกา

ก่อนทัวร์นาเม้นต์ที่บราซิลไม่มีใครนึกถึงอลิสซง เบ็คเกอร์แต่หลังจากปิดฉากการแข่งขันบนแผ่นดินเกิดเขาก็กลายเป็นตัวเลือกที่สาม เป็นม้ามืดและม้าตีนปลายที่มาแรงจี้ติดทั้งเมสซี่และฟาน ไดจ์คแบบสูสีเลยทีเดียว เพราะอลิสซงเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ขึ้นมาเองด้วยการเป็นผู้รักษาประตูคนแรกที่สามารถคว้า Golden Gloves หรือถุงมือทองคำได้สามรางวัลภายในปีเดียว นั่นจึงทำให้เวลานี้เขาคู่ควรกับรางวัลอันทรงเกียรติไม่ยิ่งหย่อนไปกว่านักฟุตบอลคนใดเลย

สัจธรรมที่เป็นจริง ‘กรรม’ คือผลของการกระทำ

วิลฟรีด ซาฮาดาวดังระดับ S ของสโมสรคริสตัน พาเลชเป็นนักเตะที่มีทั้งความเร็ว ความแข็งแกร่ง และทักษะฟุตบอลระดับสุดยอด เขาเป็นนักเตะเนื้อหอมที่หลายสโมสรจับตาอยู่โดยเฉพาะท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์กับเชลซีที่พร้อมประเคนขันหมากสู่ขอถึงถิ่นเซลเฮิร์ส พาร์ค ทว่าเมื่อต้นฤดูกาลที่แล้วสองทีมดังจากลอนดอนก็ต้องอกหักเมื่อตัวรุกทีมชาติโกต ดิ วัวร์เลือกต่อสัญญากับทีมออกไปถึงปี 2023 และสัญญาใหม่นั้นทำให้เขาได้รับค่าเหนื่อยถึง 160,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ ค่าตัวในสัญญาเดิมซึ่งมีมูลค่าแค่ 25 ล้านปอนด์ขยับขึ้นเป็น 60 ล้านปอนด์ทันทีนั่นทำให้สโมสรต่าง ๆ ต้องคิดหนักหากอยากได้ตัวเขาไปร่วมทีม

หลังจากจบฤดูกาลที่ผ่านมา วิลฟรีด ซาฮา รู้สึกอิ่มตัวกับการช่วยพาเลชที่มีเป้าหมายเพียงแค่อยู่รอดบนพรีเมียร์ลีกแล้วและรู้สึกว่าฝีเท้าของเขาคู่ควรกับการเล่นในฟุตบอลสโมสรยุโรปจึงประกาศชัดว่าอยากอำลาทีมไปหาความท้าทายใหม่กับสโมสรที่ได้เล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกหรืออย่างน้อย ๆ ก็ได้เล่นยูโรป้าลีก ความต้องการนี้ของซาฮาไม่ง่ายเลยเมื่อไม่มีทีมใดยื่นข้อเสนอให้พาเลชพิจารณาจนเหมือนคำประกาศนั้นเป็นการตบมือข้างเดียว ทีมสิงโตน้ำเงินครามถูกแบนจากฟีฟ่าไม่มีสิทธิ์ได้ตัวเขาในฤดูกาลที่จะถึงนี้อย่างแน่นอน ส่วนท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ก็ยังรู้สึกเคือง ๆ ที่ถูกหักหน้าเพราะฤดูกาลที่ผ่านมาพวกเขาเจรจากับต้นสังกัดนักเตะจนทุกอย่างลุล่วงแล้วแต่ดันติดที่ขั้นตอนสุดท้ายเพราะการเจรจาเงื่อนไขส่วนตัวล่มไม่เป็นท่า ซาฮาเล่นตัวกับสเปอร์โดยเรียกค่าเหนื่อยกว่า 210,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ซึ่งมากกว่าแฮร์รี่ เคนซูเปอร์สตาร์ของทีมด้วยซ้ำ ในท้ายที่สุดทีมดังจากลอนดอนเหนือจึงไม่เจรจาต่อและปล่อยให้เจ้าตัวขยายสัญญากับพาเลชออกไป

แต่แล้วอาร์เซน่อลก็เป็นทีมแรกที่ทำให้ซาฮาไม่ต้องคอยเก้อเมื่อทีมของอูไน เอเมอร์รี่แสดงความสนใจและขอเปิดการเจรจากับต้นสังกัดนักเตะเมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา แน่นอนว่าสโมสรระดับกลางอย่างพาเลชไม่มีนโยบายรั้งตัวผู้เล่นที่หมดใจแต่พวกเขาก็ไม่ใช่ทีมที่ปล่อยนักเตะราคาถูก ๆ ด้วยเช่นกัน ดังนั้นเมื่ออาร์เซน่อลขอให้พวกเขาแสดงราคาพาเลชจึงแปะป้ายสุดช็อกด้วยค่าตัว 80 ล้านปอนด์ถ้วน มากกว่าค่าตัวตามประเมินถึง 20 ล้านปอนด์ อูไน เอเมอร์รี่นับนิ้วอย่างไรงบประมาณในการทำทีมแค่ 40 ล้านปอนด์ของเขาก็ไม่สามารถได้ตัวดาวดังผู้นี้แน่ ๆ จึงพยายามหาทางทำให้พาเลชยอมลดค่าตัวหรือไม่ก็ต้องขายนักเตะในทีมระดมทุนเพื่อให้ได้เม็ดเงินใกล้เคียงที่สุด ความพยายามแรกของทีมปืนใหญ่จึงนำมาซึ่งความขบขันของแฟนบอลเมื่อพวกเขาทุ่มเงินทั้งก้อนเป็นข้อเสนอซื้อตัววิลฟรีด ซาฮา 40 ล้านปอนด์คือเงินเพียงครึ่งเดียวที่พาเลชตั้งไว้และอาร์เซน่อลก็ทราบดีแต่ก็พยายามทู่ซี้ยื่นเสนอไปเผื่อฟลุ๊คหรืออาจทำให้สโมสรร่วมกรุงลอนดอนด้วยกันเกิดความเห็นใจ ทว่า…นี่คือธุรกิจและแม้ผู้บริหารสโมสรทีมปราสาทเรือนแก้วจะเห็นใจทีมเบี้ยน้อยหอยน้อยแต่ก็รับข้อเสนอนี้ไม่ได้จึงปัดตกและบอกอาร์เซน่อลว่าให้ยื่นข้อเสนอที่น่าสนใจมากกว่านี้เข้ามา ไม่นานนักพี่ชายของนักเตะดังออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อว่าน้องชายของเขาเป็นแฟนบอลตัวยงของอาร์เซน่อลดังนั้นการเล่นให้ทีมปืนใหญ่จึงเป็นความใฝ่ฝันของเขา การออกมาให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ก็เพื่ออ้อนวอนขอให้สโมสรคริสตัน พาเลชเห็นใจและยอมลดค่าตัวเพื่อให้ผู้เป็นน้องได้ทำตามความฝัน

คำสัมภาษณ์นี้เป็นแค่ลมผ่านหูผู้บริหารสโมสรเท่านั้นเพราะสิ่งที่พอจะทำให้พวกเขาเงี่ยหูฟังได้คือตัวเลขที่ใกล้เคียงกับป้ายราคาเท่านั้น แน่นอนว่าตอนนี้ซาฮาคงนึกกินแหนงแคลงใจว่าถ้าตอนนั้นเขาไม่เลือกหักหน้าทีมไก่เดือยทองด้วยความอยากหยามทีมคู่ปรับของสโมสรในดวงใจป่านนี้เขาคงได้สวมยูนิฟอร์มของอาร์เซน่อลด้วยค่าตัวไม่ถึง 25 ล้านปอนด์ไปแล้ว ซึ่งนี่คือบทเรียนราคาแพง แพงจริง ๆ แพงกว่า 80 ล้านปอนด์แน่ะ