สูตรสำเร็จฉบับ FC Barcelona

“รูปแบบ” เป็นตัวกำหนดตัวแปร วิธีการ จนไปถึงผลลัพธ์ที่ตามมา รูปแบบหลาย ๆ อย่างที่ตายตัว ใช้งานได้จริง ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเราเรียกกันว่าสูตรสำเร็จ สูตรสำเร็จเหล่านี้อยู่ในทุกสิ่งรอบตัวเราไม่ว่าจะเป็นคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ แต่ใครจะนึกว่าสูตรสำเร็จฉบับซื้อตัวซูเปอร์สตาร์จะมีอยู่ในวงการฟุตบอลด้วย สูตรสำเร็จที่ว่านี้มีวิธีการอย่างไรและใครใช้มันได้ผลบ้างมาดูกัน

เอฟซี บาร์เซโลน่าเป็นสโมสรยักษ์ใหญ่ที่มีพร้อมทั้งสนามแข่งขันความจุมหาศาล ความสำเร็จระดับประเทศ ระดับทวีปหรือแม้แต่ระดับโลกก็ได้ครองมาแล้ว ถิ่นคัมป์ นูคือศูนย์รวมนักฟุตบอลระดับฝีเท้าเหนือมนุษย์ เต็มไปด้วยนักฟุตบอลระดับแม่เหล็กผู้ซึ่งมีดีกรีเป็นนักเตะทีมแชมป์โลก เป็นเบอร์ต้น ๆ ของโลก หรือนักเตะยอดเยี่ยมรางวัลฟีฟ่า บัลลงดอร์ จะเรียกว่าสโมสรใหญ่ในแดนกระทิงดุไม่เคยขาดนักเตะระดับซูเปอร์สตาร์เลยก็ว่าได้ ส่วนสำคัญที่ทำให้พวกเขาไม่เคยขาดแคลนนักเตะชั้นดีก็คือความร่ำรวยของสโมสรและความสำเร็จที่เป็นชิ้นเป็นอัน จับต้องได้ แทบทุกฤดูกาลพวกเขาจะมีถ้วยรางวัลประดับตู้โชว์ของสโมสรอย่างน้อย ๆ ก็หนึ่งใบจนเป็นเรื่องธรรมดาไปเลย ดังนั้นไม่ว่าพวกเขาต้องการนักเตะของทีมไหนกว่า 80-90% มักจะไม่พลาดได้เซ็นสัญญาเสมอ แต่ถึงกระนั้นบางสโมสรก็ไม่ได้อยากเสียดาวดังของพวกเขาให้กับทีมเจ้าบุญทุ่มแม้จะเป็นเงินก้อนใหญ่ขนาดไหนก็ตาม

กรณีนักเตะอยากย้ายไปบาร์เซโลน่าแต่ต้นสังกัดพยายามรั้งไว้เกิดขึ้นบ่อย ๆ เพราะทุกสโมสรไม่อยากเป็นลูกไล่ถูกบาร์ซ่าดูดนักเตะชั้นดีออกจากทีมไปเรื่อย ๆ สโมสรต่าง ๆ จึงพยายามแข็งข้อโดยตั้งค่าตัวนักฟุตบอลคนนั้น ๆ ให้แพงลิบลิ่วทำให้เป็นอุปสรรคในการปิดดีล และแทบทุกครั้งที่เกิดกรณีเช่นนี้จะมีเหตุการณ์แบบเดจาวูเกิดขึ้นเหมือน ๆ กันช่วงเริ่มเก็บตัวฝึกซ้อมปรี ซีซั่น หลายคนให้คำนิยามสิ่งนี้ว่า “สูตรสำเร็จของบาร์ซ่า” ในปี 2011 เชส ฟาเบรกัส ปี 2017 ฟิลิเป้ คูติญโญ่ และ อุสมาน เด็มเบเล่ ปี 2019 อองตวน กรีซมันน์กับเนย์มาร์ ทุกรายนามตามไทม์ไลน์แสดงออกถึงความไม่เป็นมืออาชีพพยายามแข็งข้อกับต้นสังกัดด้วยการไม่ไปรายงานตัวเข้าแคมป์ฝึกซ้อมก่อนเปิดฤดูกาลเพื่อบีบให้ต้นสังกัดยินยอมปล่อยตัวพวกเขาให้บาร์เซโลน่าแต่โดยดี

หากจะบอกว่าบาร์เซโลน่ามีส่วนรู้เห็นกับความประพฤติเช่นนี้ของนักเตะคงจะเป็นการกล่าวหาที่ร้ายแรงเกินไป แต่ถ้าถามอาร์เซน่อล, ลิเวอร์พูล, โบรุสเซีย ดอร์ทมุน พวกเขาต่างเคยจวกทีมต่างดาวออกสื่อตรง ๆ เลยว่าแอบเจรจากับนักเตะลับหลังต้นสังกัด มีการยุยง เป่าหูให้นักเตะของพวกเขาก่อกบฏ ล่าสุดแอตเลติโก้ มาดริดสโมสรร่วมลา ลีก้าไม่ยอมให้บาร์ซ่าทำตัวเป็นขาใหญ่อีกต่อไป กรณีหายหัวไม่ไปรายงานตัวของกรีซมันน์ถึงจุดแตกหัก พวกเขาออกแถลงการณ์โจมตีบาร์ซ่าและเตรียมนำเรื่องนี้รายงานต่อทั้งยูฟ่าและฟีฟ่าเพื่อพิจารณาบทลงโทษต่อไป

เจ้าข้าเอ๊ยยยย! เร่เข้ามาๆ ซุป’ตาร์เหล่านี้เรามีไว้ขาย

ผ่านพ้นวันที่ 1 กรกฏาคม 2019 นับเป็นการเข้าสู่ช่วงซื้อขายนักเตะอย่างเป็นทางการ บรรดาทีมใหญ่น้อยต่างมีโปรเจ็คในใจกันแล้ว แต่แผนงานที่วางไว้จะไม่สามารถบรรลุตามเป้าหมายได้เลยหากดึงนักเตะที่ต้องการเข้าสู่ทีมไม่ได้ผ่องถ่ายนักเตะขาออกไม่สำเร็จ ทั้งสองกระบวนการมีความเกี่ยวข้องเป็นตัวแปรของกันและกัน ยิ่งโดยเฉพาะในทีมใหญ่การขายซูเปอร์สตาร์ในทีมออกเพื่อนำเม็ดเงินมาดึงซูเปอร์สตาร์คนใหม่เข้าสู่ทีมนั้นจำเป็นอย่างยิ่ง และนี่ก็คือบรรดาซุป’ตาร์ที่ถูกสโมสรใหญ่แปะป้ายขายในซัมเมอร์นี้

รัดย่า นาอิงโกลัน ตัวแสบหัวโมฮ็อกหมดอนาคตกับอินเตอร์ มิลานแน่นอนแล้วเนื่องจากมีปัญหาด้านวินัย แต่ในด้านฝีเท้าไม่มีใครปฏิเสธว่าเขาคือกองกลางบ็อกซ์ทูบ็อกซ์ที่ดีที่สุดคนหนึ่งในยุโรป อินเตอร์ฯ ที่รับมือกับนักเตะจอมป่วนไม่ไหวจึงแปะป้ายขายที่ 35 ล้านยูโรหวังระดมทุนเอาไปเป็นค่าตัวโรเมอู ลูกากูรุ่นน้องในทีมชาติของเขานั่นเอง

เมาโร อิคาร์ดี้ ดูเหมือนอินเตอร์ฯ จะเป็นทีมที่เต็มไปด้วยแบดบอย กองหน้าเจ้าปัญหาชาวอาร์เจนไตน์เองก็เป็นอีกคนที่ทีมงูใหญ่ไม่คิดจะเลี้ยงไว้อีกต่อไปเหตุผลก็เพราะด้านวินัยเช่นเดียวกัน อิคาร์ดี้ถูกแปะป้ายราคาไว้ที่ 65 ล้านยูโรและมียูเวนตุสทีมเดียวที่ยังด้อม ๆ มอง ๆ แม้จะรู้ว่าเสี่ยงแต่ทีมม้าลายคงต้องขอลอง

เมซุต โอซิล ซุป’ตาร์ขาลงของอาร์เซน่อลเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้งบประมาณของทีมปืนใหญ่จำกัดอยู่แค่ 40 ล้านปอนด์เพราะเขารับค่าเหนื่อยอยู่ที่ 350,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ถ้าสโมสรผ่องถ่ายเขาออกไปได้แบบยืมตัวทีมจะมีงบให้อูไน เอเมอร์รี่จับจ่ายนักเตะเพิ่มถึงปีละ 18.5 ล้านปอนด์และหากขายเขาออกไปได้ตามราคาที่ตั้งไว้จะได้เงินอีกไม่ต่ำกว่า 50 ล้านปอนด์ เสียก็แต่ยังไม่มีทีมใดแสดงความสนใจนี่สิ

คีแรน ทริปเปียร์ แบ็คขวาจอมบุกของท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์เป็นนักเตะที่เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ต้องการปล่อยตัวในซัมเมอร์นี้เพราะยังมีราคาดี ประกอบกับเล่นเกมรับไม่ได้ดังใจจึงถูกวางราคาไว้ที่ 35 ล้านปอนด์โดยมีนาโปลีกับยูเวนตุสเปิดโต๊ะเจรจาอยู่

มัลคอล์ม ปีกกึ่งกองหน้าชาวบราซิลจริง ๆ แล้วเป็นที่ชื่นชอบของแฟนบอลบาร์เซโลน่าพอสมควร แต่สโมสรกำลังเจรจากับหลายทีมเพื่อขายเขาออกไปและมีข่าวว่าเจ้าตัวเป็นฝ่ายร้องขอขึ้นบัญชีย้ายทีมเองด้วยซ้ำ เพราะการไม่ติดทีมชาติในขณะที่เพื่อน ๆ คว้าแชมป์โคปา อเมริกาทำให้มัลคอล์มเกรงว่าในทัวร์นาเม้นต์หน้าอย่างฟุตบอลโลกเขาจะไม่ถูกเรียกไปติดทัพเซเลเซา บาร์ซ่าจึงแจ้งต่อทุกทีมที่สนใจว่ามัลคอล์มมีค่าตัวอยู่ที่ 40 ล้านยูโรลดหย่อนได้ตามสมควร

นักเตะระดับซูเปอร์สตาร์เหล่านี้ยี่ห้อตัวจริงทีมชาติ มีแชมป์ติดมือ จึงหายห่วงเรื่องฝีเท้าที่ผ่านการการันตีมาแล้วว่าเหลือกินเหลือใช้ ยามที่ต้นสังกัดยินดีจะขายนี้เป็นโอกาสดีที่ทีมระดับเดียวกันหรือทีมระดับรองลงไปมีสิทธิ์ได้ตัวในราคาถูกกว่าความเป็นจริง ซึ่งสุดท้ายแล้วรายนามเหล่านี้จะลงเอยกับสโมสรใดก่อนตลาดปิดเราคงได้ทราบไปพร้อม ๆ กัน

ดานี่ อัลเวส บุรุษผู้เอาชนะทุกคำปรามาส

ดานี่ อัลเวส แบ็คขวาตัวเก๋าชาวแซมบ้าเป็นนักเตะระดับตำนานที่ยังโลดแล่นอยู่บนผืนหญ้าจนถึงทุกวันนี้ ธรรมดาผู้เล่นอายุเกิน 33 ปีขึ้นไปส่วนใหญ่ก็คงมองหาการรีไทร์หรือเล่นกับสโมสรระดับรองลงไปเพราะฝืนสังขารที่ร่วงโรยตามกาลเวลาไม่ไหว มีไม่มากที่นักเตะวัยนี้จะยังได้รับโอกาสเป็นตัวจริงลงบนลีกสูงสุดอย่างสม่ำเสมอ ก็นั่นแหละพวกเขาไม่ได้อยู่ในระดับเหนือมนุษย์แบบดานี่ อัลเวสนี่นา

“หมอนี่ไม่มีวันติดทีมชาติบราซิลหรอก แบ็คหอกหักอะไรแค่เลี้ยงบอลยังไม่เป็นเลย” ผู้คร่ำหวอดในวงการฟุตบอลท่านหนึ่ง(ขอสงวนนาม)เคยปรามาสอดีตแข้งบาร์เซโลน่าไว้เมื่อหลายสิบปีที่แล้ว แต่ชีวิตนักฟุตบอลของอัลเวสต่างจากคำดูแคลนนั้นคนละขั้วเลย เขาเป็นตัวจริงทีมชาติบราซิลมาตลอดนับตั้งแต่คาร์ฟูแขวนสตั๊ด ได้ย้ายจากเซบีญ่าไปอยู่กับสโมสรระดับแชมป์ไล่เรียงตั้งแต่บาร์เซโลน่า ยูเวนตุส และปารีส แซงต์ แชร์แมงตามลำดับ ในวัย 36 ปีฟูลแบ็คผู้นี้โบกมือลา PSG หลังจากช่วยทีมคว้าแชมป์ลีก เอิงได้สำเร็จและนี่คือสิ่งที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าเป็นปลายทางสุดท้ายของดานี่ อัลเวสแล้วซึ่งหากเลิกเล่นก็ถือว่าเหมาะสมและจบได้สวยไม่น้อย

พูดกันอย่างไม่อ้อมค้อมหลายคนคิดว่าในวัยขนาดนี้ดานี่ อัลเวสคงจะแก่เกินแกงและจำต้องแขวนสตั๊ดในระยะเวลาอันใกล้นี้ดีกว่าฝืนเล่นจนจบอาชีพด้วยการเป็นสำรองของทีมระดับกลางหรือเล่นในลีกรองกับทีมชื่อไม่คุ้นหู แต่แล้วแบ็คขวาทีมชาติบราซิลก็แสดงให้โลกเห็นว่าสิ่งที่เราเข้าใจนั้นผิดทั้งหมด อายุเป็นเพียงตัวเลขสำหรับเขาเพราะล่าสุดในโคปา อเมริกาเจ้าตัวโชว์ความฟิตลงเล่น 90 นาทีครบทั้ง 6 เกม ภาพที่ทุกคนได้ชมผ่านการถ่ายทอดสดคือลุงวัย 36 วิ่งไล่กวดเด็กหนุ่มรุ่นหลาน แย่งบอลเลโอเนล เมสซี่ หยุดยั้งเกมรุกฝ่ายตรงข้ามและเล่นฟุตบอลอย่างมีชีวิตชีวา จบทัวร์นาเม้นต์กัปตันทีมชาติบราซิลผู้นี้ได้ชูถ้วยแชมป์เป็นคนแรก ได้รับรางวัลผู้เล่นทรงคุณค่าของรายการและได้รับคำชมตามมาอีกมากมายโดยเฉพาะคำชมที่ว่าดูแลสภาพร่างกายได้ดีมาก ๆ ความฟิตเหมือนคนหนุ่มอายุยี่สิบต้น ๆ

สถิติของดานี่ อัลเวส ลงเล่น 727 เกม ทำประตู 50 ลูกกับ 154 แอสซิส ได้แชมป์ยูฟ่า ซูเปอร์คัพ 4 ครั้ง, UCL กับแชมป์สโมสรโลกอย่างละ 3 หน, ยูฟ่า คัพ 2 ที, 6 แชมป์ลา ลีก้า, แชมป์โคปา เดล เรย์กับสแปนิช ซูเปอร์ คัพอย่างละ 5 สมัยตอนอยู่กับเซบีญ่าและบาร์เซโลน่า แชมป์เซเรีย อากับโคปปา อิตาเลียอย่างละ 1 ครั้งกับยูเวนตุส แชมป์ลีก เอิง 2 สมัยกับอีก 1 แชมป์บอลถ้วยฝรั่งเศสตอนรับใช้ PSG ในนามทีมชาติได้แชมป์โลกชุด U-20 หนึ่งครั้ง, 2 แชมป์คอนเฟดเดอเรชั่นส์ คัพ และรายการสุดท้ายแชมป์โคปา อเมริกา 2 สมัย ปัจจุบันดานี่ อัลเวสเป็นนักเตะค่าตัวฟรีมีหลายทีมรุมจีบโดยทีมเหล่านั้นไม่สนว่าเขาจะเลี้ยงบอลเก่งกาจหรือไม่

ตัวเลือกที่สามบัลลงดอร์ 2019

หลังจากจบเกมสุดท้ายของฤดูกาลที่สนามว่านต๋า เมโทรโปลิตาโน่ในเมืองมาดริด สื่อหลายสำนักทำการคาดเดารายชื่อนักฟุตบอลผู้มีสิทธิ์คว้ารางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมของโลกหรือฟีฟ่า บัลลงดอร์ในทันที ซึ่งชื่อตัวเต็งห้าคนของปีนี้ก็หนีไม่พ้นเลโอเนล เมสซี่, เวอร์กิล ฟาน ไดจ์ค, โมฮัมเหม็ด ซาลาห์, ซาดิโอ มาเน่ และคริสเตียโน่ โรนัลโด้ที่โชว์ฟอร์มได้โดดเด่นพาสโมสรประสบความสำเร็จได้ทั้งหมด

ฟุตบอลยุโรปรูดม่านปิดฉากฤดูกาล 2018-2019 ไปแค่เพียงสองสัปดาห์ ทีมชาติเนเธอร์แลนด์พ่ายแพ้ต่อทีมชาติโปรตุเกสชวดแชมป์ในฟุตบอลรายการยูฟ่า เนชั่นส์ลีก เวอร์กิล ฟาน ไดจ์คจึงกลายเป็นเพียงตัวเต็งอันดับที่สองรองจากเลโอเนล เมสซี่ ค่อนข้างน่าเสียดายที่ทีมกังหันสีส้มไม่ได้แชมป์เพราะถ้าคว้าแชมป์ระดับนานาชาติมาได้ฟาน ไดจ์คจะเป็นตัวเต็งแบบนอนมาทันที ดังนั้นกองหลังดีกรีแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกพ่วงรองแชมป์ยูฟ่า เนชั่นส์ลีกผู้นี้จึงยังต้องรอดูบทสรุปของรายการใหญ่ที่ทวีปอเมริกาใต้ว่าคู่แข่งคนสำคัญอย่างเลโอเนล เมสซี่จะพาทีมคว้าแชมป์ระดับทวีปได้หรือไม่?

ท้ายที่สุดแล้วทีมชาติอาร์เจนติน่าคว้ามาได้เพียงอันดับที่สามของรายการ ได้เหรียญทองแดงในการแข่งขันโคปา อเมริกาแถมเมสซี่ยังโดนใบแดงถูกตะเพิดออกจากสนามและตบท้ายด้วยการวิจารณ์สมาพันธ์ฟุตบอลอเมริกาใต้อย่างรุนแรง เมสซี่กล่าวหาองค์กรใหญ่ของทวีปว่ามีการช่วยเหลือให้ทีมชาติบราซิลได้แชมป์ ทั้งยังหลุดคำว่า “คอรัปชั่น” ออกมา ซึ่งแทบไม่น่าเชื่อว่าจะหลุดออกจากปากผู้เล่นระดับนี้ แน่นอนด้วยภาพลักษณ์ต้องบอกว่าเจ้าของฟีฟ่า บัลลังดอร์ห้าสมัยจะไม่ได้รางวัลอันที่หกในปีนี้แน่นอน

หนทางสู่รางวัลอันทรงเกียรติของฟาน ไดจ์คโรยด้วยกลีบกุหลาบทันทีหลังจากเมสซี่ขุดหลุมฝังตัวเอง ทว่าหลังจากเกมชิงอันดับที่สามฟุตบอลโคปา อเมริกาผ่านไปเพียงหนึ่งวันทีมชาติบราซิลลงเตะนัดชิงชนะเลิศกับม้ามืดอย่างเปรูและเอาชนะไปได้ 3-1 ฉลองแชมป์บนแผ่นดินตัวเองท่ามกลางโมเม้นต์น่าประทับใจหลายอย่าง บัดนั้นชื่อของเพื่อนร่วมสโมสรลิเวอร์พูลอย่างอลิสซง เบ็คเกอร์กลับโผล่ขึ้นมาเป็นอีกหนึ่งตัวเต็ง หายใจรดต้นคอเวอร์กิล ฟาน ไดจ์คแบบติด ๆ เพราะเขาได้รับรางวัลถุงมือทองคำด้วยผลงานสุดหรูลงสนาม 6 เกมเสียไปเพียงประตูเดียว เท่ากับว่าอลิสซงทำแฮตทริคได้รางวัลผู้รักษาประตูยอดเยี่ยมในสามรายการที่ลงแข่งขันทั้งพรีเมียร์ลีก, ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกและโคปา อเมริกา

ก่อนทัวร์นาเม้นต์ที่บราซิลไม่มีใครนึกถึงอลิสซง เบ็คเกอร์แต่หลังจากปิดฉากการแข่งขันบนแผ่นดินเกิดเขาก็กลายเป็นตัวเลือกที่สาม เป็นม้ามืดและม้าตีนปลายที่มาแรงจี้ติดทั้งเมสซี่และฟาน ไดจ์คแบบสูสีเลยทีเดียว เพราะอลิสซงเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ขึ้นมาเองด้วยการเป็นผู้รักษาประตูคนแรกที่สามารถคว้า Golden Gloves หรือถุงมือทองคำได้สามรางวัลภายในปีเดียว นั่นจึงทำให้เวลานี้เขาคู่ควรกับรางวัลอันทรงเกียรติไม่ยิ่งหย่อนไปกว่านักฟุตบอลคนใดเลย

สัจธรรมที่เป็นจริง ‘กรรม’ คือผลของการกระทำ

วิลฟรีด ซาฮาดาวดังระดับ S ของสโมสรคริสตัน พาเลชเป็นนักเตะที่มีทั้งความเร็ว ความแข็งแกร่ง และทักษะฟุตบอลระดับสุดยอด เขาเป็นนักเตะเนื้อหอมที่หลายสโมสรจับตาอยู่โดยเฉพาะท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์กับเชลซีที่พร้อมประเคนขันหมากสู่ขอถึงถิ่นเซลเฮิร์ส พาร์ค ทว่าเมื่อต้นฤดูกาลที่แล้วสองทีมดังจากลอนดอนก็ต้องอกหักเมื่อตัวรุกทีมชาติโกต ดิ วัวร์เลือกต่อสัญญากับทีมออกไปถึงปี 2023 และสัญญาใหม่นั้นทำให้เขาได้รับค่าเหนื่อยถึง 160,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ ค่าตัวในสัญญาเดิมซึ่งมีมูลค่าแค่ 25 ล้านปอนด์ขยับขึ้นเป็น 60 ล้านปอนด์ทันทีนั่นทำให้สโมสรต่าง ๆ ต้องคิดหนักหากอยากได้ตัวเขาไปร่วมทีม

หลังจากจบฤดูกาลที่ผ่านมา วิลฟรีด ซาฮา รู้สึกอิ่มตัวกับการช่วยพาเลชที่มีเป้าหมายเพียงแค่อยู่รอดบนพรีเมียร์ลีกแล้วและรู้สึกว่าฝีเท้าของเขาคู่ควรกับการเล่นในฟุตบอลสโมสรยุโรปจึงประกาศชัดว่าอยากอำลาทีมไปหาความท้าทายใหม่กับสโมสรที่ได้เล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกหรืออย่างน้อย ๆ ก็ได้เล่นยูโรป้าลีก ความต้องการนี้ของซาฮาไม่ง่ายเลยเมื่อไม่มีทีมใดยื่นข้อเสนอให้พาเลชพิจารณาจนเหมือนคำประกาศนั้นเป็นการตบมือข้างเดียว ทีมสิงโตน้ำเงินครามถูกแบนจากฟีฟ่าไม่มีสิทธิ์ได้ตัวเขาในฤดูกาลที่จะถึงนี้อย่างแน่นอน ส่วนท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ก็ยังรู้สึกเคือง ๆ ที่ถูกหักหน้าเพราะฤดูกาลที่ผ่านมาพวกเขาเจรจากับต้นสังกัดนักเตะจนทุกอย่างลุล่วงแล้วแต่ดันติดที่ขั้นตอนสุดท้ายเพราะการเจรจาเงื่อนไขส่วนตัวล่มไม่เป็นท่า ซาฮาเล่นตัวกับสเปอร์โดยเรียกค่าเหนื่อยกว่า 210,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ซึ่งมากกว่าแฮร์รี่ เคนซูเปอร์สตาร์ของทีมด้วยซ้ำ ในท้ายที่สุดทีมดังจากลอนดอนเหนือจึงไม่เจรจาต่อและปล่อยให้เจ้าตัวขยายสัญญากับพาเลชออกไป

แต่แล้วอาร์เซน่อลก็เป็นทีมแรกที่ทำให้ซาฮาไม่ต้องคอยเก้อเมื่อทีมของอูไน เอเมอร์รี่แสดงความสนใจและขอเปิดการเจรจากับต้นสังกัดนักเตะเมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา แน่นอนว่าสโมสรระดับกลางอย่างพาเลชไม่มีนโยบายรั้งตัวผู้เล่นที่หมดใจแต่พวกเขาก็ไม่ใช่ทีมที่ปล่อยนักเตะราคาถูก ๆ ด้วยเช่นกัน ดังนั้นเมื่ออาร์เซน่อลขอให้พวกเขาแสดงราคาพาเลชจึงแปะป้ายสุดช็อกด้วยค่าตัว 80 ล้านปอนด์ถ้วน มากกว่าค่าตัวตามประเมินถึง 20 ล้านปอนด์ อูไน เอเมอร์รี่นับนิ้วอย่างไรงบประมาณในการทำทีมแค่ 40 ล้านปอนด์ของเขาก็ไม่สามารถได้ตัวดาวดังผู้นี้แน่ ๆ จึงพยายามหาทางทำให้พาเลชยอมลดค่าตัวหรือไม่ก็ต้องขายนักเตะในทีมระดมทุนเพื่อให้ได้เม็ดเงินใกล้เคียงที่สุด ความพยายามแรกของทีมปืนใหญ่จึงนำมาซึ่งความขบขันของแฟนบอลเมื่อพวกเขาทุ่มเงินทั้งก้อนเป็นข้อเสนอซื้อตัววิลฟรีด ซาฮา 40 ล้านปอนด์คือเงินเพียงครึ่งเดียวที่พาเลชตั้งไว้และอาร์เซน่อลก็ทราบดีแต่ก็พยายามทู่ซี้ยื่นเสนอไปเผื่อฟลุ๊คหรืออาจทำให้สโมสรร่วมกรุงลอนดอนด้วยกันเกิดความเห็นใจ ทว่า…นี่คือธุรกิจและแม้ผู้บริหารสโมสรทีมปราสาทเรือนแก้วจะเห็นใจทีมเบี้ยน้อยหอยน้อยแต่ก็รับข้อเสนอนี้ไม่ได้จึงปัดตกและบอกอาร์เซน่อลว่าให้ยื่นข้อเสนอที่น่าสนใจมากกว่านี้เข้ามา ไม่นานนักพี่ชายของนักเตะดังออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อว่าน้องชายของเขาเป็นแฟนบอลตัวยงของอาร์เซน่อลดังนั้นการเล่นให้ทีมปืนใหญ่จึงเป็นความใฝ่ฝันของเขา การออกมาให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ก็เพื่ออ้อนวอนขอให้สโมสรคริสตัน พาเลชเห็นใจและยอมลดค่าตัวเพื่อให้ผู้เป็นน้องได้ทำตามความฝัน

คำสัมภาษณ์นี้เป็นแค่ลมผ่านหูผู้บริหารสโมสรเท่านั้นเพราะสิ่งที่พอจะทำให้พวกเขาเงี่ยหูฟังได้คือตัวเลขที่ใกล้เคียงกับป้ายราคาเท่านั้น แน่นอนว่าตอนนี้ซาฮาคงนึกกินแหนงแคลงใจว่าถ้าตอนนั้นเขาไม่เลือกหักหน้าทีมไก่เดือยทองด้วยความอยากหยามทีมคู่ปรับของสโมสรในดวงใจป่านนี้เขาคงได้สวมยูนิฟอร์มของอาร์เซน่อลด้วยค่าตัวไม่ถึง 25 ล้านปอนด์ไปแล้ว ซึ่งนี่คือบทเรียนราคาแพง แพงจริง ๆ แพงกว่า 80 ล้านปอนด์แน่ะ

จอร์แดน เฮนเดอร์สัน การสักคือสิ่งที่พิเศษยิ่งกว่าการคว้าแชมป์

ในโลกฟุตบอลสมัยใหม่การคว้าแชมป์สักรายการไม่ใช่เรื่องง่ายเลย บรรดาทีมใหญ่ ทีมเงินถุงเงินถังอันเต็มไปด้วยผู้เล่นระดับซูเปอร์สตาร์ที่ทุ่มเงินนับร้อยนับพันล้านยูโรยังไม่สามารถการันตีได้ว่าทีมจะประสบความสำเร็จมีแชมป์ติดมือในแต่ละปี ยิ่งโดยเฉพาะฟุตบอลรายการยุโรปที่เต็มไปด้วยเสือ สิงห์ กระทิง แรดด้วยแล้วการกรุยทางสู่แชมป์ซึ่งมีทีมระดับบาร์เซโลน่า, เรอัล มาดริด, ยูเวนตุส, บาร์เยิร์น มิวนิค, ปารีส แซงต์ แชร์แมงและแมนเชสเตอร์ ซิตี้เป็นปราการขวางกั้นนั้นต้องบอกว่าแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่ทีมอื่น ๆ จะทะลุผ่านเข้าไปถึงรอบชิงหรือคว้าแชมป์มาครอบครอง

หงส์แดง ลิเวอร์พูลโชว์ให้ทุกทีมในยุโรปเห็นว่าหากมีพลังใจทุกสิ่งล้วนเป็นไปได้ พวกเขาประสบกับสถานการณ์แบบมิชชั่น อิมพอสซิเบิ้ลครั้งแล้วครั้งเล่าในฤดูกาลที่ผ่านมาแต่กลับผ่านสถานการณ์อันเลวร้ายเหล่านั้นได้ทุกครั้งอย่างน่าเหลือเชื่อ ผลงานขั้นเอกอุที่สุดคือสามารถพลิกนรกคว่ำบาร์เซโลน่าถึง 4-0 ในเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกรอบรองชนะเลิศทั้ง ๆ ที่นัดแรกพลาดท่าปราชัยในถิ่นคัมป์ นูไป 3-0 สรุปสองนัดทีมหงส์แดงเข้ารอบชิงด้วยสกอร์รวม 4-3 จากนั้นทุกคนคงทราบดีแล้วว่าพวกเขาสร้างเทพนิยายบทใหม่ขึ้นและทีมได้เถลิงแชมป์อย่างยิ่งใหญ่หลังจากเชือดท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ไปแบบสบาย ๆ ในรอบชิง

จอร์แดน เฮนเดอร์สันหรือกัปตัน “เฮนโด้” ของสาวกเดอะ ค็อปเป็นผู้ได้รับเกียรติให้ชูถ้วยบิ๊กเอียร์ในฐานะกัปตันทีม นอกจากจารึกชื่อของตัวเองในประวัติศาสตร์แล้วกัปตันรูปงามยังไม่ลืมจารึกความภาคภูมิใจลงบนแผ่นหนังของตัวเองด้วย ซึ่งถ้าเป็นนักเตะคนอื่นคงเป็นเรื่องธรรมดาแต่กับจอร์แดน เฮนเดอร์สันมันเป็นอะไรที่ยากกว่าการคว้าแชมป์เสียอีก กัปตันของเหล่าสเก๊าเซอร์เป็นหนึ่งในนักฟุตบอลที่มีความเป็นโอลด์แมนฉบับคนอังกฤษแท้ ๆ หนุ่ม ๆ สไตล์นี้ไม่นิยมการสักเลย เต็มที่ก็แค่ไว้หนวดเคราเพื่อเสริมบุคลิกเท่านั้น ที่เป็นเช่นนั้นก็เนื่องด้วยเหตุผลสารพัดทั้งเรื่องของเชื้อชาติ การเมืองและวัฒนธรรมถ้าให้อธิบายคงเขียนเป็นหนังสือปึกหนา ๆ ได้เลย เอาเป็นว่าสรุปง่าย ๆ คือเกรงจะดูไม่สุภาพ ดูไม่เป็นผู้ดี ชอบร่างกายที่เกลี้ยงเกลาสะอาดสะอ้านมากกว่า หนุ่มอังกฤษแบบนี้ไม่ได้มีแต่เฮนโด้เท่านั้นเอาแค่ในทีมชาติอังกฤษก็มี แฮร์รี่ เคน, แฮร์รี่ แม็คไกวร์, เอริค ดายเออร์ เป็นต้น อิงลิชชนที่มีความเป็นโอลด์แมนเหล่านี้จะมีความสำรวมยึดถือเรื่องมารยาทและทรงผมเรียบแปล้แทบไม่กระดิก จะเรียกว่าหัวโบราณหน่อย ๆ ก็ว่าได้ ดังนั้นการมีรอยสักบนเรือนร่างจึงไม่ต่างจากการทำผิดประเพณี ถ้าไม่สำคัญจริง ๆ  ไม่ใช่วาระพิเศษจริง ๆ หัวเด็ดตีนขาดพวกเขาไม่มีวันเดินเข้าร้านสักแน่นอน

หลังจากคว้าแชมป์เจ้าตัวจึงลงทุนบินลัดฟ้าสู่เมืองลอส แองเจลิสประเทศสหรัฐอเมริกาตรงดิ่งไปหาทอมมี่ มอนโตย่า ช่างสักท้องถิ่นในนครดาราลงหมึกให้ เฮนโด้ให้ช่างสลักลายรูปถ้วยยุโรปลงที่หน้าขาด้านซ้ายลงวันที่ 01/06/19 กำกับไว้ด้วย แต่กระนั้นรอยสักนี้ก็ไม่ใช่ศิลปะบนเรือนร่างชิ้นแรกของเขา เฮนโด้เคยให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า “ผมไม่เคยมีความคิดที่จะสักเลย แต่พอลูกทั้งสองของผมถือกำเนิดความคิดของผมก็เปลี่ยนไป” เขาสักวันเดือนปีเกิดของลูก ๆ ลงบนร่างกายซึ่งเราจะไม่เฉลยหรอกนะว่าพ่อหนุ่มขี้อายแสนถ่อมตัวผู้นี้ซ่อนมันไว้ส่วนไหนในร่มผ้าอีก

คริส แอนเดอร์สัน นกเสรีของวงการบาสเอ็นบีเอ

สำหรับแฟนบาสเกตบอลเอ็นบีเอแล้ว คริส “เบิร์ดแมน” แอนเดอร์สัน เป็นเรื่องราวอย่างหนึ่งของเกมยัดห่วง เมื่อเขาก้าวเข้ามา เติบโต มีชื่อเสียง ตกเป็นข่าวอื้อฉาว ร่วงหล่น และกลับคืนมาอีกครั้ง ภายใต้ภาพลักษณ์แบดบอยที่ดิบเถื่อนและเต็มไปด้วยรอยสักสีสันบาดตา

ในปี 2002 คริส แอนเดอร์สันเป็นผู้เล่นคนแรกก้าวกระโดดจาก D-league ของปิรามิดการแข่งขันบาสเกตบอลของอเมริกาสู่ลีก NBA แต่ช่วงเวลาก่อนหน้านั้นก็ดูน่าอึ้งเช่นกัน

สามปีก่อนหน้าที่จะเดินลงสนามเอ็นบีเอ คริสลาออกจากวิทยาลัยบลินน์เพราะเชื่อมั่นว่าตัวเองจะต้องได้เล่นบาสอาชีพ แต่เขาหลุดสารบบการดร้าฟท์ตัวซึ่งเป็นด่านแรกสู่เอ็นบีเอ เขาเลยต้องไปเล่นเกมพิเศษที่เมืองจีน และได้รับการชักชวนให้เข้าร่วมทีมเจียงสู นานกิง ดราก้อนส์ หนึ่งปีต่อมาเขาก็ย้ายกลับอเมริกาเพื่อร่วมทีมกับนิว เม็กซิโก สแลม แต่ผลงานเฉลี่ย 1.1 แต้มกับ 1.6 รีบาวนด์กับการลงเล่น 10 เกม มันห่วยแตกจนคริสต้องกระเด็นจากทีม หลังจากนั้นก็ไปอยู่กับดาโกต้า วิซาร์ดแบบยังไม่ทันลงเล่นก็ย้ายทีมไปฟาร์โก้ มอร์เฮด บีซ์ แค่ 7 เกมที่บีซ์ คริสโดนเขี่ยทิ้งและได้ไปเล่นให้ซูการ์แลนด์ ชาร์ก ในลีกภูมิภาคตะวันตกเฉียงใต้ โดยยังไม่ได้เฉียดกรายเข้าใกล้เอ็นบีเอเลย

ปีต่อมาคริสเข้าไปแจมกับคลีฟแลนด์ คาวาเลียร์ช่วงสั้น ๆ แล้วก็ไปเซ็นสัญญากับฟินิกส์ ซัน แต่สุดท้ายกลายเป็นฟาร์เย็ตวิลล์ แพทริอ้อตท์ที่ดร้าฟท์เขาเข้าทีม ซึ่งเป็นแค่ทีมในระดับรอการพัฒนาของวงการบาสที่เรียกว่า Development League หรือ D-league

คริส แอนเดอร์สันถูกกล่าวถึงอย่างหนักเมื่อเดนเอวร์ นักเก็ตส์คว้าตัวเขาจากฟาร์เยตวิลล์หลังเล่นไปได้แค่ 2 เกมเพื่อดึงมาเล่นในลีกสูงสุดของวงการบาส ตอนนั้นเองที่คริสยังเป็นแข้นักบาสหน้าใหม่ที่มีรอยสักกระจุ๋มกระจิ๋ม

ปี 2001 ความโดดเด่นในการรีบาวด์และการบล็อกชู้ตทำให้คริส แอนเดอร์สันกลายเป็นผู้เล่นระดับท็อปอย่างรวดเร็ว เขาถูกขนานนามว่าเป็นเบิร์ดแมน หรือมนุษย์นกผู้กางปีกปกป้องห่วงของทีม พอถึงปี 2004 นิวออร์ลีน ฮอร์เน็ตส์ก้าวเข้ามาคว้าตัวเบิร์ดแมนไปร่วมทีม ในปีนั้นเขาเริ่มมีรอยสักที่ระบายสีสันลงไปแทนลายเส้นสีดำเดิม ๆ ทว่าในปี 2006 คริสก็ต้องถูกเขี่ยทิ้งจากวงการเมื่อไม่ผ่านการตรวจเรื่องสารเสพติด

ช่วงเวลาที่เขาออกไปจากวงการ หาทางแก้ต่างให้ตัวเองพ้นจากข้อกล่าวหาเรื่องสารเสพติด คริมเข้ารับการบำบัดพฤติกรรมไปพร้อมกัน และทำงานเป็นโค้ชทีมเด็กของเดนเวอร์ไปพลาง ๆ จนถึงปี 2008 ข่าวดีก็มาถึงเมื่อเขาได้รับการตัดสินให้พ้นข้อกล่าวหา เขาได้รับสิทธิ์กลับเข้าสู่วงการบาสและเป็นนิวออร์ลีน ฮอร์เน็ตส์ที่อ้าแขนรับเขากลับสู่ทีม

การกลับมาของคริส แอนเดอร์สันในบุคลิกใหม่ ทำให้เขากลายเป็นผู้เล่นคนสำคัญที่แฟนบาสโปรดปราน เช่นเดียวกันกับสีสันรอยสักของแอนเดอร์สันที่ถูกเติมเต็มอย่างเต็มที่

หลังจาก 4 ปีระหว่าง 2008-2012 ที่โดดเด่นกับเดนเวอร์ นักเก็ตส์อีกทีมเก่า ไมอามี่ ฮีตก็ดึงคริสไปร่วมทีม และเขาก็ช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ได้ในปี 2013 เป็นก้าวสูงสุดของเขา เช่นเดียวกับกับเรือนร่างที่สมบูรณ์ด้วยสีสันของรอยสัก

คริส “เบิร์ดแมน” แอนเดอร์สัน ใช้ชีวิตของเขาอย่างเต็มที่ เขาเป็นคนที่รักอิสระมากจนบางครั้งก็เกินขนาด แต่เมื่อเขาเริ่มเรียนรู้การควบคุมตัวเองก็สามารถใช้อิสระได้อย่างถูกที่ถูกทาง ซึ่งมันสมกันกับรอยสักบนลำคอว่า “Free Bird” นกที่บินอย่างอิสระและได้รับการยกย่องในอิสระนั้น

รอยสักของเหล่านักรักบี้กับเกมชิงแชมป์โลกที่ญี่ปุ่น

บนโลกใบนี้ วัฒนธรรมการสักบนร่างกายไม่มีภูมิภาคไหนโดดเด่นเท่ากับชาวเกาะทะเลใต้ ลูกหลานของชาวโพลีนีเซียนอีกแล้ว เพราะแทบทุกเผ่าที่สืบทอดเชื้อสายนักเดินทะเลต่างได้รับเอาวัฒนธรรมและประเพณีการสักมาเป็นของตัวเอง และกลายเป็นเอกลักษณ์ที่สะดุดตาผู้คนอย่างยิ่ง ดังนั้นมันถึงตกทอดมาถึงบันดาลูกหลานของพวกเขา

ในโลกของกีฬานั้น ชาวเกาะทะเลใต้ทั้งหลายดูจะเก่งกาจในเชิงกีฬารักบี้มากในระดับต้นของโลก ทีมอย่างออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ตองกา ฟิจิ โซโลมอน รวมถึงเกาะเล็กเกาะน้อยทั้งอาณาบริเวณเขตนั้นต่างมีชื่อเสียงในกีฬาชนิดนี้ และมันก็ไม่แปลกที่นักกีฬาของพวกเขาจะมีรอยสักอันเป็นเครื่องแสดงออกถึงความแข็งแกร่ง ความกล้าหาญ ซึ่งเหมาะสมกับการเล่นกีฬาที่ต้องปะทะกันอย่างรุนแรงนี้ด้วย

ด้วยรูปร่างแบบนักรักบี้ที่ตัวใหญ่ ทำให้การสักลวดลายบนร่างกายของพวกเขาสามารถสร้างภาพที่โดดเด่นได้สบาย ๆ ในส่วนของนักกีฬาที่สืบเชื้อสายชนเผ่าพวกเขาไม่ลืมที่จะสร้างลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์บ่งบอกที่มาของตนเองทั้งสไตล์เมารี, อะบอริจิน, ตองกา, ซามัว หรือ มาร์กี้ซัน ร่วมด้วยรูปภาพอันเป็นเอกลักษณ์แบบสากลต่าง ๆ ตลอดจนข้อความที่แฝงความหมาย

ความนิยมในการสักบนร่างกายของนักรักบี้ในฝั่งทวีปออสเตรเลียและหมู่เกาะโพลีนีเซียนต่างไปจากเหล่านักรักบี้ในยุโรปโดยเฉพาะกับนักรักบี้ของอังกฤษ ซึ่งผู้เล่นส่วนใหญ่ของทีมชาติอังกฤษมีรอยสักที่เป็นรูปและสีสันสวยงาม โดยเฉพาะการสักรูปดอกกุหลายซึ่งเป็นตราสัญลักษณ์ประจำทีมของพวกเขาไว้บนส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย พร้อมด้วยสีสันจากภาพที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนาและความเชื่อด้วย

ในบรรดานักกีฬาจากชนิดกีฬาต่าง ๆ รักบี้ดูจะเป็นชนิดกีฬาที่ผู้เล่นมีรอยสักแทบจะทุกคน บางทีมอย่างเช่นนิวซีแลนด์นั้น ผู้เล่นทุกรายต่างมีรอยสักเป็นของตัวเอง ทำให้เกิดข้อกังวลเกี่ยวกับการแข่งขันรักบี้ เวิร์ลด์ คัพที่ญี่ปุ่นจะเป็นเจ้าภาพในปี 2019 นี้อย่างมาก เพราะเป็นที่รู้กันดีว่าวัฒนธรรมและมุมมองของชาวญี่ปุ่นที่มีต่อการสักนั้นเป็นในแง่ลบที่สุด หลายสถานที่สาธารณะไม่ยินดีต้องรับคนที่มีรอยสักจนกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ ซึ่งไม่อนุโลมให้แม้จะเป็นชาวต่างชาติก็ตาม สิ่งนี้เองที่ทำให้เกิดกระแสความคิดเห็นเห็นสองฝั่งว่ารักบี้ เวิร์ลด์ คัพจะมีการขอร้องให้ทุกคนปกปิดรอยสักดีหรือไม่?

ในขณะที่นักกีฬาจากประเทศต่าง ๆ ก็เหมือนยินดีที่จะให้ความร่วมมือเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่จากการที่วัฒนธรรมของญี่ปุ่นเองก็เปิดกว้างขึ้น รวมไปถึงการได้ย้อนกลับมาเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิกในปี 2020 อีกครั้งของญี่ปุ่น ทำให้มีการเผยแพร่ความเข้าใจเกี่ยวกับรอยสักซึ่งถือเป็นวัฒนธรรมโลกอย่างหนึ่งอย่างต่อเนื่อง การแข่งขันรักบี้ชิงแชมป์โลกจึงอาจจะได้เป็นตัวแทนในการเปิดมุมมองใหม่ของชาวญี่ปุ่นก่อนหน้าการแข่งขันของมวลมนุษยชาติก็เป็นได้

รอยสักกับนักกีฬากลายเป็นของคู่กันจนเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ในขณะที่โลกก็แคบลงเนื่องจากการเชื่อมโยงถึงกันได้ทั่วถึงของเครือข่ายอินเตอร์เน็ต วัฒนธรรมและความเชื่อถูกนำมาบอกเล่าต่อกันเพื่อให้ต่างฝ่ายต่างเข้าใจกันมากขึ้น และวันหนึ่งรอยสักอาจจะมีภาพลักษ์ที่สวยงามในสายตาของทุกคนก็ได้ สำหรับชาวญี่ปุ่นมันอาจจะเพิ่มขึ้นจากการแข่งขันรักบี้รายการใหญ่ที่พวกเขาเป็นเจ้าภาพนี้

ลูอิส แฮมิลตัน ยอดนักแข่งรถผู้ลงรอยสักไว้ฉลองแชมป์

“บนแขนของผมจะมีเทวดารักษาคุ้มครอง มันจะบิดเล็กน้อย เมื่อผมเผลอหลับบนเบาะรถกลางแดดสิบโมงเช้าที่ร้อนจัด” ลูอิส แฮมิลตัน ยอดนักขับรถฟอร์มูล่าวันชาวอังกฤษเล่ากับสื่อ

ช่วงปลายปี 2018 ที่ผ่านมาหลังจากคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 5 ให้ตัวเองได้ แฮมิลตันก็มีแผนการที่เพิ่มรอยสักบนร่างกายเพื่อแทนชัยชนะดังกล่าว โดยยังไม่รู้ว่าจะออกมาเป็นรูปแบบไหน แต่แฮมิลตันก็บอกว่ามันคงต้องมีเลข 5 มาปนอยู่ในนั้นแน่นอน

เจ้าของแชมป์โลกเอฟวันเป็นที่สนอกสนใจของแฟนนักแข่งรถเมื่อเขาคว้าแชมป์สมัยที่สองได้ในปี 2015 และถูกเชิญขึ้นปกนิตยสารโดยเนื้อหาในเล่มพูดถึงเรื่องราวของรอยสักบนตัว ที่เขากล่าวว่า “เขารักรอยสักของเขามาก”

ในวันนั้นแฮมิลตันยังไม่มีรูปสิงโตตัวใหญ่บนไหล่ขวา แต่ตลอดแขนซ้ายของเขามีรูป The Pieta หรือภาพพระแม่มารีกำลังอุ้มพระเยซูน้อยที่เอามาจากผลงานปั้นของไมเคิล แองเจลโล่ ยอดศิลปินชาวอิตาลีในอดีต ซึ่งรวมรูปภาพของนางฟ้า เทวดา กางเขนและหัวใจไว้ด้วยกัน แฮมิลตันกล่าวว่าเขาทั้งเชื่อมั่นและศรัทธาอย่างแรงกล้าในเรื่องพระเจ้า สมกับที่เขาสักคำว่า Faith ไว้บนไหล่ขวา เช่นเดียวกันกับการให้ความสำคัญกับครอบครัว ทำให้เขาสักคำว่า Family ไว้บนไหล่

กลางหน้าอกของลูอิส แฮมิลตันคือรูปดาวเข็มทิศ ซึ่งมีความหมายแฝงว่าศาสนาที่นับถือนี้เองที่เป็นเข็มทิศในการดำเนินชีวิตของเขา โดยบนเนินอกเกือบถึงคอแฮมิลตัวสลักคำว่า powerful beyond measure ที่เป็นคำของนักเขียนมาเรียเน่ วิลเลียมสัน มีความหมายว่า พลังนั้นอยู่เหนือการวัดได้

ลูอิส แฮมิลตันกลายเป็นนักแข่งเบอร์หนึ่งของโลกหลังจากเก็บชัยชนะได้อย่างต่อเนื่อง และข้อความทรงพลังที่ช่วยให้เขาพุ่งแซงหน้าทุกคนขึ้นไปปรากฏอยู่บนแผ่นหลังพร้อมรูปกางเขนใหญ่และปีกนางฟ้า คือข้อความที่กล่าวว่า ‘Rise above it, No matter what life throws at you’-ปีนขึ้นไปอยู่เหนือมันให้ได้ ไม่ว่าชีวิตจะปาอะไรใส่คุณก็ตาม ทำให้หลายต่อหลายครั้งที่แฮมิลตันดูไม่น่าจะคว้าแชมป์หรือเก็บชัยชนะในสนามแข่งขันได้กลับทำเรื่องที่น่าเหลือเชื่อสำหรับคอความเร็วได้เสมอ ซึ่งทั้งข้อความและรูปกางเขนนี้เขาสักลงบนหลังไว้ในปีที่ชนะเลิศครั้งที่ 3 ในปี 2015 ซึ่งเป็นการครองแชมป์สองปีติด

สถิติการเอาชนะได้ถึง 9 สนามในปี 2017 ทำให้ฮามิลตันได้ครองแชมป์โลกในปีนั้นหลังพลาดท่าได้แค่อันดับสองในปี 2016 ฮามิลตันเดินเข้าร้านสักอีกครั้งและคราวนี้เขาได้รูปหัวสิงโตตัวใหญ่บนไหล่ขวาที่เดิมว่างอยู่ มันเป็นสิงโตที่กำลังแสยะเขี้ยวอย่างน่าเกรงขาม

ในปี 2018 ที่ผ่านมาลูอิส ฮามิลตันยิ่งสุดยอดเข้าไปใหญ่ เมื่อเขาสามารถเก็บคะแนนสะสมได้ถึง 3,000 คะแนนจากการคว้าแชมป์ไปมากถึง 11 สนาม คว้าตำแหน่งออกตัวคันแรกไป 11 หนและขึ้นโพเดี่ยมไป 17 ครั้ง กลายเป็นแชมป์สมัยที่ 5 ของตัวเอง นั่นจึงทำให้ฮามิลตันเริ่มคิดที่จะหารอยสักสักอย่างเพื่อเอาไว้แทนความสำเร็จในครั้งนี้ และมันจะต้องมีความหมายที่ดีอย่างแน่นอนที่สุด

การสัก Passion แห่งสีสันบนเรือนร่าง ที่หลายคนโนแคร์แม้จะถูกมองในแง่ลบ

ในบริบทในสังคมไทยปัจจุบันมีค่านิยมที่เปลี่ยนแปลงจากเดิมพอสมควรในหลาย ๆ เรื่อง ประเด็นหนึ่งที่หลายคนมองข้ามไปก็คือ เรื่องของการ “สัก” หากเราเดินไปตามแหล่งท่องเที่ยวแนวสตรีทในช่วงเย็นย่ำ หลายแห่งเลยทีเดียวที่เราจะเห็นร้านรับบริการสักลายบนเรือนร่างเปิดให้บริการกันอยู่เต็มไปหมด ภายในร้านก็มักจะมีช่างสักฝีมือดีอยู่ไม่เกิน 3 คน บางร้านก็มีแค่คนเดียวด้วย เรารับรู้กันดีว่าการสักนั้นเป็นรสนิยมส่วนบุคคล แต่โดยภาพรวมใหญ่ของสังคมไทยลึก ๆ แล้วก็ยังไม่ยอมรับหรือรู้สึกในแง่ลบต่อการสักลายบนเรือนร่างอยู่ดี หลายคนเคยบอกว่า เมื่อเห็นคนมีรอยสักมักจะทำให้รู้สึกถึงนักเลง ขี้คุก คนติดยา หรือสื่อไปให้เห็นถึงความรุนแรงและสกปรก แต่เรื่องนี้น่าแปลก ถ้ารอยสักแบบเดียวกันไปปรากฏอยู่บนร่างกายของคนดัง หรือ นักกีฬาดังมืออาชีพ ความรู้สึกของผู้คนกลับเปลี่ยนไป

เมื่อนักกีฬาดังสัก คนไม่ยักกะรังเกียจ

ย้อนกลับไปในกีฬาโอลิมปิก 2016 ที่ริโอเดจานาโร ประเทศบราซิล มีนักกีฬาหลายคนสร้างชื่อเสียงตนเองให้เป็นที่รู้จักกันจนถึงทุกวันนี้ด้วยการเผยรอยสักในร่างกายของตนเองไปพร้อม ๆ กับฝีมือในการแข่งขันกีฬา แน่นอนว่าทักษะและศักยภาพในด้านกีฬาเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เขาโดดเด่นขึ้นมา แต่ปัจจัยเสริมอย่างรอยสักที่ดูสะดุดตาและมีเสน่ห์ก็เป็นสิ่งที่ช่วยกระตุ้นให้แฟน ๆ กีฬาจดจำพวกเขาได้ดียิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น Daniel Jason Lewis นักมวยสากลสมัครเล่นชาว Australia ก็สร้างความรู้สึกสะดุดตาให้กับแฟน ๆ กับรอยสักเต็มร่างกาย ที่ดูจะเป็นที่พูดถึงมากที่สุดก็คือ รอยสักรูปจิงโจ้ที่มีการสวมนวมทำท่าทางชกมวยอยู่ หรืออย่าง Ignacio Perrin นักมวยสากลสมัครเล่นชาว Argentina ที่มาเต็มกับรอยสักที่แผ่นหลังรูปบุคคลสำคัญทั้งพระแม่มารี เชกูวาร่า ทำให้สะดุดตาแฟนมวยกันได้ดียามเขาถอดเสื้อ นักกีฬาเหล่านี้สร้างจุดเด่นของตนเองขึ้นมาจากรอยสักด้วยส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องน่าแปลกว่า คนกลับพูดถึงพวกเขาเหล่านี้ในแง่ที่ดี ไม่ได้รู้สึกรังเกียจหรือคิดถึงคนเหล่านี้ในแง่ลบเลย ทำไมเป็นเช่นนั้นล่ะ ก็เป็นเรื่องน่าแปลกใจเหมือนกัน

รอยสักจะลบหรือบวก อยู่ที่ใจคน

หากจะว่าไปแล้วรอยสักก็คงจะเหมือน ๆ เรื่องของการพนัน ที่มองได้ทั้งสองแง่ มีทั้งขาวและดำ อย่างในปัจจุบันเกิดเว็บไซต์พนันกีฬาในไทยเรามากมายหลายเว็บ รายหนึ่งในนั้นก็คือ เว็บไซต์ VWIN ที่ให้บริการรับเดิมพันทั้งกีฬาและเกมพนันสไตล์คาสิโน เว็บไซต์เหล่านี้ถ้าจะมองให้ดีแล้วก็แค่ธุรกิจอย่างหนึ่ง ที่เปิดเพื่อให้คนสนใจเรื่องพนันได้มาสนุกและมาบันเทิงกัน แต่ถ้ามองกันในแง่ลบมองเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องก็มองได้ รอยสักนั้นก็คงเป็นเรื่องลักษณะเดียวกัน ไม่ว่าจะอยู่บนร่างกายของใครส่วนไหน จะอยู่บนเรือนร่างของคนหนุ่มคนสาว คนผอมคนอ้วน คนธรรมดาทั่วไป หรืออยู่บนร่างกายของนักกีฬาคนดัง ถ้าใจคนมองคิดว่าเรื่องสักเป็นเรื่องแง่ลบรอยสักไปอยู่กับใครก็มองว่ามันไม่สวยอยู่ดี แต่ถ้าคนมองบวกมองยังไงก็รู้สึกว่ามันสวยงาม แน่นอนส่วนตัวนักกีฬาหรือคนที่มีรอยสักในตัวนั้น ทุกคนมองว่ารอยสักเป็นเรื่องของ Passion เป็นงานศิลป์อย่างหนึ่งที่น่าหลงใหล ใครจะมองอย่างไรมันไม่สำคัญ ขอเพียงสิ่งนั้น ๆ เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจทำให้พวกเขามีพลังที่จะก้าวต่อไปในชีวิตบนเส้นทางของตนเองก็เพียงพอแล้ว เรื่องแบบนี้อยู่ที่ใจคนมองมันห้ามกันไม่ได้หรอกเนอะ

รอยสักเป็นเรื่องของรสนิยมส่วนบุคคล บางคนมองว่ามันคือการแสดงออกในแง่ลบ ส่วนบางคนมองว่ามันคือความน่าหลงใหล แล้วคุณล่ะมองศิลปะบนเรือนร่างนี้ในแง่ไหน ถามใจดู