รอยสักเพื่อบันทึกระยะห่างจากเกียรติยศ ของเมาริซิโอ ปินิลลา

งานศิลปะบนเรือนร่างอย่างการสักนั้น ผู้นิยมการสักย่อมจะมีแรงบันดาลใจต่าง ๆ กันออกไป ไม่ว่าจะเป็นความสวยงามของลวดลาย ความชื่นชอบส่วนตัว ความประทับใจ แต่สำหรับเมาริซิโอ ปินิลลา เขาเลือกที่จะจารึกความผิดหวังของเขาไว้บนเรือนร่างตัวเอง เพื่อย้ำเตือนตัวเขาเองไปตลอดชีวิต

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2014 กับการแข่งขัน เวิร์ลด์คัพ ฉบับแซมบ้า บนแผ่นดินที่ได้ชื่อว่าประเทศแห่งฟุตบอลอย่างบราซิล ในการแข่งขันรอบ 16 ทีมสุดท้าย เป็นการพบกันระหว่าง 2 ทีมจากทวีปอเมริกาใต้ อย่างเจ้าภาพบราซิล เจอกับทีมชาติชิลี การแข่งขันในเวลาปกติ จบลงที่สกอร์ 1 ประตูต่อ 1 โดยบราซิลได้ประตูออกนำไปก่อนจาก ดาวิด ลุยซ์ และถูกชิลีตามตีเสมอจาก อเล็กซิส ซานเชส ซูเปอร์สตาร์ประจำทีม จึงทำให้ต้องมีการต่อเวลาพิเศษออกไปอีก 30 นาที การแข่งขันในช่วงต่อเวลาเป็นไปอย่างสูสีทั้งสองทีมผลัดกันรุกรับ และมีโอกาสทำประตูได้พอกัน แต่สกอร์ยังเสมอกันอยู่ที่ 1 ประตูต่อ 1 จนกระทั่งนาทีที่ 119 กว่า ๆ นาทีสุดท้ายของการต่อเวลา ปินิลลา พักบอลจากการเตะขึ้นมาของผู้รักษาประตู ก่อนทำชิ่งกับอเล็กซิส ซานเชส เข้าไปสับไกบริเวณหน้ากรอบเขตโทษ ลูกบอลพุ่งแรงชนิดที่เรียกว่า ฮูลิโอ เซซาร์ ผู้รักษาประตูบราซิลไม่มีสิทธิ์ป้องกัน แต่ทว่ามันกลับพุ่งไปชนคานเข้าอย่างจัง และหลังจังหวะนั้นของเขาก็จบเกมทันที และที่มันน่าเศร้ากว่านั้น คือทีมของเขาแพ้จุดโทษ ด้วยสุดยอดฟอร์มของเซซาร์ ที่เซฟจุดโทษได้ถึง 3 ลูก และหนึ่งใน 3 คนที่โดนเซฟ ก็มีชื่อเขาอีกเช่นกัน

ด้วยความผิดหวังครั้งนี้นี่เอง เมาริซิโอ ปินิลลา จึงให้ช่างสักจารึกเหตุการณ์ครั้งนี้ลงบนแผ่นหลังของเขา โดยสักเป็นภาพที่ไม่ต้องคิดตีความหมายใด มองแล้วเข้าใจได้ทันที เพราะรูปที่เขาสักนั้น เป็นรูปจำลองเหตุการณ์การยิงชนคานของเขา พร้อมข้อความ “One centimeter form glory” หรือ “ระยะห่างจากเกียรติยศ 1 เซนติเมตร” เพื่อสะกิดเตือนใจว่าครั้งหนึ่งเขาเคยเข้าใกล้ความสำเร็จเพียงใด เพราะถ้าหากเกมนั้นลูกยิงของเขา มุดลงต่ำกว่านั้นเพียงหนึ่งเซนติเมตร วิถีของลูกและเหตุการณ์ต่าง ๆ คงจะไม่เป็นเช่นนี้ และถ้ามันเป็นประตู แน่นอนว่าไม่มีเวลาให้คู่ต่อสู้อย่างบราซิล แก้ตัวเลยแม้แต่นิดเดียว และการโค่นบราซิล เข้ารอบบนแผ่นดินบราซิลเอง ย่อมจะเป็นเกียรติยศให้แก่ชีวิตนักฟุตบอลของเขาอย่างไม่ต้องสงสัย และเมื่อมันไม่เป็นแบบนั้น ความผิดหวังมันจึงมากมายมหาศาลเช่นกัน

เมื่อเวลาผ่านไปตามหน้าที่ของมัน ผู้คนต่างค่อย ๆ ลืมเลือนเหตุการณ์นั้นไป ไม่มีใครโทษเขา เพราะรู้ว่าเขาทำดีที่สุดแล้ว แม้แต่ลูกยิงลูกนั้นก็มีแต่คนชื่นชมและกล่าวถึงในทางที่ดี มีเพียงแต่ตัวเขาที่จะจำความผิดหวังนี้ไว้กับตัวเองไปตลอดชีวิต และมันจะสะกิดเตือนใจเขาไปตลอดว่า ครั้งหนึ่งเขาเคยอยู่ห่างจากเกียรติยศเพียงแค่เซ็นเดียว เท่านั้นเอง

อันซู ฟาติ เมื่อเจ้าหนูต่างดาว ก้าวขึ้นสู่ยานแม่

อันซูนาเม “อันซู” ฟาติ เด็กหนุ่มจากประเทศที่แทบไม่มีใครรู้จักชื่อ อย่างกินี-บิสเซา ในทวีปแอฟริกา ก่อนที่ครอบครัวของเขาจะย้ายมาตั้งรกรากในสเปน เมื่อเขามีอายุได้พียง 6 ขวบ ในขณะที่พ่อแม่ของเขาตั้งหน้าตั้งตาทำงาน สิ่งที่เจ้าหนูคนนี้ทำก็คือ การไล่เตะลูกฟุตบอล กับเพื่อน ๆ แถวบ้าน และเขาก็เริ่มสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเอง ในละแวกบ้านโดยคนแถวบ้านต่างชื่นชมในความมหัศจรรย์ของฝีเท้าเจ้าหนูคนนี้

เขาเริ่มต้นฝึกหัดฟุตบอลอย่างจริงจัง กับทีมเอร์เรรา ทีมอคาเดมี่เล็ก ๆ ก่อนจะย้ายร่วมทีมเยาวชนของเซบียา เขาอยู่กับทีมจนกระทั่งอายุ 10 ขวบ ตลอดเวลาเขาได้แสดงศักยภาพทางฟุตบอลออกมาได้โดดเด่น เกินกว่าเด็ก ๆ ในวัยเดียวกันจนเป็นที่เตะตาแมวมองของทีมใหญ่ ๆ จนเกิดการแย่งชิงตัวเขาเกิดขึ้น โดยมี 3 ทีมที่เข้ามายื้อแย่งเจ้าหนูรายนี้ คือเซบียาเองที่อยากจะรั้งตัวเขาไว้กับทีม กับอีกสองยักษ์ใหญ่อย่างเรอัล มาดริด และบาร์เซโลน่า โดยมาดริด เสนอเงินก้อนโตให้กับครอบครัวของฟาติ ส่วนบาร์ซ่านั้นเสนอการพัฒนาศักยภาพทางฟุตบอลของเขา และด้วยชื่อเสียงการสร้างเยาวชนของสถาบันลามาเซีย ก็ทำให้เจ้าตัวตัดสินใจย้ายร่วมทีมเจ้าบุญทุ่มทันที จนทำให้เซบีย่างอน ถึงกับถอดชื่อเขาออกจากรายการแข่งขันระดับเยาวชนเลยทีเดียว

จากวันนั้นถึงวันนี้ ผ่านมา 7 ปีแล้ว ที่เขาเลือกที่จะก้าวเข้ามาสู่ศูนย์ฝึกลามาเซีย และมันพิสูจน์แล้วว่าการเลือกทางเดินของเขาในวันนั้น มันเป็นการเลือกที่ถูกต้อง เมื่อปัจจุบันเขาถูกผลักดันขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ของทีม ด้วยความสามารถของเขา และสถานการณ์การบาดเจ็บของผู้เล่นตัวจริง ทำให้โอกาสของเขามาถึงอย่างรวดเร็ว และเพียงแค่ครั้งแรกที่ลงสัมผัสผืนหญ้าที่คัมป์ นู เขาก็สร้างสถิติทันที ด้วยการเป็นผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดเป็นอันดับสอง ด้วยอายุเพียง 16 ปี 9 เดือนกับอีก 25 วัน หลังถูกเปลี่ยนตัวลงสนามในเกมกับ เรอัล เบติส และอีก 7 วันต่อมาเขาก็สามารถปลดล็อกประตูแรกให้กับตัวเองได้ พร้อมกับยึดสถิติ เป็นผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดของสโมสรที่ยิงได้ในลาลีกา ด้วยการช่วยทีมตีเสมอโอซาซูน่า และสด ๆ ร้อน ๆ กับการสร้างสถิติผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดที่ยิงได้สองประตูในเกมเดียว หลังช่วยเหมา 2 ลูกให้ทีมชนะเลบันเต้ไป 2 ประตู ต่อ 1

เส้นทางในอาชีพนักฟุตบอลของเขายังอีกยาวไกล ปัจจุบันเขาเซ็นสัญญากับบาร์ซ่าพร้อมพ่วงเงื่อนไขค่าฉีกสัญญามหาศาลถึง 100 ล้านยูโรเลยทีเดียว ด้วยจำนวนเงินขนาดนี้ ด้วยความรักที่เขามีต่อบาร์ซ่า ด้วยศักยภาพทางฟุตบอลของเขา และการขัดเกลาของทีมงานลามาเซีย เชื่อได้เลยว่าเขาจะอยู่ยาวจนเป็นตำนานคนต่อไปทีมต่างดาวอย่างบาร์เซโลน่า เช่นเดียวกับที่รุ่นพี่อย่างลีโอเนล เมสซี่ ทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ถ้าไม่มีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นระหว่างทาง อีกซักสิบปีข้างหน้าเมื่อเราพูดถึงบาร์ซ่า เราจะนึกถึงหน้าของเขา เหมือนกับที่เรานึกถึงเมสซี่ในปัจจุบันอย่างแน่นอน

อัลเบอร์โต้ โมเรโน่ กับเหล่าสัตว์มหัศจรรย์ของเขา

นักกีฬาหลายต่อหลายคน ที่หลงใหลในศิลปะการสัก ในกีฬาฟุตบอลเองก็แทบจะเรียกได้ว่าแทบจะมีรอยสักบนเรือนร่างของตัวเองแทบทุกคน มีมากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่ความชอบของแต่ละคน แต่ถ้าจะกล่าวถึงคนที่มีรอยสักเต็มร่างกายไปหมด ชื่อหนึ่งที่ต้องคิดถึง ต้องมีเขาคนนี้ อัลเบอร์โต้ โมเรโน่ อย่างแน่นอน

อัลเบอร์โต้ โมเรโน่ แบ็กซ้ายชาวสเปน เป็นที่คุ้นหน้าคุ้นตาของแฟนบอลบ้านเรา เพราะเขาคืออดีตผู้เล่นของทีมหงส์แดงลิเวอร์พูล ซึ่งปัจจุบันเล่นอยู่ในประเทศบ้านเกิด กับสโมสรบียาเรอัล นอกจากฟุตบอลแล้วสิ่งที่โมเรโน่รักคือการสักรูปต่าง ๆ ลงบนเรือนร่างของเขา แน่นอนว่าเขาสักรูปต่าง ๆ ไว้บนร่างกายเยอะมาก แต่วันนี้เราจะมาดูรอยสักรูปสัตว์แปลก ๆ ของเขา ซึ่งเป็นที่กล่าวถึงอย่างมาก ในแง่ของความแปลกประหลาด และสร้างความแปลกใจให้กับผู้คนที่เห็น

1.ลิงชิมแปนซี

นี่คือรอยสักล่าสุดของเขา การสักรูปลิงชิมแปนซี คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ถ้าลิงตัวนั้นไม่สวมแว่นตากันแดด ใส่เฮดโฟน ใส่สูท และยังถือปืนอีกด้วย โดยคาดว่าเจ้าตัวต้องการสื่อถึง see no evil, hear no evil, speak no evil, หรือการไม่เห็นสิ่งชั่วร้าย ไม่ฟังสิ่งชั่วร้าย และไม่พูดในสิ่งชั่วร้าย ซึ่งปกติจะเป็นรูปลิง 3 ตัว แต่เขาเลือกใช้ลิงเพียงตัวเดียว แล้วปิดตาด้วยแว่นกันแดด ปิดหูด้วยเฮดโฟน และปิดปากด้วยปลายกระบอกปืน นั่นเอง

2.แพนด้า

แน่นอนว่าแพนด้าของเขาต้องไม่ใช่เจ้าหมีตัวกลมขนปุยน่ารัก ๆ แบบที่เห็นทั่วไป เพราะแพนด้าของโมเรโน่ มันกำลังสูบไปป์ ใส่แว่นตาแบบข้างเดียว และสวมหมวกกลมทรงสูง หรือหมวกทรงกะลานั่นเอง

3.เสือดาว

รูปนี้โมเรโน่จับเอาเสือดาว อันเป็นสัตว์ที่ดุร้ายปราดเปรียว มาใส่ผ้ามัดหัวลายดอกซะหวานแหวว แทบไม่เหลือเค้าโครงของนักล่าผู้ปราดเปรียวเลย ดูไปแล้วรูปนี้เขาอาจจะสื่อถึงความดุร้ายเกรี้ยวกราดที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความงามของผู้หญิงก็เป็นได้

4.น้องหมาตัวโปรด

เขาได้สักรูปเจ้าอาลีน้องหมาตัวโปรดของเขา แต่เพื่อให้มันสมชื่ออาลี เขาก็เลยสักให้มันสวมนวมสำหรับชกมวย และอยู่ในท่าตั้งการ์ด

บรรดาสัตว์มหัศจรรย์ของเขา สร้างความประหลาดใจให้ผู้คนทุกครั้งที่มีการเปิดตัวพวกมัน และเสียงส่วนใหญ่มักจะออกไปในทางเดียวกันคือ มันคืออะไร เขาต้องการจะสื่ออะไร รวมไปถึงเขาจะสักรูปพวกนี้ไปเพื่ออะไร ทำนองว่าจะบ้าไปแล้วกระมัง แต่สิ่งที่ต้องยอมรับคือมันเป็นงานศิลปะที่สวยงาม และเต็มไปด้วยจินตนาการ ไม่เห็นจะต้องไปแคร์คำพูดใคร หรือทำให้คนทั้งโลกเข้าใจในรอยสักของเขา แค่มันสวยงาม เขาชื่นชอบ พอใจ และมีความสุขกับงานศิลปะของเขา แค่นั้นก็พอแล้ว คิดว่าอัลเบอร์โต้ โมเรโน่ คงอยากจะบอกแบบนี้แหละ

เดเล่ อัลลี่ กับรอยสักแห่งศรัทธาของผู้ไม่ยอมแพ้

เดเล่ อัลลี่ มิดฟิลด์ดาวรุ่งทีมชาติอังกฤษ ของสโมสรท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ เด็กหนุ่มวัย 23 คนนี้สร้างผลงานเป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาแฟนบอลทั่วโลกมาแล้ว ทั้งในนามทีมชาติและระดับสโมสร โดยเขาเป็นกำหลักหลักในแดนกลางให้กับทั้งสองทีม และยึดตำแหน่งตัวจริงได้อย่างเหนียวแน่น จะมีก็เพียงแค่อาการบาดเจ็บเท่านั้นแหละที่จะเบียดเขาจากตำแหน่งในทีมได้

เดเล่ อัลลี่เริ่มต้นอาชีพจากการเป็นเด็กปั้นของมิลตัน คีน ดอน ก่อนที่สเปอร์สจะดึงตัวเขามาร่วมทีมเมื่ออายุ 19 ปีด้วยค่าตัวเพียงแค่ 5 ล้านปอนด์ ถึงตอนนี้เขาลงสนามให้ทัพไก่เดือยทองไปแล้วถึง 149 นัด และทำประตูไปถึง 49 ประตู ส่วนในนามทีมชาตินั้น อัลลี่ติดทีมเยาวชนมาแล้วทุกชุด และตอนนี้เขาเล่นในทีมชุดใหญ่ไปแล้ว 37 นัด และทำได้ 3 ประตู

เดเล่ อัลลี่ คือหนึ่งในนักกีฬาที่ชื่นชอบในศิลปะการสักบนเรือนร่าง และรอยสักของเขาล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับความศรัทธาและการปลุกใจนักสู้ในตัวของเขาทั้งสิ้น เราลองมาดูว่ารอยสักบนร่างกายของเขามีอะไรบ้าง

1.เจ้าหนูแบมแบม รับเบิล ที่แขนซ้าย

แน่นอนว่ารูปนี้ไม่เกี่ยวกับศรัทธาหรืออะไรทั้งสิ้น แต่เจ้าตัวสักรูปนี้เพราะตัวเขามีชื่อเล่นเดียวกันกับตัวการ์ตูนจากเรื่องฟลินท์สโตน คือ “แบมแบม” เนื่องจากชื่อเต็ม ๆ ของเขาคือ แบมมิเดเล่ อัลลี่ นั่นเอง

2.รอยสัก LOSER-LOVER

ที่เหนือข้อศอกซ้าย อัลลี่สักตัวอักษรคำว่า LOSER โดยมีตัว V สีแดงทับอยู่บนตัว S ซึ่งสื่อความหมายได้ว่า จะเป็นที่รัก หรือไอ้ขี้แพ้นั่นเอง

3.รูปคิงส์กับควีน บนหัวไหล่ขวา

อัลลี่สักรูปคิงส์กับควีนที่อยู่บนไพ่ไว้ตรงหัวไหล่ โดยเจ้าตัวบอกว่า เวลาเล่นไพ่ถ้าเขาได้ไพ่สองใบนี้เขามักจะเป็นผู้ชนะเสมอ คงประมาณว่าถ้ามีไพ่สองใบนี้ไว้กับตัว เขาจะไม่มีวันพ่ายแพ้นั่นเอง

4.รูปพระเจ้ากับนางฟ้า

อัลลี่สักรูปพระเจ้ากับนางฟ้าไว้บริเวณท่อนแขนขวา สื่อถึงศรัทธาที่เขามีต่อพระผู้เป็นเจ้า ในศาสนาคริสต์

5.Psalm 23:4

บนทรวงอกด้านซ้าย อัลลี่สักข้อความสั้น ๆ อันสื่อถึงข้อความในไบเบิ้ล ซึ่งมีใจความว่า
“แม้ข้าพระองค์เดินผ่านหุบเขาเงาแห่งความตาย ข้าพระองค์จะไม่หวาดกลัวความชั่วร้ายใด ๆ เพราะพระองค์สถิตกับข้าพระองค์ พระองค์ทรงปกป้องและนำทางข้าพระองค์ ทำให้ข้าพระองค์สบายใจ” นั่นคือเขาต้องการจะบอกว่าเขาจะไม่เกรงกลัวคู่ต่อสู้หน้าไหนทั้งนั้น

แม้ว่ารอยสักบนร่างกายของเดเล่ อัลลี่ จะยังไม่ได้มากมากมายเท่าใครหลายคน แต่รอยสักของเขาล้วนเต็มเปี่ยมไปด้วยศรัทธา และเหมาะจะเป็นรอยสักของผู้ที่มีจิตใจแห่งความเป็นนักสู้ ไม่ว่าจะในหรือนอกสนาม ไม่ว่าคู่ต่อสู้จะเป็นใคร เขาจะลงไปสู้โดยไม่เกรงกลัวผู้ใด เมื่อเขามีทุกอย่างที่เขาเชื่ออยู่บนร่างกายของเขาเอง

ตัวปัญหาหรือตัวความหวัง กับเรื่องคาราคาซังของ ปอล ป็อกบา

หลังตลาดหน้าหนาวปิดตัวลงไปเป็นที่เรียบร้อย แล้วดีลการย้ายทีมของปอล ป็อกบายังไม่เกิดขึ้น เป็นอันว่าเขายังอยู่กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดต่อไป แต่ก็ไม่รู้ว่าจะต่อไปอีกนานแค่ไหน เมื่อข่าวของเขากับทีมโน้นทีมนี้มีออกมาอยู่ตลอด และแฟน ๆ ยูไนเต็ดเองก็สุดจะเอือมระอากับพฤติกรรมของเจ้าตัวรวมทั้งผู้จัดการส่วนตัวอย่าง มิโน ไรโอล่า ผู้ขึ้นชื่อเรื่องความหน้าเงินซะเหลือเกิน

อดีตเด็กปั้นรายนี้ เคยมีเรื่องราวเกี่ยวกับผลประโยชน์และสัญญากับทีมมาตั้งแต่ถูกดันขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่ เมื่อตกลงด้านผลประโยชน์กันไม่ได้เขาจึงเลือกย้ายไปอยู่กับยูเวนตุสในอิตาลีแทน จนสุดท้ายเป็นยูไนเต็ดเองที่ต้องไปทุ่มเงินดึงตัวเขากลับมาด้วยค่าตัวสูงถึง 85 ล้านปอนด์ พร้อมค่าเหนื่อยมหาศาลของเจ้าตัว และแน่นอนว่าดีลนี้ทำให้ มิโน่ ไรโอล่ารวยเละ ด้วยเม็ดเงินขนาดนั้นทุกคนต่างคาดหวังในตัวเขาอย่างสูงลิ่วที่จะเข้ามายกระดับทีมให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง แต่สิ่งที่เขาทำกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะมันดูเหมือนว่าเขาจะสนใจเรื่องการใช้ชีวิตนอกสนามซะมากกว่าการเล่นฟุตบอล เขาดูเหมือนจะทุ่มเทให้กับโซเชียล แฟชั่น และการตัดผมซะมากกว่าการพัฒนาฟอร์มการเล่นของตัวเองและทีม จนได้รับฉายาว่าเป็นมิดฟิลด์ตัวตัดผม ไม่ใช่ตัวตัดเกม สุดท้ายฟอร์มในสนามของเขาก็ออกมาอย่างที่เห็น กระท่อนกระแท่นไม่เป็นชิ้นเป็นอัน เกมไหนเล่นดีก็ดีใจหาย เกมไหนไม่อยากเล่นก็เหมือนลงไปให้มันจบเกมซะอย่างงั้น

แน่นอนว่าเรื่องฝีเท้าของป็อกบาไม่มีใครกังขา เขาเก่งจริงสมเป็นมิดฟิลด์เบอร์ต้น ๆ ของโลกอย่างแน่นอน เพียงแต่ความกระหายและความทุ่มเทให้ทีมเท่านั้นที่มันทำให้เกิดคำถาม นอกจากการมีปัญหาส่วนตัวแล้วในฤดูกาลนี้เขายังโดนปัญหาอาการบาดเจ็บเล่นงานจนถึงขั้นต้องผ่าตัด และยังอยู่ในช่วงเวลาพักฟื้น ทำให้เขาได้ลงสนามให้กับทีมไปเพียงแค่ 8 เกมเท่านั้น ทำให้แผงมิดฟิลด์ของทีมอ่อนยวบจนต้องไปดึงบรูโน่ แฟร์นันด์สเข้ามาเสริมทีม และถ้าหากว่าฟอร์มของบรูโน่สามารถยกระดับเกมในแดนกลางของทีมได้ ถึงวันนั้นแฟน ๆ ที่สุดจะทนกับตัวเขาคงจะตะโกนเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่ต้องมีป็อกบาอยู่ในทีมก็ได้

ณ ตอนนี้ตัวของเขายังมีสัญญากับยูไนเต็ดอยู่ ยังไม่ได้ย้ายทีมไปไหน เพราะฉะนั้นอะไรก็เกิดขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นการอยู่ต่อหรือจากไป ถ้าเขาอยู่ต่อเพื่อพิสูจน์ตัวเองต่อเสียงวิจารณ์ของแฟน ๆ และเหล่าบรรดาผู้เกี่ยวข้องกับยูไนเต็ดทั้งหลาย แน่นอนว่าแผงมิดฟิลด์ของผีแดงจะแกร่งขึ้นแน่ เมื่อมีทั้งป็อกบาและบรูโน่ร่วมกันปั้นเกมรุก หรือเขาอาจจะย้ายออกไปเพื่อหาความท้าทายใหม่ ๆ อย่างที่ได้เคยให้สัมภาษณ์ไว้ และไม่ว่าเรื่องราวมันจะจบลงแบบไหน นอกเหนือจากความพอใจของสโมสรและตัวนักเตะแล้ว ปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดทิศทางของเรื่องนี้คือ ผลประโยชน์ที่มากพอของ มิโน่ ไรโอล่า นั่นเอง

Gabriel Jesus กับรอยสักแห่งความทรงจำ

ทุกวันนี้นักฟุตบอลกับรอยสักกลายเป็นของคู่กันไปเสียแล้ว นักเตะชื่อดังหลายต่อหลายคนเลือกใช้ศิลปะบนเรือนร่างเพื่อแสดงออกถึงรสนิยมของตนเอง นักเตะผู้รักครอบครัวมักแสดงออกด้วยการสักชื่อลูกหรือไม่ก็ภรรยา นักเตะที่เคร่งศาสนาก็มักจะเลือกสัญลักษณ์เกี่ยวกับคำสอนที่ตัวเองนับถือมาประดับร่างกาย และอีกไม่น้อยที่เลือกสักลวดลายกราฟิกเพื่อสนองอารมณ์ศิลปิน แต่สำหรับ “กาเบรียล เฆซุส” หนึ่งในนักเตะยุคใหม่ที่ชื่นชอบการสัก ลวดลายที่เลือกประทับลงบนร่างกายล้วนเป็นความทรงจำที่เขาต้องการให้ติดตัวไปตลอดกาล ซึ่งนี่คือที่มาของรอยสักอันแสดงถึงตัวตนของนักเตะแซมบ้ารายนี้

รอยสัก JD. Peri

เฆซุส เกิดและโตที่เมือง Jardim Peri ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเซา เปาโล ย่านที่เขาอาศัยอยู่ถือเป็นชุมชนแออัดที่หนาแน่นไปด้วยตึกอาคารบ้านเรือน แถมยังเต็มไปด้วยอบายมุข ยาเสพติด และอาชญากรรม แต่เด็กน้อยเฆซุสก็ก้าวข้ามสิ่งยั่วยุเหล่านั้นมาได้ด้วยการเล่นฟุตบอล

เฆซุสใช้เวลาในวัยเด็กส่วนใหญ่อยู่กับการเล่นฟุตบอลข้างถนนกับเพื่อน ๆ เขาไม่เคยกลัวการเผชิญหน้ากับคู่แข่งที่โตกว่า และยังเป็นคนออกหน้าเสมอเมื่อการเล่นฟุตบอลสร้างปัญหาให้กับเฟอร์นิเจอร์ของเพื่อนบ้าน อันเนื่องมาจากความคับแคบของสนาม ต่อมาเฆซุสได้เป็นส่วนหนึ่งในทีมเยาวชนของ Pequeninos do Meio Ambiente สโมสรฟุตบอลท้องถิ่นเมื่ออายุ 8 ขวบ ก่อนจะก้าวเข้าสู่ทีมเยาวชนของพัลไมรัส สโมสรชั้นนำของบราซิล ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้แฟน ๆ VWIN ได้รู้จักกับเขา จนกระทั่งได้ร่วมทีมระดับโลกอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ในที่สุด ภายหลังการเซ็นสัญญากับทีมเรือใบสีฟ้า เขาเดินทางกลับไปยังสโมสรแรกของเขาพร้อมกับรองเท้าสตั๊ด 250 คู่ เพื่อบริจาคให้กับเด็ก ๆ โดยหวังว่าพวกเด็กจะใช้มันก้าวตามความฝันและประสบความสำเร็จเช่นเดียวกับเขา

เฆซุสเลือกสักเกี่ยวกับเมือง Peri ไว้ที่แขนขวาด้านใน ด้วยภาพเด็กน้อยสวมหมวกรูปธงชาติบราซิลยืนหันหลังมองไปยังตึกสูง พร้อมข้อความว่า “JD. Peri” เพื่อระลึกถึงต้นกำเนิดของเขา โดยเขามักบอกกับคนอื่นเสมอว่ามาจากเมือง Peri รอยสักนี้จึงเป็นเครื่องย้ำเตือนว่าถึงแม้เขาจะจาก Peri มา แต่ Peri จะไม่มีวันจากเขาไปไหน

รอยสัก Vera, My Mother

เวร่า แม่ของเฆซุสถือเป็นบุคคลที่มีความสำคัญที่สุดในชีวิตของศูนย์หน้าบาซิเลี่ยน เนื่องจากพ่อได้ทิ้งแม่ไปตั้งแต่เขายังไม่คลอดและเสียชีวิตหลังจากนั้นไม่นาน แต่ด้วยการดูแลเอาใจใส่อย่างดีจากผู้เป็นแม่ ทำให้เฆซุสรอดพ้นจากสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยสิ่งชั่วร้ายมาได้ มีเพียงน้ำอัดลมเท่านั้นที่เขาหนีไม่พ้น

เฆซุสสนิทกับแม่ของเขามาก โดยทั้งคู่โทรศัพท์หากันเป็นประจำ ซึ่งเรื่องที่พูดคุยกันก็หนีไม่พ้นเรื่องฟุตบอล เฆซุสบอกว่าแม่ของเขาเข้าใจเกมฟุตบอลเป็นอย่างดี แถมยังบ่นถึงความผิดพลาดในสนามของเขาอยู่เสมอ ทำให้เมื่อยิงประตูได้เขาจึงแสดงท่าดีใจด้วยการชูมือเป็นรูปโทรศัพท์เพื่อสื่อสารไปถึงแม่ของเขาที่ชมการแข่งขันอยู่ หลังจากนั้นท่าดีใจนี้ก็ได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของเขา และมีชื่อเรียกว่า “Alo Mae” ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “สวัสดีครับแม่”

เฆซุสสักรูปใบหน้าแม่ไว้ที่บริเวณหัวไหล่ซ้าย ก่อนจะสักข้อความ Alo Mae พร้อมรูปมือทำสัญลักษณ์โทรศัพท์ในเวลาต่อมา เพื่อระลึกถึงผู้หญิงที่คอยให้การสนับสนุนเขามาตลอดชีวิต

รอยสัก Tininho

ตินินโญ่ เป็นทั้งเพื่อนร่วมทีมและเพื่อนที่ดีที่สุดของเฆซุส เมื่อสมัยที่ยังเล่นให้กับทีมเยาวชนของพัลไมรัส โดยตินินโญ่ถูกยิงเสียชีวิตเมื่ออายุ 16 ปี เฆซุสเล่าถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นว่าเป็นเรื่องยากมากที่จะทำใจ แต่เขาก็มั่นใจว่าพระเจ้าจะพาเพื่อนของเขาไปยังสถานที่ที่ดี

เฆซุสเลือกสักรูปใบหน้าตินินโญ่ตอนใส่แว่นบริเวณต้นขาขวา พร้อมข้อความที่ระลึกถึงเพื่อนผู้จากไป “นายจะเป็นส่วนหนึ่งในความทรงจำของฉันตลอดไป”

โอกาสทองของทีมฟุตบอลอังกฤษระดับกลาง

ความแข็งแกร่งของทีม big 6 ในพรีเมียร์ลีกเป็นสิ่งที่หลายคนทราบดี ในฤดูกาลที่ผ่านมายิ่งประจักษ์ชัดเพราะ 4 ใน 6 ทีมเข้าชิงกันเองทั้งฟุตบอลถ้วยเล็กและถ้วยใหญ่ของยุโรป โดยที่สโมสรฟุตบอลจากลีกอื่น ๆ ไม่เคยทำได้มาก่อน ในฟุตบอลลีกเองก็เป็นเรื่องยากที่ทีมระดับรองจะสามารถแทรกตัวเข้าไปจบอันดับ 1-6 ของตารางได้เพราะทีมทั้งหกนั้นมีทั้งเม็ดเงิน นักเตะชั้นดีและผู้จัดการทีมมากฝีมือ แต่มาปีนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปเชลซีเสริมทัพไม่ได้และอาร์เซน่อลก็มีเม็ดเงินไม่เพียงพอต่อการทำทีม m88 ดูท่าจะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะเจาะให้ทีมระดับรองเหล่านี้ได้มีโอกาสลุ้นอันดับหัวตารางเสียจริง ๆ

เอฟเวอร์ตัน ทีมท็อฟฟี่สีน้ำเงินเป็นทีมเต็งที่จะทำภารกิจนี้สำเร็จมากที่สุด พวกเขามีผู้เล่นชั้นดี มีเจ้าของสโมสรที่ร่ำรวยและพร้อมจะให้ทุนในการเสริมเขี้ยวเล็บของทีม มาจนถึงตอนนี้เอฟเวอร์ตันได้ตัวอังเดร โกเมส มาจากบาร์เซโลน่าแล้วและกำลังลุ้นดึง เคิร์ท ซูม่า จากเชลซี ให้ความสนใจมัลคอล์มจากบาร์ซ่ารวมทั้งกำลังหว่านล้อมนิโกลาส เปเป้จากลีลล์อีกราย

เลสเตอร์ ซิตี้ องค์รวมของทีมจิ้งจอกสยามค่อนข้างน่าพอใจทั้งการได้กุนซือมากฝีมืออย่างเบร็นแดน ร็อดเจอร์สมาคุมทีม ผู้เล่นแกนหลักก็อยู่กันเกือบครบแถมเพิ่งคว้าตัวยูริ ตีเลอมองค์จากโมนาโก จัดการสอย อโยเซ่ เปเรสจากนิวคาสเซิ่ลและเชื่อว่าพวกเขายังจะไม่หยุดเสริมทัพเพื่อลุ้นอันดับไปเล่นฟุตบอลยุโรปอย่างแน่นอน

เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ทีมขุนค้อนเสียนักเตะไปหลายคนหนึ่งในนั้นคือคีย์แมนอย่างมาร์โก อาร์เนาโตวิช แต่พวกเขาก็เล็งตัวแทนไว้อย่างสมน้ำสมเนื้อโดยเป้าหมายก็คือกอนซาโล่ อิกวาอินกองหน้ามากประสบการณ์ชาวอาร์เจนไตน์ ซึ่งถ้าได้ตัวดาวยิงจากยูเว่มาร่วมทีมจริงประกอบกับหากซื้อผู้เล่นเข้ามาเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปได้และผู้เล่นแกนหลักของทีมกลับมาฟิตกันครบอันดับ 4-6 น่าจะลุ้นกันมันหยดเลยทีเดียว

วูฟแฮมตัน วันเดอร์เรอร์ส ทีมหมาป่าโชว์ฟอร์มได้เซอร์ไพรส์เหลือเกินในปีแรกบนเวทีพรีเมียร์ลีกนักเตะเนื้อหอมของทีมอย่างรูเบน เนเวส, ราอูล ฆิเมเนซ ที่ว่ากันว่าอาจเนื้อหอมในซัมเมอร์นี้กลับไม่มีทีมใดยื่นข้อเสนอซื้อตัว หากทั้งสองดาวดังรวมทั้งนักเตะแกนหลักของทีมคนอื่น ๆ อยู่กันครบและได้ดิเอโก้ คอสต้าจากแอตเลติโก้ มาดริดมาจริง ๆ ต้องบอกว่านี่คือหอกข้างแคร่ที่มองข้ามไม่ได้เลย

วัตฟอร์ดและบอร์นมัธ ด้วยสถานะทางการเงินและขนาดทีมของทั้งสองสโมสรความเป็นไปได้ในการลุ้นแย่งอันดับหัวตารางค่อนข้างลำบากกว่าทีมอื่น ๆ ที่เรากล่าวมา แต่อย่าลืมว่าทั้งสองทีมนี้เล่นฟุตบอลด้วยทีมเวิร์คและนักเตะที่เล่นกันมานานอย่างเข้าขารู้ใจก็พอมีสิทธิ์ให้ลุ้นแบบไกล ๆ อยู่เหมือนกัน

หากทีมอันดับรองเหล่านี้มองว่านี่คือโอกาสทองที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย ๆ และพยายามทุ่มสุดตัวเพื่อทำอันดับสู้กับทีมในกลุ่ม big 6 คงต้องบอกว่าพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลที่จะถึงนี้คงจะทวีความเข้มข้น ยกระดับให้ลีกฟุตบอลอังกฤษยิ่งแข็งแกร่งและน่าดูขึ้นไปอีกอย่างแน่นอน

2 นักฟุตบอลดังชื่อก้องโลกที่ชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

“กีฬาฟุตบอล” เป็นกีฬาสากลที่แทบทุกประเทศทั่วโลกรู้จักและให้ความนิยมชื่นชอบในการเล่นเป็นอย่างมาก มักนำมาเป็นกีฬาสำหรับการแข่งขันกันระหว่างโรงเรียน ชุมชน องค์กร สถาบันทั้งในระดับประเทศ ภาคพื้นทวีปและระดับโลก ซึ่งก็มีนักฟุตบอลอาชีพชื่อดังมากมายที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันในระดับโลก ที่ใช้ความสามารถในการเล่นฟุตบอลของพวกเขาทำมาหาเลี้ยงชีพ และสามารถพลิกชีวิตของทั้งตัวพวกเขาเองและครอบครัวให้กลายมาเป็นคนที่มีความร่ำรวยมั่งคั่ง ทั้ง ๆ ที่ชีวิตเริ่มต้นจากจุดที่อาจจะเรียกว่าจากศูนย์เลยก็ว่าได้ เราไปรู้จักกับ 2 นักเตะฟุตบอลที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลก ที่เบื้องหลังกว่าจะมาเป็นนักเตะที่เป็นที่รู้จักนั้น พวกเขาต้องผ่านอะไรกันมาบ้างกันเลยดีกว่า

1.เริ่มกันที่ ลิโอเนล อันเดรส เมสซิ กูซิตินิ นักเตะตัวเล็กพริกขี้หนูที่มีฝีเท้าที่น่ากลัวอย่างที่ใคร ๆ หลายคนทั่วโลกเรียกเขาว่า “เจ้าหนูเมสซิ” โดยเมสซิเป็นนักบอลคนหนึ่งจากประเทศอาร์เจนตินาที่เป็นขวัญใจแฟนบอลจำนวนมากบนเว็บ VWIN แถมเขายังได้รับสัญชาติจากประเทศสเปนอีกด้วย เขาเป็นนักบอลที่มีความสามารถสูงมาก ๆ ระดับโลกคนหนึ่งในยุคของเขา แต่ชีวิตวัยเด็กของเขาก็ไม่ง่ายดายเท่าไหร่นัก เมสซิเป็นเด็กที่ชื่นชอบการเล่นฟุตบอลเป็นชีวิตจิตใจถึงแม้ว่าเขาจะตัวเล็กกว่าเพื่อน ๆ ในทีมคนอื่น ๆ ที่เล่นด้วยกัน แต่ด้วยความที่เขาอาศัยฝีเท้าที่รวดเร็ว ประกอบกับความคล่องตัวที่มีก็ทำให้เขากลายเป็นนักเตะที่มีความโดดเด่นได้ไม่ยาก

แต่เนื่องจากปัญหาเกี่ยวกับฮอร์โมนการเจริญเติบโต (Growth Hormone) ทำให้หมอสั่งห้ามไม่ให้เขาเล่นกีฬา หากไม่ได้รับการผ่าตัดเสียก่อน ซึ่งทางบ้านของเขามีฐานะที่ธรรมดามาก ๆ ค่อนไปทางยากจน จึงเป็นไปได้ยากที่ครอบครัวเขาจะสามารถหาเงินมารักษาตัวให้เขาได้ ความหวังของเขาริบหรี่ลงเต็มที แต่ก็ยังโชคดีที่ด้วยศักยภาพของเขาเองไปเข้าตาคนจากสโมสรบาร์เซโลน่าเข้า ทำให้เขาได้รับการยื่นข้อเสนอการออกค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดให้แลกกับการที่เขาต้องไปเป็นนักเตะอยู่ที่ประเทศสเปน และนี่เองคือจุดเริ่มต้นของเส้นทางนักเตะฟุตบอลอาชีพของเมสซิ

2. การ์โลส อัลเบร์โต มาร์ติเนซ เตเบซ เป็นอีกหนึ่งนักเตะชาวอาร์เจนติน่าที่ชีวิตวัยเด็กของเขาต้องฝ่าฟันกับสิ่งต่าง ๆ ชนิดที่เรียกว่าสาหัสสากรรจ์เลยทีเดียว โดยเตเบซเกิดในย่านสลัม ซึ่งเป็นชุมชนแออัดแห่งหนึ่งในประเทศอาร์เจนตินา ซึ่งบ้านของเขารายล้อมไปด้วยเพื่อนบ้านที่ประกอบอาชีพผิดกฎหมาย ไล่ตั้งแต่ลักเล็กขโมยน้อย ค้าอาวุธเถื่อน ไปจนกระทั่งการค้ายาเสพติด ซึ่งตัวเขาเองก็เคยยอมรับว่าเคยติดยาอยู่ช่วงหนึ่ง แต่ด้วยความที่คิดได้จึงเลิกยาในที่สุด นอกจากนี้ในวัยที่ยังไม่ถึงหนึ่งขวบเต็มดี เขาก็ต้องพบกับอุบัติเหตุจากน้ำร้อนลวกที่บริเวณคอไปจนถึงหน้าอก นั่นทำให้เกิดรอยแผลเป็นขนาดใหญ่บนร่างกายของเขา ซึ่งยังไม่นับรวมสภาพฟันที่บิดเบี้ยวผิดรูปซึ่งเกิดจากการชกต่อยเพื่อเอาชีวิตรอดอยู่ข้างถนน

แต่น่าแปลกที่ต่อให้เขาจะมีเงินทองมากมายที่หามาได้จากการเตะฟุตบอลอาชีพสักเพียงใด เขาก็ไม่เคยคิดที่จะไปศัลยกรรมบาดแผลเหล่านั้นเลย โดยเขามักจะให้เหตุผลว่าแผลเป็นดังกล่าวนั้นมันช่วยย้ำเตือนให้เขาระลึกได้ว่าเขามาจากจุดไหน อีกทั้งเขายังไม่เคยบอกเลยว่าชีวิตวัยเด็กเขาไม่ดี เขาคิดว่าสิ่งที่เขาเจอมานั้นมันดีที่สุดแล้ว มันดีพอที่จะผลักดันให้เขามาอยู่ ณ จุดสูงสุดของชีวิตเขา ด้วยการเคยได้สถิติเป็นนักบอลที่มีค่าตัวสูงสุดในโลก และเขาจะมาอยู่ ณ จุดที่ดีต่าง ๆ ในชีวิตไม่ได้เลยหากไม่รับโอกาสที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตเขา นั่นก็คือการได้เข้าร่วมเป็นนักเตะของทีมกับอคาเดมี่ โบค่า จูเนียร์ส นั่นเอง

จะเห็นได้ว่าทั้ง 2 นักเตะที่กล่าวมานั้น แม้ว่าชีวิตของพวกเขาจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ด้วยความสามารถ ความมุมานะอุตสาหะ ความรักดีของพวกเขา ก็ทำให้เขาทั้งคู่สามารถสร้างทางเดินชีวิตที่ดีและมั่นคงให้กับตนเองและคนที่รักได้ในที่สุด

ฤาจะถึงเวลาปิดตำนานมหาเทพ แดนนี่ เวลเบ็ค

แดนนี่ เวลเบ็ค เป็นนักเตะที่มีทั้งความเร็ว ความคล่องตัว และทักษะฟุตบอลที่ดีเยี่ยม ในยามที่เขาฟิตสมบูรณ์เขาสามารถสร้างความปั่นป่วนให้แนวรับฝั่งตรงข้ามได้เสมอเพียงแต่อดีตกองหน้าทีมชาติอังกฤษผู้นี้มักจะไม่เคยฟิตปั๋งเกินสามเกมเลยในช่วงสองปีหลัง ปัญหาอาการบาดเจ็บเรื้อรังนี้ส่งผลให้อาร์เซน่อลไม่คิดจะต่อสัญญาและปล่อยให้แดนนี่กลายเป็นนักเตะไร้สังกัดตั้งแต่วันที่ 1 กรกฏาคม 2019

เดิมทีเวลเบ็คเป็นนักเตะที่ท่านเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสันปลุกปั้นขึ้นมา เขาโชว์ฟอร์มได้สมราคาดาวรุ่งอันดับหนึ่งของทีมชุดแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาล 2012-2013 แต่หลังจากท่านเซอร์วางมือไปเวลเบ็คก็มีช่วงชีวิตที่ลุ่ม ๆ ดอน ๆ มาตลอด เดอะ โชเซ่น วัน หรือ ดาวิด มอยส์เข้ามารับหน้าที่กุมบังเหียนแมนฯยูฯแทน โดยแนวทางการทำทีมของอดีตกุนซือเอฟเวอร์ตันคือแบบอนุรักษ์นิยมที่มุ่งเน้นจะใช้นักเตะชุดเดิมซึ่งเป็นสมบัติที่ท่านเซอร์ อเล็กซ์ฯ ทิ้งไว้ให้ แดนนี่ เวลเบ็คถือเป็นหนึ่งในนักเตะในกลุ่มที่ได้รับโอกาสจากดาวิด มอยส์มากที่สุดแม้ฟอร์มจะขึ้น ๆ ลง ๆ เล่นไม่เป็นทีม และที่เป็นเครื่องหมายการค้าเลยก็คือการโชว์สกิลชั้นสูงที่ไม่เคยประสบความสำเร็จ หนึ่งในช็อตโชว์สกิลที่แฟนบอลจำได้ดีคือการได้หลุดเดี่ยวกว่าครึ่งสนามเข้าไปดวลกับมานูเอล นอยเออร์นายทวารมือหนึ่งของทีมเสือใต้ แทนที่เขาจะยิงง่าย ๆ ไปที่มุมใดมุมหนึ่งแดนนี่กลับลากบอลจี้เข้าไปหาประตูร่างยักษ์ก่อนบรรจงชิพลูกหวังให้ข้ามหัวเข้าประตูแบบเท่ ๆ ทว่าลูกฟุตบอลที่ออกจากเท้าของเขากลับสูงแค่ระดับเอวของนอยเออร์และนายทวารอันดับหนึ่งของโลกก็ไม่พลาดปัดทิ้งออกไปแบบชิล ๆ ด้วยความที่โชว์ฟอร์มสุดฮาสื่ออย่าง devil magazine จึงตั้งสมญานามให้เขาว่า “มหาเทพเวลเบคิอุส บุตรแห่งมอยส์” ให้พ้องกับภาพยนตร์ดังแนวเทพเจ้าในช่วงเวลานั้น

หลังจากผู้ที่ถูกเลือกอย่างดาวิด มอยส์เด้งจากเก้าอี้ มหาเทพฯ ก็ไม่พ้นถูกยูไนเต็ดยุคเมก้า โปรเจ็คปล่อยตัวให้อาร์เซน่อลไปสานต่อความฮาในราคา 15 ล้านปอนด์ จะว่าไปก็ลางเนื้อชอบลางยาแทนที่จะไปสโมสรอื่นเวลเบ็คกลับเลือกจรดปากกากับทีมที่ขึ้นชื่อเรื่องนักเตะบาดเจ็บ จากนั้นชีวิตนักฟุตบอลของเขาก็วน ๆ เวียน ๆ อยู่กับโรงหมอแบบไม่ขาด ลงหนึ่งเกมเจ็บไปอีกสามเกม ลงเล่นสามเกมเจ็บไปห้าเกมอย่างนี้ร่ำไป ห้าฤดูกาลกับทีมปืนใหญ่มหาเทพฯลงเล่นไปเพียง 126 เกมยิงประตู 32 ลูกจ่ายให้เพื่อนอีก 12 ลูก เกินครึ่งเป็นการลงสนามในฐานะตัวสำรองและฤดูกาลล่าสุดได้ลงสัมผัสผืนหญ้าไปเพียง 14 เกมเท่านั้น

สภาพร่างกายในตอนนี้ของแดนนี่ เวลเบ็คทำให้หลาย ๆ สโมสรกังวลไม่กล้ายื่นข้อเสนอให้และตัวเขาเองก็ยังไม่รู้ว่าจะฟิตสมบูรณ์เมื่อไร ณ.ขณะนี้เขามีอายุ 28 ปีแล้วและหากอาการบาดเจ็บยังไม่ดีขึ้นก็มีความเป็นไปได้สูงที่เขาจะเป็นอีกหนึ่งนักเตะที่แขวนสตั๊ดก่อนวัย 30 ปีเพราะสภาพร่างกายไม่เอื้ออำนวย

ดิ๊ก ลอว์ ชายผู้ก่อให้เกิดตำนาน 40+1

อาร์เซน่อลสโมสรใหญ่แห่งกรุงลอนดอนเคยเป็นสโมสรระดับแม่เหล็กที่บรรดาดาวดังอยากย้ายไปร่วมทีม ด้วยชื่อชั้นของผู้จัดการทีมอย่างอาร์แซน เวนเกอร์บวกกับสถานะของสโมสรที่มั่นคงจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ในช่วงระยะเวลาสิบห้าปีที่ผ่านมาพวกเขาเคยเกือบได้ตัวทั้งคริสเตียโน่ โรนัลโด้และเลโอเนล เมสซี่มาแล้ว แต่กรณีของทั้งคู่ไม่ปรากฏเป็นข่าวดังเหมือนอย่างกรณีของหลุยส์ ซัวเรส เคสของเหยินจอมกัดแม้ไม่บรรลุข้อตกลงได้จริงแต่ก็กลายเป็นประเด็นที่ทั้งโลกฟุตบอลไม่มีวันลืมกับเหตุการณ์ 40 ล้านกับอีก 1 ปอนด์อันลือลั่นสั่นสะเทือนวงการฟุตบอล

ในปี 2013 ลิเวอร์พูลที่สถานะของทีมในตอนนั้นเป็นเพียงทีมลุ้นโควต้าแชมเปี้ยนส์ลีกถูกสโมสรระดับลุ้นแชมป์อย่างอาร์เซน่อลป่วนหนักด้วยการแสดงเจตจำนงค์ว่าจะเอาหลุยส์ ซัวเรสให้ได้ ซึ่งซัวเรสเองก็มีใจอ้อนวอนสโมสรให้ปล่อยตัวเขาไปซบทีมปืนใหญ่เพราะเห็นว่าอยู่กับทีมหงส์แดงโอกาสได้แชมป์สักรายการเป็นอะไรที่ยากจนแทบเป็นไปไม่ได้ ทว่าทีมหงส์แดงไม่ต้องการเงิน 25 ล้านปอนด์ที่อาร์เซน่อลเสนอให้ ข่าวตอนนั้นว่าพวกเขาตั้งค่าฉีกสัญญาศูนย์หน้าอุรุกวัยไว้ที่ 40 ล้านปอนด์ขึ้นไป ทีมการเงินของอาร์เซน่อลไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยื่นเงินให้มากกว่า 40 ล้านปอนด์เท่านั้นพวกเขาจึงยื่นข้อเสนอ 40 ล้านกับอีก 1 ปอนด์ให้ลิเวอร์พูลพิจารณา แน่นอนว่านี่มันคือการไม่ให้ความเคารพต่อสโมสรลิเวอร์พูลแถมยังดูขี้เหนียวสุด ๆ แทนที่จะเป็น 40.5 หรือ 41 ล้านปอนด์ให้ดูสวย ๆ แต่ทีมปืนใหญ่กลับเลือกวิธีหัวหมอ ความขี้เหนียวนี้ของอาร์เซน่อลถูกจอห์น เฮนรี่เจ้าของสโมสรลิเวอร์พูลออกมาตำหนิแกมเสียดสีเลยว่า “พวกเขาเสพย์อะไรเข้าไป พวกเขาเมาควันอะไรกัน?” ข่าวนั้นนำมาซึ่งความอับอายแก่ทีมปืนใหญ่และเป็นที่มาของรหัส 40+1 กับ 40+1senal ที่พูดกันอย่างสนุกปากจนถึงทุกวันนี้

ผ่านมา 6 ปี ดิ๊ก ลอว์ หัวหน้าทีมบริหารนโยบายซื้อขายนักเตะของ 40+1senal เพิ่งเอะใจนึกขึ้นได้ว่าเรื่องนี้มันช่างเสื่อมเสียจึงเพิ่งไหวตัวแล้วออกมาแก้ข่าวกับสื่อในเดือนกรกฏาคม 2019 นี้ว่าเรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง ตัวเลข 40 ล้านปอนด์ไม่ใช่ค่าฉีกสัญญาแต่มันคือเงื่อนไขในสัญญาที่ระบุว่าหากทีมใดต้องการเปิดฉากการหารือกับผู้บริหารของลิเวอร์พูลเกี่ยวกับตัวเจ้าเหยินต้องแสดงความจริงใจยื่นข้อเสนอเข้าไปเกินตัวเลขนั้นก่อน พูดง่าย ๆ คือมันมีไว้เพื่อให้ทั้งสองทีมได้เปิดฉากพูดคุยกันเท่านั้น ต่ำกว่าตัวเลขดังกล่าวทีมหงส์แดงจะไม่ยอมเจรจาและ 40 ล้านบวกหนึ่งปอนด์หรือ 45 ล้านปอนด์มันก็มีค่าเท่ากันเพราะตัวเลขนี้ไม่ใช่ราคาค่าตัวนักเตะ ซัวเรสไม่ได้มีค่าฉีกสัญญาแต่อย่างใด

ไม่ทราบว่าเป็นคำสาปอะไรสโมสรอย่างอาร์เซน่อลถึงได้ทำอะไรเชื่องช้า ผิดจังหวะจะโคน ทำเรื่องพิลึก ๆ ไปเสียหมด หกปีผ่านไปผู้รับผิดชอบตัวจริงของเรื่องนี้เพิ่งจะออกมาแก้ข่าวปล่อยให้สโมสร ตัวอาร์แซน เวนเกอร์ รวมทั้งบอร์ดบริหารเป็นตัวโจ๊กที่ถูกสื่อและแฟนบอลล้อเลียนมานานโข การเปิดเผยความจริงในเวลานี้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้เลยเพราะเหตุการณ์ 40+1 เป็นตำนานของโลกฟุตบอลไปแล้วและแม้จะมีความจริงมาหักล้างแต่แฟนฟุตบอลก็ยังคงชื่นชอบ 40+1 และยังจะนำมาเล่นกันต่อไปเพราะเรารู้สึกว่ามันฮาเกินกว่าจะลบออกจากความทรงจำ