พระเจ้าชื่อซลาตัน กับยันต์ไทยชื่อพระเจ้า

ซลาตัน อีบราฮีมอวิช อาจจะไม่ได้เป็นนักฟุตบอลที่เก่งกาจที่สุดในโลก แต่เขาก็อาจจะอยู่เหนือนักฟุตบอลทุกคนบนโลกในนี้แทน เพราะเขาคือ “พระเจ้า”

ในวงการฟุตบอลแล้วผู้ชนะนั้นอยู่บนยอดพีรามิดของการแข่งขัน และมันก็มีพื้นที่ให้แค่บางทีมเท่านั้นที่ไปถึง แต่จะว่าอย่างไรดีล่ะ? ซลาตันคือนักฟุตบอลที่ใช้ช่วงเวลาแบบผู้ชนะมาตลอด โดยตั้งแต่ปี 1996  ที่เขาเริ่มต้นเล่นฟุตบอลอาชีพกับสโมสรมัลโม่ในสวีเดนจนถูกสนใจดึงตัวไปเล่นในฮอลแลนด์ในปี 2001 ซึ่งนั้นก็อีกหลายทีมในหลายประเทศของยุโรป จากวันนั้นไปจนถึงปี 2016 เขากวาดแชมป์เป็นว่าเล่น โดยมีเพียงแค่สามฤดูกาลเท่านั้นที่ซลาตันไม่ได้แชมป์อะไรติดไม้ติดมือ

ซลาตันจัดการคว้าแชมป์ลีกสูงสุดในประเทศ 13 ครั้งใน 15 ฤดูกาล ด้วยการลงเล่นให้อาแยกซ์ในฮอลแลนด์, อินเตอร์ มิลานและเอซี มิลานในอิตาลี, บาร์เซโล่น่าในสเปน, ปารีส แซงต์ แชร์กแมงในฝรั่งเศส เขาพลาดการคว้าแชมป์ที่อังกฤษกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในฤดูกาล 2016/2017 แต่ก็ยังเจ๋งพอที่จะคว้าแชมป์ยูโรป้า ลีกในฤดูกาลนั้นแทน

ยอดนักเตะสวีเดนมักมีภาพรอยสักมานำเสนอ เขาเคยพูดว่าตนเองเป็นพวกเสพย์ติดการสักบนเรือนร่างอย่างแน่นอน โดยเขาเขียนมันไว้ในหนังสือ “I’m Zlatan” พร้อมเหตุผลว่านอกจากคุณค่าทางใจแล้วมันยังเป็นแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ในการเดินไปข้างหน้าของเขาด้วย แต่ใครจะรู้ความจริงว่าในตอนแรกซลาตัน อีบราฮีมอวิชแอนตี้การสักหมึกลงบนร่างกายยิ่งกว่าอะไรทั้งสิ้น แต่เมื่อเขาเริ่มต้นสักครั้งแรก มันก็มีครั้งที่สอง ครั้งที่สามและเรื่อยมาจนปัจจุบัน

21 มกราคม 2018 ซลาตันปรากฏตัวในสนามซ้อมของสโมสร พร้อมภาพสิงโตเต็มหน้าอยู่บนแผ่นหลัง เขากล่าวถึงที่มาของมันด้วยปรโยคว่า “เมื่อข้าลงสนาม ข้าคือราชสีห์” มันกลายเป็นที่ฮือฮาอย่างมากบนโลกโซเชียล แต่ก่อนที่แผ่นหลังของซลาตันจะมีรูปสิงโตอย่างงดงาม และลวดลายอื่น ๆ ช่วงต้นเขาเคยสักรูปยันต์ ซึ่งเป็นความเชื่อแบบศาสนาพุทธ ทั้งที่พ่อของเขาเป็นมุสลิมและแม่เป็นคาธอลิกแท้ ๆ ซึ่งทั้งสองยันต์ที่ว่าก็ถูกสืบค้นหาว่ามันคือยันต์อันใด และมีอานุภาพอย่างไร

ยันต์แรกอยู่บริเวณด้านหลังของไหล่ขวา อ้างอิงตามตำราพระคัมภีร์ยันต์ 108 พิสดารแล้ว มันคือยันต์พระเจ้าเข้านิโรธ ยันต์ที่มีพุทธคุณในการป้องกันภยันอันตรายและแคล้วคลาด ส่วนอีกยันต์สักไว้กลางแผ่นหลัง เรียกว่ายันต์ปัญจมุขี หรือยันต์เทวดาห้าหน้า หรือยันต์พระเจ้าห้าพระองค์ ซึ่งแทนธาตุทั้งห้าอันได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟและไม้ โดยยันต์นี้เด่นในเรื่องแคล้วคลาดเช่นกัน และป้องกันอริศัตรูทำร้าย แน่นอนว่าสำหรับคนไทยที่มีความเชื่อเรื่องอิทธิฤทธิ์ของยันต์ เราต่างสักมันด้วยความเชื่อและศรัทธา แต่ในเรื่องนี้ไม่มีใครยืนยันได้ว่าซลาตันเลือกที่จะสักมันตามความเชื่อ ความศรัทธาเหมือนคนไทย แต่มันก็น่าจะเป็นเช่นนั้น

ปัจจุบันซลาตันย้ายมาเล่นให้แอลเอ แกแลคซี่ สโมสรในสหรัฐอเมริกา เขาทำผลงานได้ดีพอใช้และยกตัวเองขึ้นเป็นพระเจ้าของแฟนบอลได้อย่างน่าทึ่งอีกครั้ง ขณะที่สิงโตบนแผ่นหลังก็ค่อย ๆ ถูกเก็บรายละเอียดจนครอบคลุมตั้งแต่คอลงไปจนทั่ว แต่ริ้วรอยของยันต์บนหลังได้รับการซ่อนไว้ในภาพสิงโตอย่างแนบเนียบ

บร็อก เลสเนอร์ ตัวปัญหาแห่งวงการมวยปล้ำ ผู้มีมีดค้ำคอตลอดเวลา

ในวงการมวยปล้ำ ชื่อของบร็อก เลสเนอร์ติดอยู่ในฐานะนักกีฬามวยปล้ำที่เก่งกาจที่สุดคนหนึ่งในยุค เขาได้รับฉายาว่า The Beast หรือเป็นอสูรร้ายบนสังเวียน และเคยขึ้นปะฉะดะกับนักสู้ระดับหัวแถวมามากมาย ทั้งเดอะ ร็อก, ดิ อันเดอร์เทคเกอร์, เคิร์ต แองเกิล, ทริปเปิ้ล เฮช แถมยังเอาอัดฮัลค์ โฮแกน ขวัญใจอเมริกันชนจนสลบคาเวทีมาแล้ว

เลสเนอร์คว้าสิทธิ์เป็นผู้ท้าชิงแชมป์โลกของ WWE และกลายเป็นแชมป์โลกสมัยแรกทันทีด้วยการคว่ำเดอะ ร็อกในปี 2002 สร้างสถิตินักมวยปล้ำอายุน้อยที่สุดที่ได้แชมป์โลกด้วยวัย 25 ปี ตอนนั้นเองที่ WWE ตั้งใจจะปั้นเลสเนอร์ให้เป็นสตาร์อันดับหนึ่งของวงการ พวกเขาวางแผนและวางหมากให้เลสเนอร์ก้าวขึ้นมาเป็นนักปล้ำที่เก่งที่สุดคนหนึ่ง เขียนสตอรี่ไลน์เพื่อผลักดันเขาชิงแชมป์โลกและครองแชมป์ไปหลาย ๆ สมัย แต่เลสเนอร์ไม่เดินตามเกม เขาเอาตัวเองไปหาเรื่องกับเหล่าขาใหญ่และรุ่นพี่ในวงการทั้งหลายอยู่เสมอ แถมยังหักหลังด้วยการลาออกจากสมาคมมวยปล้ำ โดยหันไปเอาดีทางศึกคนชนคนแทนจนโดยบอร์ดของ WWE สาปส่ง ที่สุดแล้วเลสเนอร์ก็พบว่าตัวเองล้มเหลวเมื่อเป็นได้แค่นักกีฬาตัวสำรองนั่งดูที่ข้างสนาม

ปี 2005 เลสเนอร์โบกมือลาวงการอเมริกันฟุตบอล และตอนนั้นก็ไม่มีพื้นที่ยืนใน WWE เหลืออยู่แล้ว เขาบินไปตามคำเชิญเพื่อลงแข่งมวยปล้ำที่ญี่ปุ่น ซึ่งที่นั่นกำลังมีการจัดตั้งวงการมวยปล้ำอาชีพ New Japan Pro Wrestling หรือ NJPW ขึ้น และต่อมาเขาก็ค้นพบเส้นทางสายใหม่ในการเป็นนักสู้ UFC ที่เขาปีนขึ้นไปถึงแชมป์โลกรุ่นเฮฟวี่เวทได้อย่างรวดเร็วในปี 2008 ก่อนเลิกแข่งหลังลงสนามได้เพียง 8 ครั้งเท่านั้น ซึ่งผู้คร่ำหวอดในวงการ UFC บอกว่ามันเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว เพราะมวยปล้ำต่างหากคือสิ่งที่ใช่ของเลสเนอร์

ที่ญี่ปุ่นและการแข่ง UFC ที่เองที่นำมาซึ่งหนึ่งในรอยสักอันโดดเด่นของเลสเนอร์ มันคือรูปมีดดาบที่ปลายแหลมของมันจี้คอหอยของเลสเนอร์อยู่เสมอ เลสเนอร์อธิบายถึงมันไว้ในหนังสืออัตชีวประวัติของตัวเองชื่อ Death Clutch:My Story of Determination, Domination and Survival ที่วางขายในปี 2011

“ผมคิดว่าชีวิตตอนนั้นเหมือนใครเอามีดมาจ่อคอหอยอยู่ตลอดเวลา ผมเลยสักมันไว้เพราะไม่ต้องการลืมช่วงเวลาดังกล่าวว่าผมรู้สึกอย่างไร รอยสักบนอกมีความหมายกับผมมาก ในมุมอื่นมันก็ตลกดีเพราะช่วงชีวิตตอนนั้นมันไม่น่าจดจำสักนิด แต่ผมรู้ว่าผมใช้มันเพื่อผลักดันตัวเองได้”

หากจะให้เข้าใจรอยสักรูปดาบนี้ดี ต้องลองนึกภาพว่าชีวิตมันยากลำบากแค่ไหน? เลสเนอร์เดินทางไปญี่ปุ่นหลังเลิกเล่นอเมริกันฟุตบอล เรื่องจะกลับไปเข้าวงการก็เป็นไปไม่ได้ แต่เรื่องตลกร้ายคือใบอนุญาตในฐานะนักกีฬาของ WWE ของเลสเนอร์ก็ใช้ไม่ได้ เมื่อ NJPW ถูกวินซ์ แม็กมาฮอน ผู้ยิ่งใหญ่ของ WWE ขวางลำห้ามให้เลสเนอร์ขึ้นแข่ง เลสเนอร์กลายเป็นอริกับวงการมวยปล้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก หมดสิทธิ์ที่จะลงแข่งในรายการอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องทั้งโดยตรงและโดยอ้อมกับ WWE มันทำให้เขาเจ็บปวด และแก้ปัญหาด้วยการเมาทุกคืน ก่อนจะสักรูปดาบจ่อคอหอยนี้ไว้เป็นตัวแทนความทรงจำ หลังผ่านช่วงเวลาดังกล่าวมาได้มันก็กลายเป็นความทรงจำที่ไม่อยากจำของเลสเนอร์

เลสเนอร์กลับมาสู่ WWE อีกครั้งในปี 2012 หลังวินซ์ แม็กมาฮอนยอมลดทิฐิ แค่เตรียมเปิดตัว ปรากฏว่าเลสเนอร์ไปอัดกับจอห์น ซีน่าจนเป็นเรื่องเป็นราว และนำไปสู่การสู้กันถึงสี่หนติด แต่คิดอีกมุมหนึ่งก็น่าจะเป็นการวางแผนไว้ของ WWE หลังจากที่ก่อนหน้านี้พยายามจัดฉากให้เลสเนอร์ไม่สำเร็จมาแล้ว

การเดินตามรอยที่ WWE วาดเส้นไว้ให้ ทำให้เลสเนอร์กลายเป็นหนึ่งในนักมวยปล้ำเจ้าปัญหา และถนัดระรานผู้คนไปทั่ว บุคคลิกของเลสเนอร์ถูกสร้างให้เป็นจอมทำลายตัวจริง ในการแข่งขันเขาคือนักสู้ที่พร้อมอัดคู่แข่งทุกรายที่ขวางหน้า โดยคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อที่สุดของบร็อก เลสเนอร์คือบิล โกลเบิร์ก ชายผู้คว่ำเขาในวันที่ประกาศแยกทางกับ WWE ในครั้งแรกนั่นเอง

ในแง่มุมความสวยงามของรอยสัก บรรดาศิลปินนักสักต่างลงความเห็นว่ามันเป็นรอยสักที่ดูไม่ได้เลย เช่นเดียวกับรูปหัวปีศาจที่กลางหลังและอีกสองชิ้นที่หัวไหล่ของเลสเนอร์ แต่สำหรับเลสเนอร์ มันมีความหมายในแง่ของวันเวลาแห่งชีวิต

เบคแฮม รอยสักเพื่อคนที่รัก และผลงานของลูก ๆ

เดวิด เบคแฮม เด็กหนุ่มชาวอังกฤษวัย 17 ปีถูกส่งลงเล่นในเกมพรีเมียร์ลีกครั้งแรกต่อหน้าแฟนบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในปี 1992 นอกจากฝีเท้าฉกาจ เขายังเป็นเจ้าของแฟชั่นทรงผมที่คนแห่ทำตามกับทั่วบ้านทั่วเมือง เขาถูกสื่อสร้างให้กลายเป็นซุปเปอร์สตาร์ของวงการลูกหนัง และเรื่องราวของเขายิ่งโด่งดังมากขึ้นไปอีก เมื่อเขาถูกสงสัยว่ากำลังอิน เลิฟกับวิคตอเรีย อดัม นักร้องสาวสุดสวย หนึ่งในสมาชิกเกิร์ลกรุ๊ปที่ยิ่งใหญ่ที่สุดวงหนึ่งของโลกอย่างสไปซ์ เกิร์ล

นอกจากเรื่องราวในโลกฟุตบอล สังคม แฟชั่น และความรักแล้ว เรื่องของแฟชั่นรอยสักเป็นสิ่งที่เบคแฮมถูกจับตามองอย่างมาก นับตั้งแต่เขามีรอยสักแรกในชีวิต มันเป็นส่วนหนึ่งที่เสริมความเป็นแฟมิลี่ แมนของเดวิด เบคแฮม เพราะร่างกายของเบคแฮมมีรอยสักเพื่อระลึกถึงภรรยา ลูก ๆ ทั้ง 4 คน รวมไปถึงพ่อกับแม่ถูกนำมาไว้บนร่างกายเต็มไปหมด

รอยสักเกือบ 50 จุดทั่วร่างกายของเบคแฮมต่างก็แฝงความหมายสำหรับอดีตนักเตะชื่อก้อง โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคนในครอบครัว เบคแฮมมักเพิ่มเติมลวดลายและข้อความใหม่ ๆ เพื่อแทนความทรงจำอยู่เสมอ เบคแฮมสักรูปภาพและข้อความส่วนใหญ่ที่สื่อไปถึงวิคตอเรีย เบคแฮม ภรรยาของเขามากที่สุด มันเป็นการแสดงออกถึงความรักที่เขามีต่อเธอว่ามากมายและมั่นคงเพียงใด แม้จะเคยมีช่วงเวลาแย่ ๆ จากข่าวลือเกี่ยวกับนางแบบและผู้จัดการส่วนตัวอย่างรีเบ็คก้า ลูว์ช่วงหนึ่งก็ตาม

ไม่ใช่แค่เดวิดคนเดียว แต่ทั้งคุณและคุณนายเบคแฮมก็มีรอยสักเป็นสัญญาระหว่างกัน ทั้งคู่สักชุดตัวเลขโรมัน VIII.V.MMVI ลงบนข้อมือ มันแทนความหมายถึงวันที่ 8 เดือน พฤษภาคม 2006 ที่พวกเขาเข้าพิธีแต่งงานแบบลับ ๆ ก่อนประกาศสู่สาธารณะในภายหลัง รอยสักบนตัวของเบคแฮมมีบรรดาภาพวาดรูปภรรยา ข้อความ ตลอดจนสัญลักษณ์แทนเด็ก ๆ ด้วย มันมีความสวยงามและดูสะดุดตา แต่ก็มีรอยสักน่ารัก ๆ จำนวนหนึ่งที่สื่อแทนถึงบรรดาลูก ๆ ทั้งสี่คนด้วย ชื่อลูกชายสามคนของเบคแฮมถูกสักเรียงเป็นแนวยาวด้านหลัง โรเมโอที่หลังคอ ครูซที่กลางหลัง และบรู๊คลีนเหนือก้นกบ โดยชื่อของบรู๊คลีน ลูกชายคนโตถูกสักไว้ในปี 1999 ที่เขาเกิด และเป็นรอยสักแรกอย่างจริงจังของเบคแฮม ก่อนจะตามมาด้วยลูกสองคนที่เหลือ

ในปี 2015 หลังจากที่เด็ก ๆ โตขึ้น ใครสักคนในกลุ่มพวกเขาได้เขียนข้อความถึงผู้เป็นพ่อว่า We Love You Daddy และเบคแฮมคัดลอกเอาลายมือนั้นไปให้ช่างสักประจำตัวจารึกลงบนสีข้างซ้าย ฝั่งเดียวกันกับที่เขาสักเลข 1975 ซึ่งเป็นปีที่ตัวเองเกิด และข้อความ Mum&Dad ที่ใช้ระลึกถึงเดวิดกับซานดร้า เบคแฮมผู้เป็นพ่อกับแม่ และตอนปี 2015 เช่นกัน สาวน้อยฮาร์เปอร์ในวัย 4 ขวบคงกำลังอยู่ในช่วงมันส์มือ เธอจึงมักวาดรูปภาพต่าง ๆ และหนึ่งในนั้นก็มาอยู่บนฝ่ามือของเบคแฮมด้วย มันเป็นรูปเด็กหญิงยืนกางแขนจากฝีมือวาดของฮาร์เปอร์

ฮาร์เปอร์ เบคแฮม นางฟ้าน้อยสุดที่รักของเบคแฮมมักเป็นคนทำให้เกิดรอยสักใหม่ ๆ บนตัวคุณพ่อ หลังจากที่ชื่อของเธอถูกสักไว้เหนืออกข้างซ้ายเกือบถึงลำคอในปี 2011 ที่เธอเกิด จากนั้นเบคแฮมก็ขยายต่อในความรักที่มีต่อลูกสาวด้วยการสักคำว่า Pretty Lady พร้อมหัวใจหนึ่งดวงเล็ก ๆ ก่อนปิดท้ายด้วยการสักรูปดอกกุหลาบ ทว่ามันยังไม่หมดแค่นั้น เมื่อเบคแฮมมาเพิ่มข้อความ I love you พร้อมด้วยนกอีก 4 ตัวแทนเด็ก ๆ ทั้งสี่คนเข้าไปอีก ซึ่งมันเพิ่งถูกเห็นเมื่อต้นปีที่ผ่านมาในงานแฟชั่นที่มิลาน

เรื่องราวการสักเพื่อเก็บความทรงจำเกี่ยวกับครอบครัวของเบคแฮม กลายเป็นหนึ่งในสิ่งที่ถูกส่งต่อไปถึงบรู๊คลีน นอกเหนือไปจากเรื่องของการทำงานหนัก โดยรอยสักแรก ๆ ที่เขาเลือกคือตัวเลข 1975 ซึ่งเป็นตัวเลขเดียวกันกับที่เบคแฮมสักเพื่อจดจำถึงพ่อกับแม่ แต่เรื่องนี้ทำให้เบคแฮมหัวเสีย เขาไม่ได้ห้ามบรู๊คลีนสักลายบนตัว แต่เขาอุตส่าห์ตั้งความหวังว่าจะเป็นคนพาลูกชายไปสักลวดลายครั้งแรกด้วยตัวเอง

เรื่องราวความผูกพันของเดวิด เบคแฮมกับคนในครอบครัวถูกถ่ายทอดเป็นลวดลายน้ำหมึก เรือนร่างของเขาถูกใช้เป็นพื้นที่จดบันทึกความทรงจำและวันเวลาดี ๆ ที่ได้รับมาในแต่ละช่วงเวลาชีวิตที่ผ่าน และมันจะยังคงมีลวดลายใหม่เพิ่มเติมมาอีกเสมอจากความรักที่เขาและครอบครัวมีให้กัน

เจ อาร์ สมิธ ผู้เปลี่ยนรอยสักให้กลายเป็นเงินตรา

ในวงการเกมยัดห่วงอย่างบาสเกตบอลเอ็นบีเอในยุคปัจจุบันนี้ ไม่มีใครที่ไม่รู้จักนักบาสเก็ตบอลที่มีนามว่า เจอาร์ สมิธ ผู้ซึ่งเป็นมือยิงสามแต้มอารมณ์ศิลปินประจำทีม คลีฟแลนด์ คาวาเลียร์ส ทีมรองแชมป์ล่าสุดของ เอนบีเอ ปี 2018 และยังเป็นผู้เล่นบาสเก็ตบอลที่มีความชื่นชอบ จนถึงเกิดความหลงไหลในการสักเป็นชีวิตจิตใจ จนทำให้ร่างกายเต็มไปด้วยรอยสักที่สวยงามมากมายรอบตัว

โดยในอดีตนั้น เจอาร์ สมิธ ได้เล่นบาสเก็ตบอลให้กับทีมโรงเรียน Saint Benedict’s Preparatory School ในรัฐนิวเจอร์ซี่ย์ จนกระทั่งในปี 2004 ได้ทำการลาออกจากโรงเรียนเพื่อมาเข้าสู่วงการบาสเก็ตบอลเอ็นบีเอด้วยการดราฟท์ค้นหาตัวผู้เล่นหน้าใหม่ของเอ็นบีเอในปีนั้น และด้วยฝีไม้ลายมือในการการยิงสามแต้มที่หาตัวจับได้ยาก ทำให้ทีม New Orleans Hornets หรือทีม New Orleans Pelicans ที่เป็นชื่อใหม่ในปัจจุบัน ได้เลือกผู้เล่นมือฉกาจหน้าใหม่รายนี้เข้าเข้าร่วมทีม ซึ่งต่อมาภายหลังได้กลายไปเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ได้แชมป์เอ็นบีเอกับทีม คลีฟแลนด์ คาวาเลียร์ ในปี 2016

นอกจากเรื่องฝีไม้ลายมือในวงการบาสเก็ตบอลเอ็นบีเอที่ทุกคนได้ยอมรับนับถือว่ายอดเยี่ยมแล้ว การออกแบบรอยสักที่คัดสรรมาสักไว้บนตัวก็ไม่แพ้กัน โดยรอยสักที่ เจอาร์ สมิธ ได้สักนั้นมีลวดลายหลากหลายรูปแบบที่เจ้าตัวเป็นคนออกแบบเองเกือบทุกรูปแบบทั่วร่างกาย แต่มีเพียงไม่กี่ลายเท่านั้นที่เป็นรอยสักที่เจอาร์ สมิธได้เลือกแบบมาจากที่อื่น ซึ่งหนึ่งในนั้นคือรอยสักรูปเสื้อสีแดงหมายเลข 23 ของ ไมเคิล จอร์แดน จากทีม ชิคาโก บูลส์ ที่เป็นสัญลักษณ์ของนักบาสที่เก่งที่สุดในโลกและในดวงใจของเขาพร้อมทั้งยังมีตราสัญลักษณ์ของแอร์ จอร์แดน อันโด่งดังร่วมอยู่ด้วย

นอกจากนี้เมื่อได้มองเห็นว่ารอยสักของตัวเองมีความสวยงามและโดดเด่นแล้วจึงได้ทำการนำแบบรอยสักบนร่างกายไปสกรีนลงบนเสื้อเพื่อจัดวางจำหน่าย โดยได้จัดวางจำหน่ายในราคา 35 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1,230 บาท ซึ่งผลลัพธ์ของยอดขายนั้นนับได้สูงถึง 35,000 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1 ล้าน 2 แสนบาท เท่ากับในการวางจัดจำหน่ายนั้น ขายเสื้อไปได้ถึง 1,000 ตัว

รอยสักบนร่างกายที่สวยงามสามารถเปลี่ยนแปลงกลายเป็นเงินตราราวกับเป็นงานชิ้นเอกของศิลปินวาดภาพที่แฝงไปด้วยพลัง แม้ เจอาร์ สมิธ จะเป็นนักกีฬานักบาสเก็ตบอลและไม่ใช่ศิลปินนักวาดภาพ แต่ในการเล่นกีฬาทุกแขนงนั้น ได้แฝงไปด้วยศาสตร์ของศิลปะที่ซ่อนอยู่ในลีลาและแผนการเล่น จึงทำให้ความเป็นศิลปินภายในตัวของ เจอาร์ สมิธ นั้นได้ส่งผลลัพธ์ออกมาในรอยสักให้เห็นได้อย่างคาดไม่ถึง

 

เลอบรอน เจมส์ ราชาเอ็นบีเอกับรอยสักที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหมาย


ผู้เล่นบาสเก็ตบอลที่เข้ารอบชิงชนะเลิศมากที่สุดในประวัติศาสตร์วงการบาสเก็ตบอลของยุคนี้ จะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากผู้ที่ได้รับฉายาว่า คิงส์ เจมส์ หรือในชื่อเต็มที่ทุกคนเรียกกันว่า เลอบรอน เจมส์ ผู้ซึ่งเป็นสุดยอดนักบาสเก็ตบอลที่มีฝีมือเก่งกาจและทรงพลังมากที่สุดคนหนึ่งในวงการบาสเก็ตบอลเอ็นบีเอ โดยนอกจากจะมีความสามารถในการเล่นบาสเก็ตบอลที่หาใครเทียมได้ยากแล้ว ยังมีรอยสักที่แฝงไปด้วยความหมายที่ยากจะมีใครเทียบได้อีกด้วย

จากเด็กน้อยในโรงเรียนมัธยม St. Vincent-St. Mary High School กลายมาเป็นนักบาสเก็ตบอลผู้ซึ่งอายุน้อยที่สุดในเอ็นบีเอ ที่สามารถทำแต้มได้สูงที่สุดถึง 40 แต้มในเกมส์การแข่งขันเพียงแค่เกมส์เดียวของฤดูกาลแรกที่ได้ลงแข่งขัน พร้อมทั้งยังได้รับรางวัลผู้เล่นหน้าใหม่ยอดเยี่ยมแห่งปีในปีเดียวกันนั้นอีกด้วย โดยในเวลาต่อมาได้กลายมาเป็นผู้สร้างสถิติใหม่ขึ้นมามากมายให้กับวงการบาสเก็ตบอลเอ็นบีเอ อีกทั้งยังได้วาดลวดลายของรอยสักที่มีความหมายบนร่างกายให้เป็นที่ชื่นชมทั่วไปทั้งโลก

รอยสักมากมายถูกลงมืออย่างประณีตไปทั่วเรือนร่างของราชาแห่งวงการบาสเก็ตบอลเอ็นบีเอ โดยในทุกลวดลายเหล่านั้นได้แฝงไปด้วยความหมายอันลึกซึ้งและเรียบง่าย ซึ่งเป็นเครื่องหมายเตือนใจให้นึกถึงเรื่องราวในชีวิตที่ผ่านมา อาทิเช่น รอยสักที่จารึกไว้ตรงหัวไหล่ขวาว่า GLORIA ที่เป็นชื่อของแม่ผู้ให้กำเนิดของ เลอบรอน เจมส์ เป็นการแสดงความรักและให้เกียรติที่มีต่อแม่ของเขา หรือที่ช่วงท่อนแขนขวาที่มีคำว่า Akron 330 ที่เป็นสัญลักษณ์หมายถึงรหัสพื้นที่ของบ้านเกิดตัวของเขา เพื่อให้ตัวเองได้ระลึกเสมอว่าเติบโตมาจากที่ใหนและในแบบใด รวมทั้งยังมีรอยสักที่มีความหมายว่า “What we do in life” และ “echoes in eternity” อยู่ที่แขนทั้งสองข้างเมื่อนำมาประกอบกันจะมีความหมายว่า ในชีวิตหากได้ทำสิ่งใดไปสิ่งนั้นจะเป็นเสียงสะท้อนไปตลอดกาล เป็นความหมายอันลึกซึ่งที่มาจากหนังดังของเรื่อง Gladiator เป็นต้น

เรื่องราวที่ประทับใจกับความหมายของคนที่สำคัญได้ถูกหล่อหล่อมด้วยหยดหมึกมาจารึกบันทึกความรู้สึกที่ดีไว้บนร่างกาย ซึ่งเป็นสิ่งที่เหมาะสมกับที่มาของผู้ที่ได้รับฉายาว่า คิงส์ เจมส์ ผู้ซึ่งได้หล่อหลอมฝีมือการเล่นบาสเก็ตบอลจากวัยเด็ก และได้ใช้ฝีมืออันเปี่ยมไปด้วยแสนยานุภาพนั้นปีนป่ายขึ้นมาในวงการบาสเก็ตบอล จนสามารถสร้างประวัติศาสตร์ที่ประสบความสำเร็จไว้มากมาย ราวกับได้จารึกรอยสักที่ไม่มีวันจะเลือนหายไปจากวงการบาสเก็ตบอลเอ็นบีเอ

 

โคบี ไบรอันต์ นักบาสผู้เป็นหนึ่งในประวัติศาสตร์ผู้เล่นที่ดีที่สุด และรอยสักที่มีไว้สำหรับเตือนใจ


ประวัติศาสตร์ของวงการบาสเกตบอลเอ็นบีเอถูกสร้าง จนเกิดเป็นเรื่องราวกล่าวขานมาอย่างยาวนาน และในเรื่องราวเหล่านั้น ยังได้ประกอบไปด้วยการกำเนิดสุดยอดผู้เล่นฝีมือดีขึ้นมาอย่างมากมายเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น ฮาคิม โอลาจูวอน, เมจิก จอห์นสัน และไมเคิล จอร์แดน รวมถึงผู้เล่นแห่งประวัติศาสตร์ที่แฟน ๆ บาสเกตบอลไม่อาจลืมได้อีกคนหนึ่งนั้น คือ โคบี ไบรอันต์ สุดยอดนักบาสเกตบอลแห่งทีมลอสแองเจอลิส ที่ได้ฝากความยอดเยี่ยมไว้ในวงการบาสเกตบอล ผู้ซึ่งมีรอยสักเอาไว้เพื่อเตือนจิตใจตัวเองเสมอ

ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น เป็นอีกหนึ่งสุภาษิตไทยแท้ กับความหมายที่กล่าวได้กับฝรั่ง และเกิดขึ้นจริง ๆ กับ โคบี ไบรอันต์ ผู้ซึ่งเป็นลูกชายของอดีตนักบาสเอ็นบีเอที่มือชื่อว่า โจ เยลลีบีน ไบรอัน ผู้เล่นตัวเก่งจากทีมฟิลาเดเฟีย โดยโคบี้ได้ก้าวเข้าสู่วงการบาสเกตบอลเอ็นบีเอในปี 1996 จากการดราฟท์เข้าทีมของชาล็อต ฮอร์เนต อีกทั้งยังได้เป็นผู้เล่นที่ถูกจดบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ ว่าเขากลายเป็นผู้เล่นตัวจริงที่มีอายุน้อยที่สุดในวงการบาสเกตบอลในช่วงเวลานั้น

หลังจากนั้นด้วยพรสวรรค์ที่มีอยู่ในตัวเองอย่างล้นเหลือจึงทำให้เส้นทางชีวิตของโคบี้ได้ก้าวไปจนถึงจุดสูงสุดของวงการบาสเกตบอลเอ็นบีเอได้อย่างสวยงาม ถึงแม้ว่าจะมีความยากลำบากในระหว่างการเดินทางก็ตาม โดยในระหว่างทางที่ยากลำบากนั้นมีสิ่งหนี่งที่เป็นเครื่องหมายเตือนใจให้ก้าวเดินต่อไปในวันข้างหน้า ใช่แล้วมันคือรอยสักทางแขนขวาอันทรงพลังแห่งความรัก ที่จารึกไว้ว่า Vanessa ซึ่งเป็นชื่อของภรรยาของเขาที่ได้โอบอุ้มไว้ให้มีพลังลุกก้าวเดินต่อไป และเหนือชื่อของภรรยานั้นยังปรากฏรอยสักรูปมงกุฎที่มีลักษณะคล้ายผีเสื้อที่กำลังโบยบิน พร้อมทั้งยังปรากฏรอยสักมงกุฎของนางฟ้าที่สยายปีกอยู่ด้านล่างของชื่ออยู่ด้วยกัน ซึ่งในความหมายของทั้งสองภาพนั้นเป็นสิ่งเตือนใจอีกอย่างหนึ่งในชีวิตหลังจากที่มีคดีการข่มขืนผู้หญิงที่รัฐโคโลราโด

โดยในคดีข่มขืนนั้น โคบี ไบรอันต์ ได้พ้นข้อหาหลังจากมีการพิสูจน์ในกระบวกการตรวจสอบคดี แต่ฝ่ายโจทย์ไม่ยอมให้พิสูจน์หลักฐาน จึงทำให้ โคบี้ ได้พ้นโทษในคดีข่มขืนและทำการยอมความตามกระบวนการทางแพ่งในเวลาต่อมา จากนั้นเมื่อได้พ้นจากคดีที่ส่งผลกระทบและสูญเสียต่อชีวิตรอบด้านอย่างมากแล้ว โคบี้ได้เดินทางไปสักภาพที่ตั้งใจไว้เพื่อเป็นสิ่งที่ทำให้ระลึกถึงและคอยเตือนใจไม่ให้เหตุการณเหล่านั้นเกิดขึ้นอีก ราวกับเป็นรอยสักของบทบัญญัติที่ถูกสลักไว้ให้เป็นบทเรียนที่ไม่มีวันลืม

 

ไคลี่ เออร์วิง ผู้จารึกรอยสักของสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพ


31 แต้ม และสกอร์ 14 แอสซิสต์ คือตัวเลขของผู้เล่นบาสเก็ตบอลที่ทำสถิติในการแข่งขันบาสเก็ตบอลเอ็นบีเอ ออลสตาร์ ปี 2014 ได้อย่างถล่มทลาย และยังเป็นผู้ที่ได้รับรางวัลผู้เล่นผู้ทรงคุณค่าหรือเอ็มวีพีไปครองในปีนั้นอีกด้วย ซึ่งผู้เล่นคนนั้นก็คือ ไคลี่ เออร์วิง การ์ดดาวรุ่งหน้าใหม่จากคลีฟแลนด์ คาวาเลียร์สในปีนั้น โดยในปัจจุบันได้ย้ายมาเป็นผู้เล่นที่ขาดไม่ได้ให้กับทีมบอสตัน เซลติกส์ พร้อมกับรอยสักที่เป็นตัวแทนของมิตรภาพบนโลกใบนี้

รางวัลผู้เล่นหน้าใหม่ยอดเยี่ยมแห่งปี 2011-12, รางวัลผู้เล่นผู้ทรงคุณค่าหรือเอ็มวีพีในการแข่งขันออลสตาร์ปี 2014 และรางวัลแชมป์กีฬาบาสเก็ตบอลเอ็นบีเอปี 2015-16 กับทีมคลีฟแลนด์ คาวาเลียร์ส เป็นสามรางวัลอันยิ่งใหญ่ในวงการบาสเก็ตบอลเอ็นบีเอที่ ไคลี่ เออร์วิง สามารถพิชิตไปครองได้ โดยความหมายของถ้วยรางวัลเหล่านั้นคือเครื่องหมายที่พูดถึงระดับฝีมือ ที่เปรียบได้ว่าเป็นฝีมือระดับขั้นสูงในวงการบาสเก็ตบอล เหมือนกับรอยสักที่สามารถเปรียบได้ว่าเป็นเครื่องหมายของรางวัลภายในจิตใจ

หยดหมึกที่ถูกบรรเลงเป็นงานศิลปะอยู่ทั่วทั้งร่างกายของไคลี่ เออร์วิง เปรียบได้กับถ้วยรางวัลชีวิตอันล้ำค่าที่สามารถพิชิตมาได้ในแต่ละฤดูกาลแข่งขัน แต่ในทุกถ้วยรางวัลที่สามารถพิชิตและคว้ามาได้เหล่านั้นมีเพียงถ้วยรางวัลเดียวที่เป็นที่สุดในทุกถ้วยรางวัลชีวิต คือถ้วยรางวัลที่มีรอยสักคำว่า F.R.I.E.N.D ที่แปลว่า เพื่อน โดยไคลี่ได้อธิบายความหมายของรอยสักนี้ว่า ในทุกครั้งที่ได้ลงแข่งขันบาสเก็ตบอล สิ่งที่ได้รับมานอกเหนือจากถ้วยรางวัลและสถิติการทำแต้มหรือคะแนนในด้านต่าง ๆ แล้ว คำว่าเพื่อนยังคือสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ได้รับตามมาหลังจากจบเกมส์การแข่งขันในทุกครั้งอีกด้วย ซึ่งรอยสักนี้ได้ถูกสลักไว้ที่แขนด้านซ้ายของเขา และในทุกครั้งที่เขาได้มองไปยังที่แขนด้านซ้ายของตัวเองจะทำให้เขาได้ระลึกเสมอว่า การแข่งขันที่กำลังแข่งอยู่นั้นเป็นการแข่งขันที่กำลังสร้างมิตรภาพให้เกิดขึ้นได้ด้วยการแข่งขันกีฬา

เพื่อน มิตรภาพ ชีวิต คือองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ในการที่จะมีชีวิตอยู่ การได้เพื่อนที่ดีก็จะตามมาด้วยมิตรภาพที่ดีและก็ชีวิตที่ดี โดยทั้งหมดนั้นเป็นสิ่งที่ ไคลี่ เออร์วิง ได้ยึดถือเป็นหลักในการใช้ชีวิต และถึงแม้ว่าผู้คนมากมายจะบอกว่ารูปลักษณ์ของรอยสักนี้เป็นเพียงแค่ตัวอักษรธรรมดาที่ได้ถูกสลักลงไปและไม่โดดเด่น แต่สำหรับ ไคลี่ เออร์วิง แล้ว แม้รอยสักนั้นจะธรรมดา แต่ความหมายของมันนั้นกับงดงามกว่าทุกรอยสักในร่างกายของเขา

 

เดเมียน ลิลลาร์ด กับรอยสักจากพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์


ถ้อยคำล้วนสื่อความหมายและรูปภาพต่างร้อยเรื่องราวช่วยเติมเต็มข้อความนั้น ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะนานนับพันปีหรือพึ่งเกิดขึ้นในเมื่อวาน ล้วนถูกถ่ายทอดผ่านทั้งสองสิ่งนี้เสมอ ซึ่งเป็นสิ่งที่ เดเมียน ลิลลาร์ด ผู้เล่นบาสเกตบอลแถวหน้าของเอ็นบีเอ จากทีมพอร์ทแลนด์ ได้ตระหนักถึงความหมายของข้อความจากบันทึกในอดีตที่ถูกเขียนขึ้นมากว่าหลายพันปี จึงได้นำข้อความเหล่านั้นมาสลักจารึกไว้เป็นรอยสักที่แทนความหมายของความเชื่อในบทบันทึกที่เรียกกันว่า “พระคัมภีร์” หรือในอีกนัยยะหนึ่งที่มีความหมายว่า “พระวาจาของพระเจ้า”

เดเมียน ลิลลาร์ด คือ นักบาสเกตบอลจากมหาวิทยาลัย Weber State Wildcats ที่ได้รับการดราฟท์เป็นคนที่ 6 ในปี 2012 โดยเป็นการเลือกจากทีมพอร์ทแลนด์ เทรเบรลเซอร์ ซึ่งต่อมาหลังจากได้เข้าสู่วงการบาสเกตบอลเอ็นบีเออย่างเป็นทางการแล้ว ด้วยความสามารถที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิดราวกับพรสวรรค์ เขาได้ทำให้มันถูกระเบิดออกมาตั้งแต่ในปีแรกอย่างเฉิดฉาย จนทำให้ได้รับรางวัลผู้เล่นหน้าใหม่ยอดเยี่ยมแห่งปี นับตั้งแต่ปีแรกที่เข้ามาเล่นในศึกเอ็นบีเอ นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่นอน

ความสามารถ พรสวรรค์ มาพร้อมกับความเชื่อที่อยู่ภายในจิตใจ โดย เดเมียน ลิลลาร์ด มีความเชื่อที่ได้ฝากเอาไว้กับศาสนาคริสต์ที่ตนเองนับถือมาอย่างช้านาน จึงได้นำข้อความที่มีความน่าสนใจในบทความของพระคัมภีร์หรือที่เรียกกันว่าพระวาจาของพระเจ้ามาสักลงบนร่างกายที่แขนด้านซ้าย ซึ่งข้อความที่ได้นำลงมาสักนั้นเป็นข้อความของบทสดุดีที่ 37 ที่ได้เขียนไว้ว่า เมื่อศรัทธาไม่ละเมิดผิด จิตใจปลูกฝังความสัตย์ซื่อ สิ่งปรารถนาจะบรรลุผล เป็นข้อความที่มีความหมายว่าหากบุคคลใดได้เลือกเส้นทางใดก็ตามที่ไม่อยู่ในความบาปผิดหรือกระทำผิดแล้ว พร้อมทั้งยังเต็มไปด้วยการใช้ชีวิตแบบซื่อสัตย์ในทุกการกระทำ ทุกสิ่งที่ได้ทำและทุก ๆ เรื่องเหล่านั้นจะทำให้ชีวิตประสบผลสำเร็จ และด้วยความหมายอันลึกซึ้งเหล่านี้ได้ถูกนำมาสถิตเป็นบทสอนรอยสักที่สลักตราตรึงไว้ให้เป็นหลักสำคัญในการใช้ชีวิตของเขา จึงทำให้ผลงานที่เกิดขึ้นในสนามศึกบาสเกตบอลเอ็นบีเอของเขาได้ถูกตราตรึงไปไว้ในหัวใจของทุกคนเช่นกัน

มีผู้เล่นมากมายที่มีความสามารถ แต่มีผู้เล่นไม่กี่รายเท่านั้นที่จะมีความเชื่อ ซึ่งลิลลาร์ดเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่เต็มไปด้วยความเชื่อเหล่านั้น จึงทำให้ความเชื่อได้กลับกลายมาเป็นพลังการเล่นที่ยอดเยี่ยมและแม่นยำจนสามารถทำแต้มได้สูงที่สุดในประวัติศาสตร์เอ็นบีเอในการแข่งขันเพียงเกมส์เดียว

 

สตีเฟน เคอร์รี่ สุดยอดราชา 3 แต้มของวงการบาสเกตบอลที่มีรอยสักชิ้นเอกเพียงแค่ชิ้นเดียวบนร่างกาย


การยิงสามแต้มเป็นการยิงระยะไกลที่ยากที่สุดในการแข่งขันกีฬาบาสเกตบอล เนื่องจากจะต้องใช้แรงส่งลูกที่มากขึ้นกว่าเดิมในการยิงจากเส้นเขตแดนไกล พร้อมทั้งยังต้องใช้แรงที่มากขึ้นในการควบคุมการส่งออกลูกไปยังห่วงอีกด้วย ดังนั้นมันไม่ง่ายเลยที่จะทำแต้มด้วยการยิงสามแต้มในระยะไกลเป็นตัวชี้ชะตา แต่สำหรับ สตีเฟน เคอร์รี่ แล้วการยิงสามแต้มสำหรับเขา เป็นการทำแต้มที่มีไว้เพื่อชี้ทุกโชคชะตา

สตีเฟน เคอร์รี่ หรือ เคอร์รี่ เป็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของอดีตนักบาสเกตบอลเอ็นบีเอชื่อดัง เดล เคอร์รี่ โดยได้เริ่มเล่นบาสเกตบอลอยู่บ้างในสมัยเรียนมัธยม จึงทำให้ไม่มีมหาวิทยาลัยที่มีชื่อในเรื่องของบาสเกตบอลที่ไหนให้ความสนใจในตัวเคอร์รี่ เมื่อทำการคัดตัวนักกีฬา เหตุผลเพราะว่าไม่ได้มีฝีมือโดดเด่นในเรื่องใหนนอกจากการยิงสามแต้ม พร้อมทั้งยังมีรูปร่างที่ผอมบางและไม่สูงนัก ดังนั้นเคอร์รี่ จึงได้เลือกมหาวิทยาลัย Davidson College ที่ไม่ได้มีชื่อเสียงในเรื่องของบาสเกตบอลและแชมป์บาสเกตบอลมหาวิทยาลัยตั้งแต่ปี 1969 แต่หลังจากนั้นเมื่อเข้าไปสู่ในระดับมหาวิทยาลัยเคอร์รี่ ได้ทุ่มเทในการเล่นบาสเกตบอลมากขึ้น จนสามารถเป็นผู้เล่นที่ทำสถิติคะแนนสูงสุดของมหาวิทยาลัยได้ถึง 2,635 คะแนน ยิงสามแต้มมากที่สุด 414 แต้ม และ ทำแต้มเกิน 30 แต้มได้ถึง 30 เกมส์ และเกิน 40 แต้มถึง 6 เกมส์ ซึ่งเป็นสถิติที่ไม่มีใครเคยทำได้มาก่อน จึงทำให้เข้าสู่วงการบาสเกตบอลเอ็นบีเอได้ในปี 2009 และได้กลายมาเป็นราชาสามแต้มแห่งวงการบาสเกตบอลเอ็นบีเอในปัจจุบัน

ทั้งการเล่นบาสเกตบอลและนิสัยส่วนตัวของ สตีเฟน เคอร์รี่ และการใช้ชีวิตส่วนตัวนอกสนามของเขาเปรียบได้กับการปฏิบัติแบบสุภาพบุรุษ จึงทำให้ในร่างกายของเขานั้นไม่ค่อยจะมีรอยสักในร่างกายสักเท่าไหร่ แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีเลย เพราะว่าในร่างของเขานั้นยังคงมีรอยสักอยู่หนึ่งรอยสักที่สำคัญ ซึ่งมีความหมายแทนสิ่งสำคัญในความรัก โดยในรอยสักที่ได้สักนั้นเป็นสัญลักษณ์ที่มีตัวอักษรว่า A ที่เป็นอักษรย่อชื่อภรรยาของเขาที่มีชื่อเต็มว่า Ayesha ซึ่งได้สลักจารึกไว้ที่นิ้วนางข้างซ้าย เป็นเครื่องหมายแทนแหวนแต่งงานวงจริง เนื่องจากกฎการแข่งขันของเอ็นบีเอนั้นห้ามไม่ให้ผู้เล่นคนใดส่วนแหวนหรือเครื่องประดับอื่น ๆ ในการแข่งขัน ดังนั้นรอยสักหนึ่งเดียวของเคอร์รี่ จึงเป็นสิ่งแทนใจของความรักที่มีให้ต่อภรรยาของเขาอย่างมากมาย

สำหรับภรรยาหรือผู้หญิงทั่วทั้งโลกแล้วคงเป็นเรื่องที่ดีใจไม่น้อยหากมีคนที่รักได้ทำแบบนี้ให้กับเธอ และรอยสักหนึ่งเดียวที่อยู่บนร่างกายของเคอร์รี่ นั้นเป็นการสักและการปฏิบัติที่เหมาะสมกับเจ้าของตำแหน่งราชาสามแต้มแห่งวงการบาสเกตบอลเป็นที่สุด

 

คาร์เมโล่ แอนโธนี่ รอยสักนี้เพื่อจุดเริ่มต้น


คาร์เมโล่ แอนโธนี่ หรือในวงการบาสเกตบอลเอ็นบีเอเรียกันสั้น ๆ ว่า เมโล เป็นนักการบาสเกตบอลที่มีความสามารถในการเข้าบุกเพื่อทำแต้มได้ในหลายรูปแบบ พร้อมทั้งยังเป็นผู้เล่นคนสำคัญ ที่สามารถทำแต้มใด้สูงในการแข่งขันแต่ละเกมส์อีกด้วย และด้วยการเล่นที่สามารถทำแต้มได้อย่างมากมาย จึงทำให้ได้รับโอกาสติดทีมชุดออลสตาร์ถึง 6 ครั้ง และได้ถูกเลือกให้เข้าร่วมทีมชาติสหรัฐอเมริกาลุยศึกบาสเกตบอลโอลิมปิกฤดูร้อนที่กรุงปักกิ่งปี 2008 ประเทศจีนอีกด้วย

มหาวิทยาลัย Syracuse Orange เป็นมหาวิทยาลัยที่เมโลได้ลงเล่นบาสเกตบอลในระดับมหาวิทยาลัยนานาชาติเป็นครั้งแรก และได้นำทัพตลุยยัดห่วงจนสามารถคว้าแชมป์รายการแข่งขันนี้ ที่ในปัจจุบันเรียกว่า NCAA มาครองได้ในปี 2003 พร้อมทั้งยังได้ตำแหน่งผู้เล่นยออดเยี่ยมอีกด้วย ก่อนที่จะถูกเลือกเป็นคนที่ 3ในการดราฟท์ตัวผู้เล่นเข้าสู่ศึกเอ็นบีเอโดยทีมเดนเวอร์ นักเก็ตส์ ซึ่งเป็นปีเดียวกันกับ เลบรอน เจมส์ ที่ถูกเลือกเข้าทีมคลีฟแลนด์ ในปี 2003

รอยสักสำหรับ เมโลนั้นเป็นเหมือนกับส่วนหนึ่งของร่างกายที่จำเป็นต้องมีสลักติดตัวไว้ เพราะว่ามันเป็นเหมือนกับการเพิ่มพลังที่ทำให้จิตใจมีความแข็งแกร่งมากขึ้น และทำให้ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคนานานับประการ อีกทั้งในเวลาที่รู้สึกหมดกำลังใจรอยสักจะปลุกให้เขาลุกขึ้นกลับมาอีกครั้ง โดยรอยสักที่เมโลชอบมากที่สุดในตัวคือรอยสักที่มีรูป WB ล้อมด้วยกรอบสามเหลี่ยมมีลักษณะคล้ายกับโลโก้วอร์เดอร์ บราเดอร์บนไหล่ซ้าย ซึ่งเป็นอักษรย่อของคำที่มีความหมายว่า West Baltimore หรือนัยอีกนัยยะหนึ่งคือชื่อสถานที่ตั้งของบ้านเกิด ที่เมโลได้เริ่มต้นการเล่นบาสเกตบอลที่นั่น และทุกครั้งที่เจอสถานการณ์ยากลำบาก เมโลจะใช้จุดเริ่มต้นที่สถิตย์ไว้ที่ไหล่ซ้ายจุดนั้นผลักดันตัวเขาให้กลับมาอยู่ในเส้นทางอีกครั้งเพื่อก้าวต่อไป อีกทั้งนอกจากจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเล่นบาสเกตบอลแล้ว ยังคงเป็นจุดเริ่มต้นในการใช้ชีวิตในช่วงเวลาที่ต้องฝ่าฟันของเมโลในทุก ๆ ด้านอีกด้วย

และด้วยความหมายที่เป็นแรงผลักดันในชีวิต ที่ไม่เคยคิดย่อท้อต่อสถานการณ์ยากลำบาก จึงทำให้เมโลสามารถก้าวขึ้นมาเป็นนักบาสเกตบอลที่มีอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์เอ็นบีเออันดับที่ 2 ที่สามารถยัดห่วงทำแต้มได้มากกว่า 30 คะแนนในหนึ่งเกมส์ จากการเล่นมาเพียง 6 เกมส์เท่านั้น โดยอันดับที่หนึ่งเป็นของโคบี้ ไบรอัน ที่ในเวลานั้นมีอายุเพียงแค่ 19 ปี 151 วัน ซึ่งหลังจากนั้นได้กลายมาเป็นนักบาสเกตบอลชื่อดั งและเป็นตำนานสำหรับวงการบาสเกตบอลเอ็นบีเอในเวลาต่อมา