อังเดร เกรย์ กับรอยสักรูปเหล่านักสิทธิพลเมือง

แผ่นหลังของนักกีฬาหนึ่งคนบอกเล่าเรื่องราวแตกต่างกันไป ส่วนใหญ่แล้วพวกเขามักสักอะไรบางอย่างเพื่อใช้แทนความทรงจำ หรือไม่ก็เพื่อต้องการระลึกถึงอะไรบางอย่าง แต่จะมีกี่คนที่สักในสิ่งที่บ่งบอกถึงอุดมการณ์ของตัวเอง

อังเดร เกรย์เกิดที่วูล์ฟแฮมตันในปี 1991 เติบโตขึ้นมาอย่างยากลำบากและสุ่มเสี่ยงที่จะมีชีวิตบนโลกด้านมืด เขาโชคดีที่มีพอจะมีฝีเท้าในเชิงลูกหนังและมีโอกาสได้ฝึกฝนในอะคาเดมี่ของวูล์ฟแฮมตันเมืองบ้านเกิด แต่พออายุ 13 ปี เขากลับโดนปล่อยตัวจากทีมอะคาเดมี่ แต่สิ่งนี้เกรย์ก็ไม่ได้แยแส เขาเลือกเดินทางไปทดสอบฝีเท้าที่ชรูว์บิวรี่ ทาวน์ ได้เข้าอะคาเดมี่และเซ็นสัญญาเป็นนักเตะในเวลาต่อมา

และไม่นานเขาก็โดนให้ออกจากทีมชรูว์บิวรี่ ซึ่งเช่นเคยเขายักไหล่ให้กับมันและออกหาทีมที่สนใจจ้างกองหน้าที่ยิงประตูเป็น ด้วยฝีเท้าที่ดีทำให้ต่อมาเกรย์ได้เล่นให้ทีมนอกลีกอย่างเทลฟอร์ด ยูไนเต็ดและฮิ้นซเลย์ ยูไนเต็ด ทว่าทุกที่เต็มไปด้วยความไร้จุดหมายสำหรับชีวิตนักเตะพาร์ทไทม์ของอังเดร เกรย์ เมื่อเขาพึงพอใจแค่การได้ลงเตะและมีคนจ่ายค่าแรงให้ไปวัน ๆ

แล้วจุดเปลี่ยนทางความคิดเกิดขึ้นเมื่อเขาหันมามองตัวเองในฐานะนักเตะอาชีพ มันกลายเป็นจังหวะที่เขาค้นพบว่าไม่มีอะไรสำคัญในชีวิตไปกว่าการได้เป็นนักเตะอาชีพเต็มตัว การเป็นนักฟุตบอลเป็นเพียงสิ่งเดียวที่สร้างชีวิตของเขาให้ดีขึ้นไปได้ จากนั้นทุกสิ่งทุกอย่าง การฝึก การลงแข่งก็กลายเป็นสิ่งที่มีความหมาย และเมื่อเขาเดินบนเส้นทางที่ถูก อังเดร เกย์ค่อย ๆ ไต่ระดับทีมขึ้นมาจากลูตัน ทาวน์ ทีมนอกลีกในปี 2012 เบรนด์ฟอร์ด ทีมระดับลีกวันในปี 2014 ต่อด้วยเบิร์นลี่ย์ ทีมบนเวทีแชมเปี้ยนชิพในปี 2015 เขาเข้าใกล้ปลายทางลีกสูงสุดของอังกฤษอีกแค่ก้าวเดียวเท่านั้น และมันเป็นเขาที่ช่วยให้เบิร์นลี่ย์เลื่อนชั้นขึ้นมาจริง ๆ ในฤดูกาลต่อมา ถึงตอนนี้เขากลายเป็นหนึ่งในกองหน้าที่มีชื่อเสียงพอตัว เมื่อมองย้อนไปว่าเริ่มต้นเรื่องราวอย่างไร้อนาคตที่ดีจนได้ย้ายมาอยู่กับวัตฟอร์ดที่เป็นสโมสรล่าสุด

ก่อนเริ่มฤดูกาล 2017 อังเดร เกรย์ นักฟุตบอลวัย 27 แห่งทีมวัตฟอร์ดมีเรื่องให้ฮือฮา เมื่อเขามีรอยสักใหม่เต็มแผ่นหลังมาอวด มันเป็นรูปที่เขาใช้เวลาแปดเกือบเก้าชั่วโมงในการทนให้ช่างบรรจงวาดสิ่งที่เขายกย่องลงไป เรื่องราวของคนและกลุ่มคนที่เป็นนักต่อสู้เรียกร้องสิทธิพลเมืองแอฟริกัน-อเมริกันที่มีชื่อเสียงจำนวนสิบคนซึ่งถูกยกย่องไปทั่วโลก อาทิ เนลสัน เมนเดลล่า ประธานาธิบดีของแอฟริกาใต้, มูฮัมหมัด อาลี ยอดนักมวยรุ่นเฮฟวี่เวท, โรซ่า ปาร์กเกอร์ ผู้ไม่ยอมถูกย้ายที่นั่งบนเครื่องบินเพียงเพื่อให้คนผิวขาวได้ที่นั่งเธอไป, บ็อบ มาร์เล่ย์ ราชาเพลงเร็กเก้ชาวจาไมก้า หรือมาร์ติน ลูเธอร์ คิงส์ นักพูดและนักเรียกร้องความยุติธรรมให้คนผิวสีชาวอเมริกัน ตัวบุคคลและเรื่องราวถูกนำภาพมาจัดวางไว้บนแผ่นหลังของนักเตะชาวเมืองผู้ดีรายนี้

“การรณรงค์เคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องสิทธิพลเมืองเป็นบางอย่างที่ผมสนใจมากที่สุด” เกรย์เริ่มต้นเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับมันหลังถูกไล่ตามสัมภาษณ์แทบในทันทีที่เขาเผยภาพออกมา เกรย์เล่าว่ามันเริ่มต้นเมื่อสามปีที่แล้วตอนเขาอายุ 23 ปี เขาได้มีโอกาสอ่านเรื่องราวเหล่านี้และเห็นผ่านตาทางทีวี พอเริ่มต้นตามหาอ่านเรื่องราวของหนึ่งคน มันก็นำไปสู่อีกคนและอีกคน

ในบรรดาคนดังที่อยู่บนหลัง อังเดร เกรย์เลือกมาร์คัส การ์วีย์เป็นที่สุดของความยกย่อง ชายผู้เป็นกลจักรสำคัญของการต่อสู้ปฏิวัติเพื่อทวงคืนอิสรภาพของทาสผิวดำและแรงงานอพยพทั้งหลายบนแผ่นดินจาไมก้า รวมไปถึงทุกพื้นที่ทั่วโลก การ์วีย์เติบโตมาด้วยการเห็นทุกข์ยากของคนนิโกรและแรงงานอพยพที่ถูกปกครองแบบไม่เป็นธรรมจากนายจ้างชาวยุโรป

หลังมีโอกาสได้ทำงานและเดินทางไปทั่วทั้งในอเมริกาใต้ อังกฤษและอเมริกา อังเดร การ์วีย์มีโอกาสเลือกชีวิตที่ยืนฝั่งเดียวกันกับคนผิวขาว แต่การได้พบปะคนดำมากมายที่มีแนวคิดเดียวกันคือการคืนความเท่าเทียมกันของมนุษย์จากคนขาวสู่คนดำทั้งหลาย สุดท้ายเขาตัดสินใจเลือกที่จะอยู่ข้างคนผิวดำเหมือนกัน ทำให้ต่อมาเขาได้ก่อตั้งสองสิ่งที่สำคัญมากในการใช้เป็นเครื่องมือดำเนินการสู่เป้าหมายเรียกร้องสิทธิความเท่าเทียม นั่นคือสมาคม UNIA (Universal Negro Improvement Association) ซึ่งมีแนวคิดพาคนดำกลับสู่แอฟริกาถิ่นฐานบ้านเกิด และสองคือการก่อตั้งหนังสือพิมพ์นิโกร เวิร์ลด์ที่ใช้เป็นกระบอกเสียงสำหรับคนดำ คนแอฟริกันและแรงงานอพยพทั้งหมาย สุดท้ายแม้จะไม่สามารถทำได้สำเร็จ แต่มาร์วีย์ก็สามารถเพาะเมล็ดพันธุ์ในการเรียกร้องสิทธิของชาวผิวดำให้เป็นอุดมการณ์และแนวทางของอีกหลายสิบล้านคน

ตลอดช่วงซัมเมอร์ของปี 2017 ความสนใจทั้งหมดของอังเดร เกรย์มุ่งไปที่การศึกษาเกี่ยวกับเรื่องการปฏิวัติเรียกร้องสิทธิพลเมืองมากกว่าเรื่องย้ายทีมเสียอีก เขาอ่านหนังสือจำนวนมาก ดูสารคดีเกี่ยวกับคนเหล่านี้ แถมยังเดินทางไปเยือนพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ต่าง ๆ มันซึมซับและกลายเป็นส่วนสำคัญในการมองชีวิตของเขามากขึ้น

นาตาชา ไค สาวลายสักหัวใจนักสู้แห่งท้องทะเล

บรรดาเซเลบสาววงการกีฬาไม่น่าจะมีใครที่สะสมรอยสักมากเท่านาตาชา ไคอีกแล้ว เพราะในขณะที่สาวนักกีฬาคนอื่น ๆ (เว้นบรรดานักสู้ UFC และ MMA) มีรอยสักเสมือนเป็นเครื่องประดับ แต่นาตาชาสักรอยบนร่างกายของเธอด้วยความศรัทธา

นาตาชา ไค เกิดในปี 1983 ที่ฮาวาย รัฐกลางมหาสมุทรแปซิฟิคของสหรัฐอเมริกา ว่ากันว่าชาวฮาวายสืบเชื้อสายมาจากชนชาวโพลีนิเชี่ยน นักเดินทะเลที่ยิ่งใหญ่จากหมู่เกาะทะเลใต้ ดังนั้นศิลปะและวัฒนธรรมเกี่ยวกับชาวโพลีนิเชี่ยนและชาวฮาวายจึงคล้ายคลึงกันมาก ลวดลายรูปคลื่นและเรื่องราวเกี่ยวกับทะเลถูกวาดลงบนแขนขวาของนาตาตั้งแต่ข้อมือขึ้นไปถึงหัวไหล่ และตั้งแต่สะโพกลงไปจนตลอดขาขวาด้วย มันมีความเป็นสัญลักษณ์แบบชาวเกาะฮาวาย ริ้วคลื่น ใบไม้ ทางมะพร้าว รวมไปถึงดอกชบา ดอกไม้สัญลักษณ์ของชาวฮาวายถูกบรรจงรังสรรค์ไว้อย่างสวยงาม

ตอนอายุ 5 ขวบ นาตาชาเจออุบัติเหตุใหญ่ ชิ้นแก้วที่แตกเสียบที่เท้า มันร้ายแรงขนาดที่หมอวินิจฉัยว่าเธออาจจะวิ่งไม่ได้ แต่ที่สุดเธอก็ฟื้นตัวกลับมาอย่างแข็งแกร่ง การเติบโตในฐานะนักกีฬาฟุตบอลอาชีพและติดทีมชาติเป็นไปไม่ได้เลยหากอยู่ที่ฮาวาย นั่นคือสิ่งที่นาตาชาคิด เมื่อจำเป็นต้องเลือกนาตาชาจึงออกเดินทางมาสู่แผ่นดินใหญ่ โดยมีโปรไฟล์ผลงานที่ดีระหว่างเล่นทีมมหาวิทยาลัยแห่งรัฐฮาวาย

การอยู่ห่างไกลบ้านเกิดทำให้เธอต้องหาสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ แผ่นหลังของนาตาชามีเต่าทะเลในรูปแบบศิลปะฮาวาย และบนหลังเท้าขวาก็มีแผนที่รัฐฮาวายบ้านเกิด ในไม่ช้านาตาชาก็เพิ่มรอยสักลงไปอีก เธอสักชื่อไคไว้ที่ด้านหลัง สัญลักษณ์ราศีเมถุนที่เป็นราศีเกิดบนหัวไหล่ซ้าย ที่สีข้างด้านขวานาตาชาสักเนื้อเพลงที่เธอแต่งด้วยตัวเอง มันบรรยายว่า “ในช่วงเวลาอันน่าชื่นชม สมบัติลล้ำค้าที่สุดในโลกคือหัวใจของฉัน และฉันแบ่งปันมันให้กับคุณ จงปกป้องมันราวกับเป็นหัวใจคุณเอง” ซึ่งไคอธิบายว่ามันช่วยให้เธอจดจำว่าตัวเองเป็นคนที่แข็งแกร่ง เธอต้องทำให้ตัวเองแข็งแกร่ง แล้วคนรอบข้างก็จะรู้เองว่าเธอแข็งแกร่งและเป็นคนดี บนตัวของนาตาชามีรอยสักรวมแล้วมากกว่า 60 ชิ้นซึ่งมันทำให้เธอดูโดดเด่นและแตกต่างท่ามกลางนักกีฬารายอื่นโดยตลอดเวลาที่ลงแข่งขัน

การต้องต่อสู้ไกลบ้านต้องใช้หัวจิตหัวใจที่แข็งแกร่ง นาตาชาสู้กับคำดูถูกเรื่องการเป็นสาวบ้านนอก แต่เธอก็ค่อย ๆ สร้างผลงานและติดทีมชาติสหรัฐ กลายเป็นนักกีฬาฟุตบอลหญิงคนแรกจากรัฐห่างไกลอย่างฮาวาย ที่ได้รับเลือกเข้าทีมฟุตบอลหญิงชุดใหญ่ของประเทศ

เรื่องสำคัญหนึ่งอย่างเกี่ยวกับการเป็นนักเตะทีมชาติ คือการที่เธอไม่เคยเกี่ยวข้องใด ๆ กับสารบบทีมชาติมาก่อน โอกาสเดียวที่เธอได้สัมผัสคือการเข้าแคมป์เก็บตัวนักกีฬาชุดอายุไม่เกิน 21 ปี ในปี 2004 แตกต่างจากเพื่อนร่วมทีมรายอื่น ๆ ที่โตมาในระบบที่คุ้นเคยตั้งแต่ยังเป็นเยาวชนทั้งนั้น นาตาชา ไคผลักดันตัวเองจนกลายเป็นส่วนหนึ่งในทีมชาติชุดนั้น ก่อนที่จะตามมาด้วยการสร้างผลงานยิง 12 ลูกจาก 6 เกม แต่มันก็ไม่ง่ายสำหรับการไต่สูงขึ้นไป เมื่อนาตาชาต้องใช้เวลาอีกถึง 2 ปีบนเวทีลูกหนังก่อนถูกเรียกขึ้นทีมชาติชุดใหญ่ รวมไปถึงการคว้าเหรียญทองโอลิปิกเกมส์ที่ปักกิ่งในปี 2008 ได้

แต่การต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของนาตาชา ไค ไม่ใช่เกมลูกหนัง หากแต่มันคือการลุกขึ้นมายอมรับว่าตัวเธอเป็นกลุ่มหญิงรักหญิง แม้ทั้งหมดจะมีจุดเริ่มต้นจากการหลุดคำสัมภาษณ์ให้กับเว็บไซต์ข่าวช่องหนึ่งก็ตามว่าเธอต้องเลิกกับแฟนสาวเพื่อเดินทางต่อไปบนถนนลูกหนังสายอาชีพ ยังโชคดีที่นาตาชาไม่ใช่เพียงผู้เล่นรายเดียวที่ประกาศตัวเป็นเลสเบี้ยนในปีนั้น เมื่อมีผู้เล่นทีมชาติสหรัฐอีกสองรายที่เผยว่าเป็นกลุ่มรักร่วมเพศเช่นกัน ทำให้เธอก้าวผ่านช่วงเวลานั้นได้

หลังปี 2009 การคว้าเหรียญทองโอลิมปิกและได้แชมป์ลีกฟุตบอลหญิงของประเทศ ประกอบกับอาการบาดเจ็บแล้วบาดเจ็บอีก นาตาชาในวัย 27 ปีเลือกกลับมาใช้ชีวิตที่ฮาวาย หลังจากที่รู้สึกถึงจุดอิ่มตัวแล้วในการเล่นฟุตบอล ที่เกาะฮาวายบ้านเกิด นาตาชามีเวลาพักผ่อน ใช้ชีวิตแบบห่างไกลจากกลิ่นลูกหนัง และได้เฝ้าดูแลคุณพ่อที่เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย หากแต่คำขอร้องที่อยากเห็นลูกสาวกลับมาเล่นฟุตบอลอีกครั้งทำให้นาตาชารู้สึกสับสน ก่อนที่จะตัดสินใจเริ่มต้นเข้าฟิตเนสหลังการจากไปของพ่อในปี 2014 เธอทุ่มเทอย่างบ้าคลั่งในการฟิตซ้อมตัวเองสลับกับการจมอยู่ในความเศร้าจากการสูญเสีย จนที่สุดก็พร้อมจะลงเล่นให้บลู สกาย สโมสรแรกที่เธอเริ่มต้นเล่นฟุตบอล

มีนาคม 2016 นาตาชา ไตลงเล่นฟุตบอลอาชีพอีกครั้งในฐานะนักกีฬาของสโมสรบลู สกายท่ามกลางคนดูแค่ราว 500 คน นาตาชายิงประตูได้ติดต่อกันหลายเกม สัญชาตญาณนักล่ากลับมาสู้ตัวเธอ แต่เหนืออื่นใดเธอหัวเราะกับมันหลังจากใช้ชีวิตอย่างหม่นหมองมานาน ในวันที่เธอกลับมาลงเล่นอีกครั้ง บรรดาเพื่อนเก่าแก่ในวงการฟุตบอลต่างรีบทวีตส่งต่อข่าวนี้อย่างตื่นเต้น

พลังแห่งความฝันของเนย์มาร์ ที่เล่าผ่านการสักเรือนร่าง


“ผมเติบโตมากับสองความความฝัน เหมือนเด็กชายชาวบราซิลทั่วไปที่อยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพ และอีกฝันคืออยากเป็นซุปเปอร์ฮีโร่” นี่คือคำบอกเล่าของเนย์มาร์ นักเตะชาวบราซิล

ปี 2017 เนย์มาร์กลายเป็นนักกีฬาฟุตบอลอาชีพที่มีค่าตัวแพงที่สุดในโลก 222 ล้านยูโรในการย้ายทีมจากสโมสรบาร์เซโลน่า ทีมในลาลีก้า ประเทศสเปนไปอยู่กับสโมสรปารีส แซงต์ แชร์กแมง ในลีกประเทศฝรั่งเศส

เด็กชายเนย์มาร์เกิดในชุมชนแออัดชื่อโมกี้ ดาส ครูซส์ใกล้เมืองเซา เปาโลของประเทศบราซิล เนย์มาร์ ซานโตส ซีเนียร์ พ่อของเขาเป็นนักฟุตบอลที่ไม่ประสบความสำเร็จและต้องเลิกเล่นด้วยปัญหาอาการบาดเจ็บ เขาไม่มีเงินแม้แต่จะทำอัลตร้าซาวด์ตอนภรรยาตั้งท้องเนย์มาร์ด้วยซ้ำ ดังนั้นไม่ต้องคาดหวังว่าเนย์มาร์จะเติบโตมาแบบมีอันจะกิน เพราะบางช่วงของชีวิตในโมกี้ ดาส ครูซส์ ครอบครัวเนย์มาร์อยู่ด้วยแสงเทียนไม่ใช่จากหลอดไฟฟ้า แต่หลังจากเนย์มาร์เกิด ครอบครัวทนอยู่ที่โมกี้ต่ออีกหลายปี ในที่สุดเนย์มาร์ ซีเนียร์ก็ยอมจำนนและเดินทางกลับบ้านพ่อที่เซา วิเซนเต้ ที่ซึ่งคุณภาพชีวิตเนย์มาร์ดีขึ้นอีกเล็กน้อยในการอาศัยอยู่กับปู่และย่า

เนย์มาร์ถูกตั้งความหวังว่าเขาจะต้องเติบโตมาเป็นนักฟุตบอลอาชีพ อันจะนำมาซึ่งความเป็นอยู่ที่ดีของครอบครัว ดังนั้นเขาถูกฝึกอย่างหนักตั้งแต่เด็ก เนย์มาร์เริ่มวิ่งไล่ตามความฝันด้วยความอดทนเพื่อครอบครัว ไม่ช้าฝีเท้าของเขาก็ดีพอที่จะได้เข้าไปอยู่ในอะคาเดมี่ของสโมสรซานโตส สโมสรอันดับหนึ่งของเซา เปาโล และความจริงอย่างหนึ่งคือฝีเท้าของเขาไปเตะตาแมวมองระหว่างที่เตะบอลข้างถนนในวิเซนเต้นั่นเอง

เรื่องราวชีวิตและความฝันในวัยเด็กของเขาถูกสักไว้บนน่องซ้าย เป็นรูปเด็กชายไม่สวมเสื้อ สวมหมวกมีรูปธงบราซิล ยืนหันหลังกอดลูกฟุตบอลไว้ด้วยมือขวา แหงนหน้ามองชุมชนโมกี้ ดาส ครูซส์ เหนือสุดของรูปเป็นความฝันสามอย่างได้แก่บ้าน สนามฟุตบอล และถ้วยแชมเปี้ยนลีก เนย์มาร์เผยว่าเขาต้องสักมันไว้เพื่อใช้เป็นตัวระลึกถึงความจำเป็นที่เขาต้องสู้

เนย์มาร์ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วในการเล่นฟุตบอลที่บ้านเกิด เขาเซ็นสัญญาอาชีพตั้งแต่อายุ 16 ปี พาสโมสรซานโตสคว้าแชมป์ลีกแห่งชาติบราซิลได้ตั้งแต่อายุ 17 ปี พออายุ 19 ปี เขาก็พาทีมเป็นแชมป์ฟุตบอลรายการใหญ่สุดของทวีปอเมริกาใต้ หลังจากนั้นก็ย้ายมายังยุโรปด้วยค่าตัวเป็นที่ฮือฮาในยุคนั้นราว 88 ล้านยูโรที่บาร์เซโลน่ายอมทุ่มให้ ก่อนที่ในเวลาต่อมาปารีส แซงต์ แชร์กแมงจะตีราคาของเขาให้เป็นผู้เล่นที่มีค่าตัวสูงที่สุดในโลก แน่นอนว่าเนย์มาร์สามารถทำเงินได้ปีละมหาศาลจากการเป็นนักเตะอาชีพ เขามีบ้านหลังใหญ่เท่าที่อยากซื้อ เป็นนักกีฬาเหรียญทองในการแข่งขันฟุตบอลโอลิมปิก เป็นนักกีฬาอาชีพที่มีค่าตัวมหาศาลและคว้าแชมป์ฟุตบอลยุโรปถ้วยใหญ่สุดกับบาร์เซโลน่าในปี 2016 ก่อนสักรูปถ้วยแชมป์ไว้เป็นที่ระลึกบนน่องอีกข้าง มันเป็นการทำ 3 ความฝันของเขาสำเร็จหมดแล้วในวัยแค่ 25 ปีเท่านั้น

กับอีกความฝันที่เป็นไปไม่ได้ในชีวิตจริง นั่นคือการมีพลังเหนือธรรมชาติแบบฮีโร่ ในเมื่อมันเป็นจริงไม่ได้ ฉะนั้นมันจะเป็นอะไรไปหากว่าเขาจะกลายเป็นตัวการ์ตูนที่มีพลังวิเศษแทน เพียงแต่ว่ามันต้องรอเวลาที่เหมาะสม รอการเขียนเรื่องราวที่ใช่ และรอนักเขียนที่ถูกคน จนกระทั่งเดือนกันยายนที่ผ่านมา เนย์มาร์ก็ปรากฏตัวในรูปแบบคอมมิคซุปเปอร์ฮีโร่

นั่นคือในขณะที่เนย์มาร์เติบโตมาพร้อมกับความฝัน, รอยสักและความอยากเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ เขามีรูปแบทแมนและสไปเดอร์แมนบนแผ่นหลัง ซึ่งเพิ่งสักมาเมื่อไม่นานนี้ ขณะที่คริส ฟรานเนรี่ซึ่งเป็นหัวเรือใหญ่ของทีมแฟน ออฟ เฟลม ซึ่งเป็นทีมเขียนการ์ตูนซุปเปอร์ฮีโร่ ก็จินตนาการไว้ว่าอยากได้ฮีโร่ที่มีพลังวิเศษบังคับรอยสักให้มีชีวิตได้ และมันก็กลายมาเป็น “Inked” คอมมิคซีรี่ย์ที่ชูตัวเนย์มาร์เป็นซุปเปอร์ฮีโร่ผู้มีพลังดึงรอยสักรูปสิงโตบนมือซ้ายของเขาให้ออกมามีชีวิต

“พวกเขาเขียนเรื่องราวในคอมมิคขึ้นมาให้สอดคล้องกับเรื่องราวชีวิตของผม ตั้งแต่เด็กแล้วผมโตมาโดยมีแบทแมนเป็นฮีโร่ในดวงใจ ผมหวังว่าตัวผมในคอมมิคจะเป็นแรงบันดาลใจและสร้างความบันเทิงให้กับคนทั่วโลกได้” เนย์มาร์เล่าถึงคอมมิคฮีโร่ของเขาอย่างภาคภูมิใจ และมันก็ทำให้ความฝันของเขาสำเร็จอีกเรื่องในวัย 26 ปีเท่านั้นเอง

พระเจ้าชื่อซลาตัน กับยันต์ไทยชื่อพระเจ้า

ซลาตัน อีบราฮีมอวิช อาจจะไม่ได้เป็นนักฟุตบอลที่เก่งกาจที่สุดในโลก แต่เขาก็อาจจะอยู่เหนือนักฟุตบอลทุกคนบนโลกในนี้แทน เพราะเขาคือ “พระเจ้า”

ในวงการฟุตบอลแล้วผู้ชนะนั้นอยู่บนยอดพีรามิดของการแข่งขัน และมันก็มีพื้นที่ให้แค่บางทีมเท่านั้นที่ไปถึง แต่จะว่าอย่างไรดีล่ะ? ซลาตันคือนักฟุตบอลที่ใช้ช่วงเวลาแบบผู้ชนะมาตลอด โดยตั้งแต่ปี 1996  ที่เขาเริ่มต้นเล่นฟุตบอลอาชีพกับสโมสรมัลโม่ในสวีเดนจนถูกสนใจดึงตัวไปเล่นในฮอลแลนด์ในปี 2001 ซึ่งนั้นก็อีกหลายทีมในหลายประเทศของยุโรป จากวันนั้นไปจนถึงปี 2016 เขากวาดแชมป์เป็นว่าเล่น โดยมีเพียงแค่สามฤดูกาลเท่านั้นที่ซลาตันไม่ได้แชมป์อะไรติดไม้ติดมือ

ซลาตันจัดการคว้าแชมป์ลีกสูงสุดในประเทศ 13 ครั้งใน 15 ฤดูกาล ด้วยการลงเล่นให้อาแยกซ์ในฮอลแลนด์, อินเตอร์ มิลานและเอซี มิลานในอิตาลี, บาร์เซโล่น่าในสเปน, ปารีส แซงต์ แชร์กแมงในฝรั่งเศส เขาพลาดการคว้าแชมป์ที่อังกฤษกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในฤดูกาล 2016/2017 แต่ก็ยังเจ๋งพอที่จะคว้าแชมป์ยูโรป้า ลีกในฤดูกาลนั้นแทน

ยอดนักเตะสวีเดนมักมีภาพรอยสักมานำเสนอ เขาเคยพูดว่าตนเองเป็นพวกเสพย์ติดการสักบนเรือนร่างอย่างแน่นอน โดยเขาเขียนมันไว้ในหนังสือ “I’m Zlatan” พร้อมเหตุผลว่านอกจากคุณค่าทางใจแล้วมันยังเป็นแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ในการเดินไปข้างหน้าของเขาด้วย แต่ใครจะรู้ความจริงว่าในตอนแรกซลาตัน อีบราฮีมอวิชแอนตี้การสักหมึกลงบนร่างกายยิ่งกว่าอะไรทั้งสิ้น แต่เมื่อเขาเริ่มต้นสักครั้งแรก มันก็มีครั้งที่สอง ครั้งที่สามและเรื่อยมาจนปัจจุบัน

21 มกราคม 2018 ซลาตันปรากฏตัวในสนามซ้อมของสโมสร พร้อมภาพสิงโตเต็มหน้าอยู่บนแผ่นหลัง เขากล่าวถึงที่มาของมันด้วยปรโยคว่า “เมื่อข้าลงสนาม ข้าคือราชสีห์” มันกลายเป็นที่ฮือฮาอย่างมากบนโลกโซเชียล แต่ก่อนที่แผ่นหลังของซลาตันจะมีรูปสิงโตอย่างงดงาม และลวดลายอื่น ๆ ช่วงต้นเขาเคยสักรูปยันต์ ซึ่งเป็นความเชื่อแบบศาสนาพุทธ ทั้งที่พ่อของเขาเป็นมุสลิมและแม่เป็นคาธอลิกแท้ ๆ ซึ่งทั้งสองยันต์ที่ว่าก็ถูกสืบค้นหาว่ามันคือยันต์อันใด และมีอานุภาพอย่างไร

ยันต์แรกอยู่บริเวณด้านหลังของไหล่ขวา อ้างอิงตามตำราพระคัมภีร์ยันต์ 108 พิสดารแล้ว มันคือยันต์พระเจ้าเข้านิโรธ ยันต์ที่มีพุทธคุณในการป้องกันภยันอันตรายและแคล้วคลาด ส่วนอีกยันต์สักไว้กลางแผ่นหลัง เรียกว่ายันต์ปัญจมุขี หรือยันต์เทวดาห้าหน้า หรือยันต์พระเจ้าห้าพระองค์ ซึ่งแทนธาตุทั้งห้าอันได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟและไม้ โดยยันต์นี้เด่นในเรื่องแคล้วคลาดเช่นกัน และป้องกันอริศัตรูทำร้าย แน่นอนว่าสำหรับคนไทยที่มีความเชื่อเรื่องอิทธิฤทธิ์ของยันต์ เราต่างสักมันด้วยความเชื่อและศรัทธา แต่ในเรื่องนี้ไม่มีใครยืนยันได้ว่าซลาตันเลือกที่จะสักมันตามความเชื่อ ความศรัทธาเหมือนคนไทย แต่มันก็น่าจะเป็นเช่นนั้น

ปัจจุบันซลาตันย้ายมาเล่นให้แอลเอ แกแลคซี่ สโมสรในสหรัฐอเมริกา เขาทำผลงานได้ดีพอใช้และยกตัวเองขึ้นเป็นพระเจ้าของแฟนบอลได้อย่างน่าทึ่งอีกครั้ง ขณะที่สิงโตบนแผ่นหลังก็ค่อย ๆ ถูกเก็บรายละเอียดจนครอบคลุมตั้งแต่คอลงไปจนทั่ว แต่ริ้วรอยของยันต์บนหลังได้รับการซ่อนไว้ในภาพสิงโตอย่างแนบเนียบ

บร็อก เลสเนอร์ ตัวปัญหาแห่งวงการมวยปล้ำ ผู้มีมีดค้ำคอตลอดเวลา

ในวงการมวยปล้ำ ชื่อของบร็อก เลสเนอร์ติดอยู่ในฐานะนักกีฬามวยปล้ำที่เก่งกาจที่สุดคนหนึ่งในยุค เขาได้รับฉายาว่า The Beast หรือเป็นอสูรร้ายบนสังเวียน และเคยขึ้นปะฉะดะกับนักสู้ระดับหัวแถวมามากมาย ทั้งเดอะ ร็อก, ดิ อันเดอร์เทคเกอร์, เคิร์ต แองเกิล, ทริปเปิ้ล เฮช แถมยังเอาอัดฮัลค์ โฮแกน ขวัญใจอเมริกันชนจนสลบคาเวทีมาแล้ว

เลสเนอร์คว้าสิทธิ์เป็นผู้ท้าชิงแชมป์โลกของ WWE และกลายเป็นแชมป์โลกสมัยแรกทันทีด้วยการคว่ำเดอะ ร็อกในปี 2002 สร้างสถิตินักมวยปล้ำอายุน้อยที่สุดที่ได้แชมป์โลกด้วยวัย 25 ปี ตอนนั้นเองที่ WWE ตั้งใจจะปั้นเลสเนอร์ให้เป็นสตาร์อันดับหนึ่งของวงการ พวกเขาวางแผนและวางหมากให้เลสเนอร์ก้าวขึ้นมาเป็นนักปล้ำที่เก่งที่สุดคนหนึ่ง เขียนสตอรี่ไลน์เพื่อผลักดันเขาชิงแชมป์โลกและครองแชมป์ไปหลาย ๆ สมัย แต่เลสเนอร์ไม่เดินตามเกม เขาเอาตัวเองไปหาเรื่องกับเหล่าขาใหญ่และรุ่นพี่ในวงการทั้งหลายอยู่เสมอ แถมยังหักหลังด้วยการลาออกจากสมาคมมวยปล้ำ โดยหันไปเอาดีทางศึกคนชนคนแทนจนโดยบอร์ดของ WWE สาปส่ง ที่สุดแล้วเลสเนอร์ก็พบว่าตัวเองล้มเหลวเมื่อเป็นได้แค่นักกีฬาตัวสำรองนั่งดูที่ข้างสนาม

ปี 2005 เลสเนอร์โบกมือลาวงการอเมริกันฟุตบอล และตอนนั้นก็ไม่มีพื้นที่ยืนใน WWE เหลืออยู่แล้ว เขาบินไปตามคำเชิญเพื่อลงแข่งมวยปล้ำที่ญี่ปุ่น ซึ่งที่นั่นกำลังมีการจัดตั้งวงการมวยปล้ำอาชีพ New Japan Pro Wrestling หรือ NJPW ขึ้น และต่อมาเขาก็ค้นพบเส้นทางสายใหม่ในการเป็นนักสู้ UFC ที่เขาปีนขึ้นไปถึงแชมป์โลกรุ่นเฮฟวี่เวทได้อย่างรวดเร็วในปี 2008 ก่อนเลิกแข่งหลังลงสนามได้เพียง 8 ครั้งเท่านั้น ซึ่งผู้คร่ำหวอดในวงการ UFC บอกว่ามันเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว เพราะมวยปล้ำต่างหากคือสิ่งที่ใช่ของเลสเนอร์

ที่ญี่ปุ่นและการแข่ง UFC ที่เองที่นำมาซึ่งหนึ่งในรอยสักอันโดดเด่นของเลสเนอร์ มันคือรูปมีดดาบที่ปลายแหลมของมันจี้คอหอยของเลสเนอร์อยู่เสมอ เลสเนอร์อธิบายถึงมันไว้ในหนังสืออัตชีวประวัติของตัวเองชื่อ Death Clutch:My Story of Determination, Domination and Survival ที่วางขายในปี 2011

“ผมคิดว่าชีวิตตอนนั้นเหมือนใครเอามีดมาจ่อคอหอยอยู่ตลอดเวลา ผมเลยสักมันไว้เพราะไม่ต้องการลืมช่วงเวลาดังกล่าวว่าผมรู้สึกอย่างไร รอยสักบนอกมีความหมายกับผมมาก ในมุมอื่นมันก็ตลกดีเพราะช่วงชีวิตตอนนั้นมันไม่น่าจดจำสักนิด แต่ผมรู้ว่าผมใช้มันเพื่อผลักดันตัวเองได้”

หากจะให้เข้าใจรอยสักรูปดาบนี้ดี ต้องลองนึกภาพว่าชีวิตมันยากลำบากแค่ไหน? เลสเนอร์เดินทางไปญี่ปุ่นหลังเลิกเล่นอเมริกันฟุตบอล เรื่องจะกลับไปเข้าวงการก็เป็นไปไม่ได้ แต่เรื่องตลกร้ายคือใบอนุญาตในฐานะนักกีฬาของ WWE ของเลสเนอร์ก็ใช้ไม่ได้ เมื่อ NJPW ถูกวินซ์ แม็กมาฮอน ผู้ยิ่งใหญ่ของ WWE ขวางลำห้ามให้เลสเนอร์ขึ้นแข่ง เลสเนอร์กลายเป็นอริกับวงการมวยปล้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก หมดสิทธิ์ที่จะลงแข่งในรายการอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องทั้งโดยตรงและโดยอ้อมกับ WWE มันทำให้เขาเจ็บปวด และแก้ปัญหาด้วยการเมาทุกคืน ก่อนจะสักรูปดาบจ่อคอหอยนี้ไว้เป็นตัวแทนความทรงจำ หลังผ่านช่วงเวลาดังกล่าวมาได้มันก็กลายเป็นความทรงจำที่ไม่อยากจำของเลสเนอร์

เลสเนอร์กลับมาสู่ WWE อีกครั้งในปี 2012 หลังวินซ์ แม็กมาฮอนยอมลดทิฐิ แค่เตรียมเปิดตัว ปรากฏว่าเลสเนอร์ไปอัดกับจอห์น ซีน่าจนเป็นเรื่องเป็นราว และนำไปสู่การสู้กันถึงสี่หนติด แต่คิดอีกมุมหนึ่งก็น่าจะเป็นการวางแผนไว้ของ WWE หลังจากที่ก่อนหน้านี้พยายามจัดฉากให้เลสเนอร์ไม่สำเร็จมาแล้ว

การเดินตามรอยที่ WWE วาดเส้นไว้ให้ ทำให้เลสเนอร์กลายเป็นหนึ่งในนักมวยปล้ำเจ้าปัญหา และถนัดระรานผู้คนไปทั่ว บุคคลิกของเลสเนอร์ถูกสร้างให้เป็นจอมทำลายตัวจริง ในการแข่งขันเขาคือนักสู้ที่พร้อมอัดคู่แข่งทุกรายที่ขวางหน้า โดยคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อที่สุดของบร็อก เลสเนอร์คือบิล โกลเบิร์ก ชายผู้คว่ำเขาในวันที่ประกาศแยกทางกับ WWE ในครั้งแรกนั่นเอง

ในแง่มุมความสวยงามของรอยสัก บรรดาศิลปินนักสักต่างลงความเห็นว่ามันเป็นรอยสักที่ดูไม่ได้เลย เช่นเดียวกับรูปหัวปีศาจที่กลางหลังและอีกสองชิ้นที่หัวไหล่ของเลสเนอร์ แต่สำหรับเลสเนอร์ มันมีความหมายในแง่ของวันเวลาแห่งชีวิต

เบคแฮม รอยสักเพื่อคนที่รัก และผลงานของลูก ๆ

เดวิด เบคแฮม เด็กหนุ่มชาวอังกฤษวัย 17 ปีถูกส่งลงเล่นในเกมพรีเมียร์ลีกครั้งแรกต่อหน้าแฟนบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในปี 1992 นอกจากฝีเท้าฉกาจ เขายังเป็นเจ้าของแฟชั่นทรงผมที่คนแห่ทำตามกับทั่วบ้านทั่วเมือง เขาถูกสื่อสร้างให้กลายเป็นซุปเปอร์สตาร์ของวงการลูกหนัง และเรื่องราวของเขายิ่งโด่งดังมากขึ้นไปอีก เมื่อเขาถูกสงสัยว่ากำลังอิน เลิฟกับวิคตอเรีย อดัม นักร้องสาวสุดสวย หนึ่งในสมาชิกเกิร์ลกรุ๊ปที่ยิ่งใหญ่ที่สุดวงหนึ่งของโลกอย่างสไปซ์ เกิร์ล

นอกจากเรื่องราวในโลกฟุตบอล สังคม แฟชั่น และความรักแล้ว เรื่องของแฟชั่นรอยสักเป็นสิ่งที่เบคแฮมถูกจับตามองอย่างมาก นับตั้งแต่เขามีรอยสักแรกในชีวิต มันเป็นส่วนหนึ่งที่เสริมความเป็นแฟมิลี่ แมนของเดวิด เบคแฮม เพราะร่างกายของเบคแฮมมีรอยสักเพื่อระลึกถึงภรรยา ลูก ๆ ทั้ง 4 คน รวมไปถึงพ่อกับแม่ถูกนำมาไว้บนร่างกายเต็มไปหมด

รอยสักเกือบ 50 จุดทั่วร่างกายของเบคแฮมต่างก็แฝงความหมายสำหรับอดีตนักเตะชื่อก้อง โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคนในครอบครัว เบคแฮมมักเพิ่มเติมลวดลายและข้อความใหม่ ๆ เพื่อแทนความทรงจำอยู่เสมอ เบคแฮมสักรูปภาพและข้อความส่วนใหญ่ที่สื่อไปถึงวิคตอเรีย เบคแฮม ภรรยาของเขามากที่สุด มันเป็นการแสดงออกถึงความรักที่เขามีต่อเธอว่ามากมายและมั่นคงเพียงใด แม้จะเคยมีช่วงเวลาแย่ ๆ จากข่าวลือเกี่ยวกับนางแบบและผู้จัดการส่วนตัวอย่างรีเบ็คก้า ลูว์ช่วงหนึ่งก็ตาม

ไม่ใช่แค่เดวิดคนเดียว แต่ทั้งคุณและคุณนายเบคแฮมก็มีรอยสักเป็นสัญญาระหว่างกัน ทั้งคู่สักชุดตัวเลขโรมัน VIII.V.MMVI ลงบนข้อมือ มันแทนความหมายถึงวันที่ 8 เดือน พฤษภาคม 2006 ที่พวกเขาเข้าพิธีแต่งงานแบบลับ ๆ ก่อนประกาศสู่สาธารณะในภายหลัง รอยสักบนตัวของเบคแฮมมีบรรดาภาพวาดรูปภรรยา ข้อความ ตลอดจนสัญลักษณ์แทนเด็ก ๆ ด้วย มันมีความสวยงามและดูสะดุดตา แต่ก็มีรอยสักน่ารัก ๆ จำนวนหนึ่งที่สื่อแทนถึงบรรดาลูก ๆ ทั้งสี่คนด้วย ชื่อลูกชายสามคนของเบคแฮมถูกสักเรียงเป็นแนวยาวด้านหลัง โรเมโอที่หลังคอ ครูซที่กลางหลัง และบรู๊คลีนเหนือก้นกบ โดยชื่อของบรู๊คลีน ลูกชายคนโตถูกสักไว้ในปี 1999 ที่เขาเกิด และเป็นรอยสักแรกอย่างจริงจังของเบคแฮม ก่อนจะตามมาด้วยลูกสองคนที่เหลือ

ในปี 2015 หลังจากที่เด็ก ๆ โตขึ้น ใครสักคนในกลุ่มพวกเขาได้เขียนข้อความถึงผู้เป็นพ่อว่า We Love You Daddy และเบคแฮมคัดลอกเอาลายมือนั้นไปให้ช่างสักประจำตัวจารึกลงบนสีข้างซ้าย ฝั่งเดียวกันกับที่เขาสักเลข 1975 ซึ่งเป็นปีที่ตัวเองเกิด และข้อความ Mum&Dad ที่ใช้ระลึกถึงเดวิดกับซานดร้า เบคแฮมผู้เป็นพ่อกับแม่ และตอนปี 2015 เช่นกัน สาวน้อยฮาร์เปอร์ในวัย 4 ขวบคงกำลังอยู่ในช่วงมันส์มือ เธอจึงมักวาดรูปภาพต่าง ๆ และหนึ่งในนั้นก็มาอยู่บนฝ่ามือของเบคแฮมด้วย มันเป็นรูปเด็กหญิงยืนกางแขนจากฝีมือวาดของฮาร์เปอร์

ฮาร์เปอร์ เบคแฮม นางฟ้าน้อยสุดที่รักของเบคแฮมมักเป็นคนทำให้เกิดรอยสักใหม่ ๆ บนตัวคุณพ่อ หลังจากที่ชื่อของเธอถูกสักไว้เหนืออกข้างซ้ายเกือบถึงลำคอในปี 2011 ที่เธอเกิด จากนั้นเบคแฮมก็ขยายต่อในความรักที่มีต่อลูกสาวด้วยการสักคำว่า Pretty Lady พร้อมหัวใจหนึ่งดวงเล็ก ๆ ก่อนปิดท้ายด้วยการสักรูปดอกกุหลาบ ทว่ามันยังไม่หมดแค่นั้น เมื่อเบคแฮมมาเพิ่มข้อความ I love you พร้อมด้วยนกอีก 4 ตัวแทนเด็ก ๆ ทั้งสี่คนเข้าไปอีก ซึ่งมันเพิ่งถูกเห็นเมื่อต้นปีที่ผ่านมาในงานแฟชั่นที่มิลาน

เรื่องราวการสักเพื่อเก็บความทรงจำเกี่ยวกับครอบครัวของเบคแฮม กลายเป็นหนึ่งในสิ่งที่ถูกส่งต่อไปถึงบรู๊คลีน นอกเหนือไปจากเรื่องของการทำงานหนัก โดยรอยสักแรก ๆ ที่เขาเลือกคือตัวเลข 1975 ซึ่งเป็นตัวเลขเดียวกันกับที่เบคแฮมสักเพื่อจดจำถึงพ่อกับแม่ แต่เรื่องนี้ทำให้เบคแฮมหัวเสีย เขาไม่ได้ห้ามบรู๊คลีนสักลายบนตัว แต่เขาอุตส่าห์ตั้งความหวังว่าจะเป็นคนพาลูกชายไปสักลวดลายครั้งแรกด้วยตัวเอง

เรื่องราวความผูกพันของเดวิด เบคแฮมกับคนในครอบครัวถูกถ่ายทอดเป็นลวดลายน้ำหมึก เรือนร่างของเขาถูกใช้เป็นพื้นที่จดบันทึกความทรงจำและวันเวลาดี ๆ ที่ได้รับมาในแต่ละช่วงเวลาชีวิตที่ผ่าน และมันจะยังคงมีลวดลายใหม่เพิ่มเติมมาอีกเสมอจากความรักที่เขาและครอบครัวมีให้กัน

เจ อาร์ สมิธ ผู้เปลี่ยนรอยสักให้กลายเป็นเงินตรา

ในวงการเกมยัดห่วงอย่างบาสเกตบอลเอ็นบีเอในยุคปัจจุบันนี้ ไม่มีใครที่ไม่รู้จักนักบาสเก็ตบอลที่มีนามว่า เจอาร์ สมิธ ผู้ซึ่งเป็นมือยิงสามแต้มอารมณ์ศิลปินประจำทีม คลีฟแลนด์ คาวาเลียร์ส ทีมรองแชมป์ล่าสุดของ เอนบีเอ ปี 2018 และยังเป็นผู้เล่นบาสเก็ตบอลที่มีความชื่นชอบ จนถึงเกิดความหลงไหลในการสักเป็นชีวิตจิตใจ จนทำให้ร่างกายเต็มไปด้วยรอยสักที่สวยงามมากมายรอบตัว

โดยในอดีตนั้น เจอาร์ สมิธ ได้เล่นบาสเก็ตบอลให้กับทีมโรงเรียน Saint Benedict’s Preparatory School ในรัฐนิวเจอร์ซี่ย์ จนกระทั่งในปี 2004 ได้ทำการลาออกจากโรงเรียนเพื่อมาเข้าสู่วงการบาสเก็ตบอลเอ็นบีเอด้วยการดราฟท์ค้นหาตัวผู้เล่นหน้าใหม่ของเอ็นบีเอในปีนั้น และด้วยฝีไม้ลายมือในการการยิงสามแต้มที่หาตัวจับได้ยาก ทำให้ทีม New Orleans Hornets หรือทีม New Orleans Pelicans ที่เป็นชื่อใหม่ในปัจจุบัน ได้เลือกผู้เล่นมือฉกาจหน้าใหม่รายนี้เข้าเข้าร่วมทีม ซึ่งต่อมาภายหลังได้กลายไปเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ได้แชมป์เอ็นบีเอกับทีม คลีฟแลนด์ คาวาเลียร์ ในปี 2016

นอกจากเรื่องฝีไม้ลายมือในวงการบาสเก็ตบอลเอ็นบีเอที่ทุกคนได้ยอมรับนับถือว่ายอดเยี่ยมแล้ว การออกแบบรอยสักที่คัดสรรมาสักไว้บนตัวก็ไม่แพ้กัน โดยรอยสักที่ เจอาร์ สมิธ ได้สักนั้นมีลวดลายหลากหลายรูปแบบที่เจ้าตัวเป็นคนออกแบบเองเกือบทุกรูปแบบทั่วร่างกาย แต่มีเพียงไม่กี่ลายเท่านั้นที่เป็นรอยสักที่เจอาร์ สมิธได้เลือกแบบมาจากที่อื่น ซึ่งหนึ่งในนั้นคือรอยสักรูปเสื้อสีแดงหมายเลข 23 ของ ไมเคิล จอร์แดน จากทีม ชิคาโก บูลส์ ที่เป็นสัญลักษณ์ของนักบาสที่เก่งที่สุดในโลกและในดวงใจของเขาพร้อมทั้งยังมีตราสัญลักษณ์ของแอร์ จอร์แดน อันโด่งดังร่วมอยู่ด้วย

นอกจากนี้เมื่อได้มองเห็นว่ารอยสักของตัวเองมีความสวยงามและโดดเด่นแล้วจึงได้ทำการนำแบบรอยสักบนร่างกายไปสกรีนลงบนเสื้อเพื่อจัดวางจำหน่าย โดยได้จัดวางจำหน่ายในราคา 35 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1,230 บาท ซึ่งผลลัพธ์ของยอดขายนั้นนับได้สูงถึง 35,000 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1 ล้าน 2 แสนบาท เท่ากับในการวางจัดจำหน่ายนั้น ขายเสื้อไปได้ถึง 1,000 ตัว

รอยสักบนร่างกายที่สวยงามสามารถเปลี่ยนแปลงกลายเป็นเงินตราราวกับเป็นงานชิ้นเอกของศิลปินวาดภาพที่แฝงไปด้วยพลัง แม้ เจอาร์ สมิธ จะเป็นนักกีฬานักบาสเก็ตบอลและไม่ใช่ศิลปินนักวาดภาพ แต่ในการเล่นกีฬาทุกแขนงนั้น ได้แฝงไปด้วยศาสตร์ของศิลปะที่ซ่อนอยู่ในลีลาและแผนการเล่น จึงทำให้ความเป็นศิลปินภายในตัวของ เจอาร์ สมิธ นั้นได้ส่งผลลัพธ์ออกมาในรอยสักให้เห็นได้อย่างคาดไม่ถึง

 

เลอบรอน เจมส์ ราชาเอ็นบีเอกับรอยสักที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหมาย


ผู้เล่นบาสเก็ตบอลที่เข้ารอบชิงชนะเลิศมากที่สุดในประวัติศาสตร์วงการบาสเก็ตบอลของยุคนี้ จะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากผู้ที่ได้รับฉายาว่า คิงส์ เจมส์ หรือในชื่อเต็มที่ทุกคนเรียกกันว่า เลอบรอน เจมส์ ผู้ซึ่งเป็นสุดยอดนักบาสเก็ตบอลที่มีฝีมือเก่งกาจและทรงพลังมากที่สุดคนหนึ่งในวงการบาสเก็ตบอลเอ็นบีเอ โดยนอกจากจะมีความสามารถในการเล่นบาสเก็ตบอลที่หาใครเทียมได้ยากแล้ว ยังมีรอยสักที่แฝงไปด้วยความหมายที่ยากจะมีใครเทียบได้อีกด้วย

จากเด็กน้อยในโรงเรียนมัธยม St. Vincent-St. Mary High School กลายมาเป็นนักบาสเก็ตบอลผู้ซึ่งอายุน้อยที่สุดในเอ็นบีเอ ที่สามารถทำแต้มได้สูงที่สุดถึง 40 แต้มในเกมส์การแข่งขันเพียงแค่เกมส์เดียวของฤดูกาลแรกที่ได้ลงแข่งขัน พร้อมทั้งยังได้รับรางวัลผู้เล่นหน้าใหม่ยอดเยี่ยมแห่งปีในปีเดียวกันนั้นอีกด้วย โดยในเวลาต่อมาได้กลายมาเป็นผู้สร้างสถิติใหม่ขึ้นมามากมายให้กับวงการบาสเก็ตบอลเอ็นบีเอ อีกทั้งยังได้วาดลวดลายของรอยสักที่มีความหมายบนร่างกายให้เป็นที่ชื่นชมทั่วไปทั้งโลก

รอยสักมากมายถูกลงมืออย่างประณีตไปทั่วเรือนร่างของราชาแห่งวงการบาสเก็ตบอลเอ็นบีเอ โดยในทุกลวดลายเหล่านั้นได้แฝงไปด้วยความหมายอันลึกซึ้งและเรียบง่าย ซึ่งเป็นเครื่องหมายเตือนใจให้นึกถึงเรื่องราวในชีวิตที่ผ่านมา อาทิเช่น รอยสักที่จารึกไว้ตรงหัวไหล่ขวาว่า GLORIA ที่เป็นชื่อของแม่ผู้ให้กำเนิดของ เลอบรอน เจมส์ เป็นการแสดงความรักและให้เกียรติที่มีต่อแม่ของเขา หรือที่ช่วงท่อนแขนขวาที่มีคำว่า Akron 330 ที่เป็นสัญลักษณ์หมายถึงรหัสพื้นที่ของบ้านเกิดตัวของเขา เพื่อให้ตัวเองได้ระลึกเสมอว่าเติบโตมาจากที่ใหนและในแบบใด รวมทั้งยังมีรอยสักที่มีความหมายว่า “What we do in life” และ “echoes in eternity” อยู่ที่แขนทั้งสองข้างเมื่อนำมาประกอบกันจะมีความหมายว่า ในชีวิตหากได้ทำสิ่งใดไปสิ่งนั้นจะเป็นเสียงสะท้อนไปตลอดกาล เป็นความหมายอันลึกซึ่งที่มาจากหนังดังของเรื่อง Gladiator เป็นต้น

เรื่องราวที่ประทับใจกับความหมายของคนที่สำคัญได้ถูกหล่อหล่อมด้วยหยดหมึกมาจารึกบันทึกความรู้สึกที่ดีไว้บนร่างกาย ซึ่งเป็นสิ่งที่เหมาะสมกับที่มาของผู้ที่ได้รับฉายาว่า คิงส์ เจมส์ ผู้ซึ่งได้หล่อหลอมฝีมือการเล่นบาสเก็ตบอลจากวัยเด็ก และได้ใช้ฝีมืออันเปี่ยมไปด้วยแสนยานุภาพนั้นปีนป่ายขึ้นมาในวงการบาสเก็ตบอล จนสามารถสร้างประวัติศาสตร์ที่ประสบความสำเร็จไว้มากมาย ราวกับได้จารึกรอยสักที่ไม่มีวันจะเลือนหายไปจากวงการบาสเก็ตบอลเอ็นบีเอ

 

โคบี ไบรอันต์ นักบาสผู้เป็นหนึ่งในประวัติศาสตร์ผู้เล่นที่ดีที่สุด และรอยสักที่มีไว้สำหรับเตือนใจ


ประวัติศาสตร์ของวงการบาสเกตบอลเอ็นบีเอถูกสร้าง จนเกิดเป็นเรื่องราวกล่าวขานมาอย่างยาวนาน และในเรื่องราวเหล่านั้น ยังได้ประกอบไปด้วยการกำเนิดสุดยอดผู้เล่นฝีมือดีขึ้นมาอย่างมากมายเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น ฮาคิม โอลาจูวอน, เมจิก จอห์นสัน และไมเคิล จอร์แดน รวมถึงผู้เล่นแห่งประวัติศาสตร์ที่แฟน ๆ บาสเกตบอลไม่อาจลืมได้อีกคนหนึ่งนั้น คือ โคบี ไบรอันต์ สุดยอดนักบาสเกตบอลแห่งทีมลอสแองเจอลิส ที่ได้ฝากความยอดเยี่ยมไว้ในวงการบาสเกตบอล ผู้ซึ่งมีรอยสักเอาไว้เพื่อเตือนจิตใจตัวเองเสมอ

ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น เป็นอีกหนึ่งสุภาษิตไทยแท้ กับความหมายที่กล่าวได้กับฝรั่ง และเกิดขึ้นจริง ๆ กับ โคบี ไบรอันต์ ผู้ซึ่งเป็นลูกชายของอดีตนักบาสเอ็นบีเอที่มือชื่อว่า โจ เยลลีบีน ไบรอัน ผู้เล่นตัวเก่งจากทีมฟิลาเดเฟีย โดยโคบี้ได้ก้าวเข้าสู่วงการบาสเกตบอลเอ็นบีเอในปี 1996 จากการดราฟท์เข้าทีมของชาล็อต ฮอร์เนต อีกทั้งยังได้เป็นผู้เล่นที่ถูกจดบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ ว่าเขากลายเป็นผู้เล่นตัวจริงที่มีอายุน้อยที่สุดในวงการบาสเกตบอลในช่วงเวลานั้น

หลังจากนั้นด้วยพรสวรรค์ที่มีอยู่ในตัวเองอย่างล้นเหลือจึงทำให้เส้นทางชีวิตของโคบี้ได้ก้าวไปจนถึงจุดสูงสุดของวงการบาสเกตบอลเอ็นบีเอได้อย่างสวยงาม ถึงแม้ว่าจะมีความยากลำบากในระหว่างการเดินทางก็ตาม โดยในระหว่างทางที่ยากลำบากนั้นมีสิ่งหนี่งที่เป็นเครื่องหมายเตือนใจให้ก้าวเดินต่อไปในวันข้างหน้า ใช่แล้วมันคือรอยสักทางแขนขวาอันทรงพลังแห่งความรัก ที่จารึกไว้ว่า Vanessa ซึ่งเป็นชื่อของภรรยาของเขาที่ได้โอบอุ้มไว้ให้มีพลังลุกก้าวเดินต่อไป และเหนือชื่อของภรรยานั้นยังปรากฏรอยสักรูปมงกุฎที่มีลักษณะคล้ายผีเสื้อที่กำลังโบยบิน พร้อมทั้งยังปรากฏรอยสักมงกุฎของนางฟ้าที่สยายปีกอยู่ด้านล่างของชื่ออยู่ด้วยกัน ซึ่งในความหมายของทั้งสองภาพนั้นเป็นสิ่งเตือนใจอีกอย่างหนึ่งในชีวิตหลังจากที่มีคดีการข่มขืนผู้หญิงที่รัฐโคโลราโด

โดยในคดีข่มขืนนั้น โคบี ไบรอันต์ ได้พ้นข้อหาหลังจากมีการพิสูจน์ในกระบวกการตรวจสอบคดี แต่ฝ่ายโจทย์ไม่ยอมให้พิสูจน์หลักฐาน จึงทำให้ โคบี้ ได้พ้นโทษในคดีข่มขืนและทำการยอมความตามกระบวนการทางแพ่งในเวลาต่อมา จากนั้นเมื่อได้พ้นจากคดีที่ส่งผลกระทบและสูญเสียต่อชีวิตรอบด้านอย่างมากแล้ว โคบี้ได้เดินทางไปสักภาพที่ตั้งใจไว้เพื่อเป็นสิ่งที่ทำให้ระลึกถึงและคอยเตือนใจไม่ให้เหตุการณเหล่านั้นเกิดขึ้นอีก ราวกับเป็นรอยสักของบทบัญญัติที่ถูกสลักไว้ให้เป็นบทเรียนที่ไม่มีวันลืม

 

ไคลี่ เออร์วิง ผู้จารึกรอยสักของสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพ


31 แต้ม และสกอร์ 14 แอสซิสต์ คือตัวเลขของผู้เล่นบาสเก็ตบอลที่ทำสถิติในการแข่งขันบาสเก็ตบอลเอ็นบีเอ ออลสตาร์ ปี 2014 ได้อย่างถล่มทลาย และยังเป็นผู้ที่ได้รับรางวัลผู้เล่นผู้ทรงคุณค่าหรือเอ็มวีพีไปครองในปีนั้นอีกด้วย ซึ่งผู้เล่นคนนั้นก็คือ ไคลี่ เออร์วิง การ์ดดาวรุ่งหน้าใหม่จากคลีฟแลนด์ คาวาเลียร์สในปีนั้น โดยในปัจจุบันได้ย้ายมาเป็นผู้เล่นที่ขาดไม่ได้ให้กับทีมบอสตัน เซลติกส์ พร้อมกับรอยสักที่เป็นตัวแทนของมิตรภาพบนโลกใบนี้

รางวัลผู้เล่นหน้าใหม่ยอดเยี่ยมแห่งปี 2011-12, รางวัลผู้เล่นผู้ทรงคุณค่าหรือเอ็มวีพีในการแข่งขันออลสตาร์ปี 2014 และรางวัลแชมป์กีฬาบาสเก็ตบอลเอ็นบีเอปี 2015-16 กับทีมคลีฟแลนด์ คาวาเลียร์ส เป็นสามรางวัลอันยิ่งใหญ่ในวงการบาสเก็ตบอลเอ็นบีเอที่ ไคลี่ เออร์วิง สามารถพิชิตไปครองได้ โดยความหมายของถ้วยรางวัลเหล่านั้นคือเครื่องหมายที่พูดถึงระดับฝีมือ ที่เปรียบได้ว่าเป็นฝีมือระดับขั้นสูงในวงการบาสเก็ตบอล เหมือนกับรอยสักที่สามารถเปรียบได้ว่าเป็นเครื่องหมายของรางวัลภายในจิตใจ

หยดหมึกที่ถูกบรรเลงเป็นงานศิลปะอยู่ทั่วทั้งร่างกายของไคลี่ เออร์วิง เปรียบได้กับถ้วยรางวัลชีวิตอันล้ำค่าที่สามารถพิชิตมาได้ในแต่ละฤดูกาลแข่งขัน แต่ในทุกถ้วยรางวัลที่สามารถพิชิตและคว้ามาได้เหล่านั้นมีเพียงถ้วยรางวัลเดียวที่เป็นที่สุดในทุกถ้วยรางวัลชีวิต คือถ้วยรางวัลที่มีรอยสักคำว่า F.R.I.E.N.D ที่แปลว่า เพื่อน โดยไคลี่ได้อธิบายความหมายของรอยสักนี้ว่า ในทุกครั้งที่ได้ลงแข่งขันบาสเก็ตบอล สิ่งที่ได้รับมานอกเหนือจากถ้วยรางวัลและสถิติการทำแต้มหรือคะแนนในด้านต่าง ๆ แล้ว คำว่าเพื่อนยังคือสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ได้รับตามมาหลังจากจบเกมส์การแข่งขันในทุกครั้งอีกด้วย ซึ่งรอยสักนี้ได้ถูกสลักไว้ที่แขนด้านซ้ายของเขา และในทุกครั้งที่เขาได้มองไปยังที่แขนด้านซ้ายของตัวเองจะทำให้เขาได้ระลึกเสมอว่า การแข่งขันที่กำลังแข่งอยู่นั้นเป็นการแข่งขันที่กำลังสร้างมิตรภาพให้เกิดขึ้นได้ด้วยการแข่งขันกีฬา

เพื่อน มิตรภาพ ชีวิต คือองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ในการที่จะมีชีวิตอยู่ การได้เพื่อนที่ดีก็จะตามมาด้วยมิตรภาพที่ดีและก็ชีวิตที่ดี โดยทั้งหมดนั้นเป็นสิ่งที่ ไคลี่ เออร์วิง ได้ยึดถือเป็นหลักในการใช้ชีวิต และถึงแม้ว่าผู้คนมากมายจะบอกว่ารูปลักษณ์ของรอยสักนี้เป็นเพียงแค่ตัวอักษรธรรมดาที่ได้ถูกสลักลงไปและไม่โดดเด่น แต่สำหรับ ไคลี่ เออร์วิง แล้ว แม้รอยสักนั้นจะธรรมดา แต่ความหมายของมันนั้นกับงดงามกว่าทุกรอยสักในร่างกายของเขา