เมมฟิส เดอปาย รอยสักทำให้กลับสู่ฟอร์มอันโหดร้าย

แฟน ๆ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดหรือแฟนฟุตบอลพรีเมียร์ลีกคงจำเมมฟิส เดอปายศูนย์หน้าชาวเนเธอร์แลนด์ได้เป็นอย่างดี เดิมทีกองหน้าทีมกังหันลมผู้นี้เคยเป็นหนึ่งในดาวรุ่งที่น่าจับตามองที่สุดในยุโรป เขาแจ้งเกิดเต็มตัวกับทีมชาติเนเธอร์แลนด์ในฟุตบอลโลกปี 2014 ผลพวงจากฟอร์มอันโดดเด่นนั้นทำให้ไม่กี่เดือนต่อมาเขาได้สวมยูนิฟอร์มของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดสมใจโดยไม่รู้ตัวเลยว่านั่นคือจุดเริ่มของความขมขื่น

การเข้าไปเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดของตระกูลเกลเซอร์ถูกต่อต้านจากบรรดาเร้ด อาร์มี่มาตลอดและพวกเขาทราบดีว่าหากจะหยุดกระแสด้านลบนั้นต้องบริหารทีมให้ถูกใจบรรดาสาวกเท่านั้น การเอาใจแฟนบอลรูปแบบไหนคงไม่เอนเตอร์เทนเท่าการซื้อนักเตะชื่อดังเข้าสู่ทีมและเดอปายดาวเตะเนื้อหอมในขณะนั้นก็คือหนึ่งในชื่อที่ทำให้เสียงวิจารณ์ตระกูลเกลเซอร์ลดลง แฟนผีต้องการให้ทีมคว้านักเตะหนุ่มคนนี้จากพีเอสวี ไอน์โฮเฟ่นเพราะเห็นถึงศักยภาพที่จะยกระดับทีมได้ แถมเดอปายยังมีความกระหายในชัยชนะซึ่งเป็นคุณสมบัติที่นักเตะในทีมปีศาจแดงขาดหายไปแสนนาน ปีแรกที่ได้ลงสนามรับใช้ทีมดังจากเมืองแมนเชสเตอร์เขาโชว์ฟอร์มได้สมน้ำสมเนื้อในฐานะนักเตะดาวรุ่ง แต่พอเข้าสู่ปีถัดไปฟอร์มของปีกกล้ามแน่นก็ค่อย ๆ หายไปกับสายลมพร้อมกับอาการบาดเจ็บที่คอยรังควาน แฟนบอลปีศาจแดงที่เคยหนุนหลังต่างกลับกลายอยากให้ทีมปล่อยตัวเขาออกไปเพราะเห็นว่าพัฒนาการของเดอปายหยุดนิ่งอยู่กับที่และทีมต้องการนักเตะสำเร็จรูปที่ใช้ได้เลยมากกว่าต้องมาปลุกปั้นกันอีก สิริรวมแล้วลงสนาม 50 นัดทำไป 7 ประตูกับอีก 9 แอสซิสต์เป็นสถิติสุดจุ๋มจิ๋มของเดอปายตลอดสองปีกับแมนฯยูไนเต็ด

เดอปายไม่อยู่ในแผนของกุนซือผู้มาใหม่อย่างมูริญโญ่จึงถูกโละขายให้โอลิมปิค ลียงในฝรั่งเศส บนแดนน้ำหอมปีกตกอับได้ฉายแสงอีกครั้ง เพียงไม่กี่เกมในลีก เอิงเขาก็ปรับตัวได้และกลับมามีชื่อบนสกอร์บอร์ด จากนั้นไม่นานเดอปายก็ต้องได้รับบทศูนย์หน้าจำเป็นและเขาก็ไม่ทำให้ทีมผิดหวังแม้จะไม่ใช่ตำแหน่งธรรมชาติของเขาก็ตาม เจ้าหนุ่มจากฮอลแลนด์จัดการกระซวกตาข่ายอย่างโหดเหี้ยม กระหน่ำยิงอย่างไม่หยุดยั้งตลอดสามปีที่ค้าแข้งกับลียงเขาทำสถิติลงเล่นในลีก เอิง 89 นัดยิงไป 34 ประตูกับอีก 31 แอสซิสต์ การคัมแบ็กกลับสู่ฟอร์มโหดเช่นนี้สำนักข่าวจึงไม่รอช้าจับเจ้าตัวมานั่งสัมภาษณ์ว่ามีเคล็ดลับอะไรซ่อนอยู่ ศูนย์หน้าฟอร์มฮอตเลยได้โอกาสเปิดใจกล่าวถึงรอยสักที่เป็นเหมือนขุมพลังของเขาอย่างคมคาย

“รอยสักรูปใบหน้าสิงโตที่แผ่นหลังของผมมันคือผมเอง…ผมรู้สึกว่าตัวเองคือสัตว์ป่าที่ถือกำเนิดและเติบโตขึ้นในป่าที่เต็มไปด้วยภัยอันตราย สิงโตตัวนี้ต้องผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก ก้าวย่างเท้าลงบนผืนแผ่นดินอันขรุขระจนเท้าของมันเต็มไปด้วยบาดแผล และเมื่อผ่านสิ่งเหล่านั้นไปได้มันจะกลายเป็นราชาแห่งป่าและยืนหยัดอย่างภาคภูมิใจด้วยเท้าอันหยาบกระด้างของมันเอง”

หลังจากมีรอยสักรูปใบหน้าสิงโตเต็มแผ่นหลัง ทุกครั้งที่เมมฟิส เดอปายมองดูรอยสักสุดอลังการนั้นจากกระจกสะท้อนเขาจะให้คำมั่นกับตัวเองเสมอว่า ต้องกลับมาเป็นราชาบนฟลอร์หญ้าอีกครั้งด้วยสองขาของตัวเอง แม้หนทางจะยากเย็นก็ต้องอดทนฝ่าไปเช่นเดียวกับสิงโตที่เท้าของมันเต็มไปด้วยบาดแผล น่าเสียดายที่เมื่อรอยสักนี้เสร็จสมบูรณ์เป็นช่วงที่เขาต้องอำลาแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดไปซบอกลียงพอดี ไม่อย่างนั้นแฟนบอลแมนฯยูฯอาจจะได้เห็นเมมฟิส เดอปายระเบิดพลังแห่งราชสีห์อยู่ในสนามโอล แทรฟฟอร์ดจนถึงทุกวันนี้ก็เป็นไปได้

จอร์แดน เฮนเดอร์สัน การสักคือสิ่งที่พิเศษยิ่งกว่าการคว้าแชมป์

ในโลกฟุตบอลสมัยใหม่การคว้าแชมป์สักรายการไม่ใช่เรื่องง่ายเลย บรรดาทีมใหญ่ ทีมเงินถุงเงินถังอันเต็มไปด้วยผู้เล่นระดับซูเปอร์สตาร์ที่ทุ่มเงินนับร้อยนับพันล้านยูโรยังไม่สามารถการันตีได้ว่าทีมจะประสบความสำเร็จมีแชมป์ติดมือในแต่ละปี ยิ่งโดยเฉพาะฟุตบอลรายการยุโรปที่เต็มไปด้วยเสือ สิงห์ กระทิง แรดด้วยแล้วการกรุยทางสู่แชมป์ซึ่งมีทีมระดับบาร์เซโลน่า, เรอัล มาดริด, ยูเวนตุส, บาร์เยิร์น มิวนิค, ปารีส แซงต์ แชร์แมงและแมนเชสเตอร์ ซิตี้เป็นปราการขวางกั้นนั้นต้องบอกว่าแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่ทีมอื่น ๆ จะทะลุผ่านเข้าไปถึงรอบชิงหรือคว้าแชมป์มาครอบครอง

หงส์แดง ลิเวอร์พูลโชว์ให้ทุกทีมในยุโรปเห็นว่าหากมีพลังใจทุกสิ่งล้วนเป็นไปได้ พวกเขาประสบกับสถานการณ์แบบมิชชั่น อิมพอสซิเบิ้ลครั้งแล้วครั้งเล่าในฤดูกาลที่ผ่านมาแต่กลับผ่านสถานการณ์อันเลวร้ายเหล่านั้นได้ทุกครั้งอย่างน่าเหลือเชื่อ ผลงานขั้นเอกอุที่สุดคือสามารถพลิกนรกคว่ำบาร์เซโลน่าถึง 4-0 ในเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกรอบรองชนะเลิศทั้ง ๆ ที่นัดแรกพลาดท่าปราชัยในถิ่นคัมป์ นูไป 3-0 สรุปสองนัดทีมหงส์แดงเข้ารอบชิงด้วยสกอร์รวม 4-3 จากนั้นทุกคนคงทราบดีแล้วว่าพวกเขาสร้างเทพนิยายบทใหม่ขึ้นและทีมได้เถลิงแชมป์อย่างยิ่งใหญ่หลังจากเชือดท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ไปแบบสบาย ๆ ในรอบชิง

จอร์แดน เฮนเดอร์สันหรือกัปตัน “เฮนโด้” ของสาวกเดอะ ค็อปเป็นผู้ได้รับเกียรติให้ชูถ้วยบิ๊กเอียร์ในฐานะกัปตันทีม นอกจากจารึกชื่อของตัวเองในประวัติศาสตร์แล้วกัปตันรูปงามยังไม่ลืมจารึกความภาคภูมิใจลงบนแผ่นหนังของตัวเองด้วย ซึ่งถ้าเป็นนักเตะคนอื่นคงเป็นเรื่องธรรมดาแต่กับจอร์แดน เฮนเดอร์สันมันเป็นอะไรที่ยากกว่าการคว้าแชมป์เสียอีก กัปตันของเหล่าสเก๊าเซอร์เป็นหนึ่งในนักฟุตบอลที่มีความเป็นโอลด์แมนฉบับคนอังกฤษแท้ ๆ หนุ่ม ๆ สไตล์นี้ไม่นิยมการสักเลย เต็มที่ก็แค่ไว้หนวดเคราเพื่อเสริมบุคลิกเท่านั้น ที่เป็นเช่นนั้นก็เนื่องด้วยเหตุผลสารพัดทั้งเรื่องของเชื้อชาติ การเมืองและวัฒนธรรมถ้าให้อธิบายคงเขียนเป็นหนังสือปึกหนา ๆ ได้เลย เอาเป็นว่าสรุปง่าย ๆ คือเกรงจะดูไม่สุภาพ ดูไม่เป็นผู้ดี ชอบร่างกายที่เกลี้ยงเกลาสะอาดสะอ้านมากกว่า หนุ่มอังกฤษแบบนี้ไม่ได้มีแต่เฮนโด้เท่านั้นเอาแค่ในทีมชาติอังกฤษก็มี แฮร์รี่ เคน, แฮร์รี่ แม็คไกวร์, เอริค ดายเออร์ เป็นต้น อิงลิชชนที่มีความเป็นโอลด์แมนเหล่านี้จะมีความสำรวมยึดถือเรื่องมารยาทและทรงผมเรียบแปล้แทบไม่กระดิก จะเรียกว่าหัวโบราณหน่อย ๆ ก็ว่าได้ ดังนั้นการมีรอยสักบนเรือนร่างจึงไม่ต่างจากการทำผิดประเพณี ถ้าไม่สำคัญจริง ๆ  ไม่ใช่วาระพิเศษจริง ๆ หัวเด็ดตีนขาดพวกเขาไม่มีวันเดินเข้าร้านสักแน่นอน

หลังจากคว้าแชมป์เจ้าตัวจึงลงทุนบินลัดฟ้าสู่เมืองลอส แองเจลิสประเทศสหรัฐอเมริกาตรงดิ่งไปหาทอมมี่ มอนโตย่า ช่างสักท้องถิ่นในนครดาราลงหมึกให้ เฮนโด้ให้ช่างสลักลายรูปถ้วยยุโรปลงที่หน้าขาด้านซ้ายลงวันที่ 01/06/19 กำกับไว้ด้วย แต่กระนั้นรอยสักนี้ก็ไม่ใช่ศิลปะบนเรือนร่างชิ้นแรกของเขา เฮนโด้เคยให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า “ผมไม่เคยมีความคิดที่จะสักเลย แต่พอลูกทั้งสองของผมถือกำเนิดความคิดของผมก็เปลี่ยนไป” เขาสักวันเดือนปีเกิดของลูก ๆ ลงบนร่างกายซึ่งเราจะไม่เฉลยหรอกนะว่าพ่อหนุ่มขี้อายแสนถ่อมตัวผู้นี้ซ่อนมันไว้ส่วนไหนในร่มผ้าอีก

การสัก Passion แห่งสีสันบนเรือนร่าง ที่หลายคนโนแคร์แม้จะถูกมองในแง่ลบ

ในบริบทในสังคมไทยปัจจุบันมีค่านิยมที่เปลี่ยนแปลงจากเดิมพอสมควรในหลาย ๆ เรื่อง ประเด็นหนึ่งที่หลายคนมองข้ามไปก็คือ เรื่องของการ “สัก” หากเราเดินไปตามแหล่งท่องเที่ยวแนวสตรีทในช่วงเย็นย่ำ หลายแห่งเลยทีเดียวที่เราจะเห็นร้านรับบริการสักลายบนเรือนร่างเปิดให้บริการกันอยู่เต็มไปหมด ภายในร้านก็มักจะมีช่างสักฝีมือดีอยู่ไม่เกิน 3 คน บางร้านก็มีแค่คนเดียวด้วย เรารับรู้กันดีว่าการสักนั้นเป็นรสนิยมส่วนบุคคล แต่โดยภาพรวมใหญ่ของสังคมไทยลึก ๆ แล้วก็ยังไม่ยอมรับหรือรู้สึกในแง่ลบต่อการสักลายบนเรือนร่างอยู่ดี หลายคนเคยบอกว่า เมื่อเห็นคนมีรอยสักมักจะทำให้รู้สึกถึงนักเลง ขี้คุก คนติดยา หรือสื่อไปให้เห็นถึงความรุนแรงและสกปรก แต่เรื่องนี้น่าแปลก ถ้ารอยสักแบบเดียวกันไปปรากฏอยู่บนร่างกายของคนดัง หรือ นักกีฬาดังมืออาชีพ ความรู้สึกของผู้คนกลับเปลี่ยนไป

เมื่อนักกีฬาดังสัก คนไม่ยักกะรังเกียจ

ย้อนกลับไปในกีฬาโอลิมปิก 2016 ที่ริโอเดจานาโร ประเทศบราซิล มีนักกีฬาหลายคนสร้างชื่อเสียงตนเองให้เป็นที่รู้จักกันจนถึงทุกวันนี้ด้วยการเผยรอยสักในร่างกายของตนเองไปพร้อม ๆ กับฝีมือในการแข่งขันกีฬา แน่นอนว่าทักษะและศักยภาพในด้านกีฬาเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เขาโดดเด่นขึ้นมา แต่ปัจจัยเสริมอย่างรอยสักที่ดูสะดุดตาและมีเสน่ห์ก็เป็นสิ่งที่ช่วยกระตุ้นให้แฟน ๆ กีฬาจดจำพวกเขาได้ดียิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น Daniel Jason Lewis นักมวยสากลสมัครเล่นชาว Australia ก็สร้างความรู้สึกสะดุดตาให้กับแฟน ๆ กับรอยสักเต็มร่างกาย ที่ดูจะเป็นที่พูดถึงมากที่สุดก็คือ รอยสักรูปจิงโจ้ที่มีการสวมนวมทำท่าทางชกมวยอยู่ หรืออย่าง Ignacio Perrin นักมวยสากลสมัครเล่นชาว Argentina ที่มาเต็มกับรอยสักที่แผ่นหลังรูปบุคคลสำคัญทั้งพระแม่มารี เชกูวาร่า ทำให้สะดุดตาแฟนมวยกันได้ดียามเขาถอดเสื้อ นักกีฬาเหล่านี้สร้างจุดเด่นของตนเองขึ้นมาจากรอยสักด้วยส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องน่าแปลกว่า คนกลับพูดถึงพวกเขาเหล่านี้ในแง่ที่ดี ไม่ได้รู้สึกรังเกียจหรือคิดถึงคนเหล่านี้ในแง่ลบเลย ทำไมเป็นเช่นนั้นล่ะ ก็เป็นเรื่องน่าแปลกใจเหมือนกัน

รอยสักจะลบหรือบวก อยู่ที่ใจคน

หากจะว่าไปแล้วรอยสักก็คงจะเหมือน ๆ เรื่องของการพนัน ที่มองได้ทั้งสองแง่ มีทั้งขาวและดำ อย่างในปัจจุบันเกิดเว็บไซต์พนันกีฬาในไทยเรามากมายหลายเว็บ รายหนึ่งในนั้นก็คือ เว็บไซต์ VWIN ที่ให้บริการรับเดิมพันทั้งกีฬาและเกมพนันสไตล์คาสิโน เว็บไซต์เหล่านี้ถ้าจะมองให้ดีแล้วก็แค่ธุรกิจอย่างหนึ่ง ที่เปิดเพื่อให้คนสนใจเรื่องพนันได้มาสนุกและมาบันเทิงกัน แต่ถ้ามองกันในแง่ลบมองเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องก็มองได้ รอยสักนั้นก็คงเป็นเรื่องลักษณะเดียวกัน ไม่ว่าจะอยู่บนร่างกายของใครส่วนไหน จะอยู่บนเรือนร่างของคนหนุ่มคนสาว คนผอมคนอ้วน คนธรรมดาทั่วไป หรืออยู่บนร่างกายของนักกีฬาคนดัง ถ้าใจคนมองคิดว่าเรื่องสักเป็นเรื่องแง่ลบรอยสักไปอยู่กับใครก็มองว่ามันไม่สวยอยู่ดี แต่ถ้าคนมองบวกมองยังไงก็รู้สึกว่ามันสวยงาม แน่นอนส่วนตัวนักกีฬาหรือคนที่มีรอยสักในตัวนั้น ทุกคนมองว่ารอยสักเป็นเรื่องของ Passion เป็นงานศิลป์อย่างหนึ่งที่น่าหลงใหล ใครจะมองอย่างไรมันไม่สำคัญ ขอเพียงสิ่งนั้น ๆ เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจทำให้พวกเขามีพลังที่จะก้าวต่อไปในชีวิตบนเส้นทางของตนเองก็เพียงพอแล้ว เรื่องแบบนี้อยู่ที่ใจคนมองมันห้ามกันไม่ได้หรอกเนอะ

รอยสักเป็นเรื่องของรสนิยมส่วนบุคคล บางคนมองว่ามันคือการแสดงออกในแง่ลบ ส่วนบางคนมองว่ามันคือความน่าหลงใหล แล้วคุณล่ะมองศิลปะบนเรือนร่างนี้ในแง่ไหน ถามใจดู

พระเจ้าชื่อซลาตัน กับยันต์ไทยชื่อพระเจ้า

ซลาตัน อีบราฮีมอวิช อาจจะไม่ได้เป็นนักฟุตบอลที่เก่งกาจที่สุดในโลก แต่เขาก็อาจจะอยู่เหนือนักฟุตบอลทุกคนบนโลกในนี้แทน เพราะเขาคือ “พระเจ้า”

ในวงการฟุตบอลแล้วผู้ชนะนั้นอยู่บนยอดพีรามิดของการแข่งขัน และมันก็มีพื้นที่ให้แค่บางทีมเท่านั้นที่ไปถึง แต่จะว่าอย่างไรดีล่ะ? ซลาตันคือนักฟุตบอลที่ใช้ช่วงเวลาแบบผู้ชนะมาตลอด โดยตั้งแต่ปี 1996  ที่เขาเริ่มต้นเล่นฟุตบอลอาชีพกับสโมสรมัลโม่ในสวีเดนจนถูกสนใจดึงตัวไปเล่นในฮอลแลนด์ในปี 2001 ซึ่งนั้นก็อีกหลายทีมในหลายประเทศของยุโรป จากวันนั้นไปจนถึงปี 2016 เขากวาดแชมป์เป็นว่าเล่น โดยมีเพียงแค่สามฤดูกาลเท่านั้นที่ซลาตันไม่ได้แชมป์อะไรติดไม้ติดมือ

ซลาตันจัดการคว้าแชมป์ลีกสูงสุดในประเทศ 13 ครั้งใน 15 ฤดูกาล ด้วยการลงเล่นให้อาแยกซ์ในฮอลแลนด์, อินเตอร์ มิลานและเอซี มิลานในอิตาลี, บาร์เซโล่น่าในสเปน, ปารีส แซงต์ แชร์กแมงในฝรั่งเศส เขาพลาดการคว้าแชมป์ที่อังกฤษกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในฤดูกาล 2016/2017 แต่ก็ยังเจ๋งพอที่จะคว้าแชมป์ยูโรป้า ลีกในฤดูกาลนั้นแทน

ยอดนักเตะสวีเดนมักมีภาพรอยสักมานำเสนอ เขาเคยพูดว่าตนเองเป็นพวกเสพย์ติดการสักบนเรือนร่างอย่างแน่นอน โดยเขาเขียนมันไว้ในหนังสือ “I’m Zlatan” พร้อมเหตุผลว่านอกจากคุณค่าทางใจแล้วมันยังเป็นแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ในการเดินไปข้างหน้าของเขาด้วย แต่ใครจะรู้ความจริงว่าในตอนแรกซลาตัน อีบราฮีมอวิชแอนตี้การสักหมึกลงบนร่างกายยิ่งกว่าอะไรทั้งสิ้น แต่เมื่อเขาเริ่มต้นสักครั้งแรก มันก็มีครั้งที่สอง ครั้งที่สามและเรื่อยมาจนปัจจุบัน

21 มกราคม 2018 ซลาตันปรากฏตัวในสนามซ้อมของสโมสร พร้อมภาพสิงโตเต็มหน้าอยู่บนแผ่นหลัง เขากล่าวถึงที่มาของมันด้วยปรโยคว่า “เมื่อข้าลงสนาม ข้าคือราชสีห์” มันกลายเป็นที่ฮือฮาอย่างมากบนโลกโซเชียล แต่ก่อนที่แผ่นหลังของซลาตันจะมีรูปสิงโตอย่างงดงาม และลวดลายอื่น ๆ ช่วงต้นเขาเคยสักรูปยันต์ ซึ่งเป็นความเชื่อแบบศาสนาพุทธ ทั้งที่พ่อของเขาเป็นมุสลิมและแม่เป็นคาธอลิกแท้ ๆ ซึ่งทั้งสองยันต์ที่ว่าก็ถูกสืบค้นหาว่ามันคือยันต์อันใด และมีอานุภาพอย่างไร

ยันต์แรกอยู่บริเวณด้านหลังของไหล่ขวา อ้างอิงตามตำราพระคัมภีร์ยันต์ 108 พิสดารแล้ว มันคือยันต์พระเจ้าเข้านิโรธ ยันต์ที่มีพุทธคุณในการป้องกันภยันอันตรายและแคล้วคลาด ส่วนอีกยันต์สักไว้กลางแผ่นหลัง เรียกว่ายันต์ปัญจมุขี หรือยันต์เทวดาห้าหน้า หรือยันต์พระเจ้าห้าพระองค์ ซึ่งแทนธาตุทั้งห้าอันได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟและไม้ โดยยันต์นี้เด่นในเรื่องแคล้วคลาดเช่นกัน และป้องกันอริศัตรูทำร้าย แน่นอนว่าสำหรับคนไทยที่มีความเชื่อเรื่องอิทธิฤทธิ์ของยันต์ เราต่างสักมันด้วยความเชื่อและศรัทธา แต่ในเรื่องนี้ไม่มีใครยืนยันได้ว่าซลาตันเลือกที่จะสักมันตามความเชื่อ ความศรัทธาเหมือนคนไทย แต่มันก็น่าจะเป็นเช่นนั้น

ปัจจุบันซลาตันย้ายมาเล่นให้แอลเอ แกแลคซี่ สโมสรในสหรัฐอเมริกา เขาทำผลงานได้ดีพอใช้และยกตัวเองขึ้นเป็นพระเจ้าของแฟนบอลได้อย่างน่าทึ่งอีกครั้ง ขณะที่สิงโตบนแผ่นหลังก็ค่อย ๆ ถูกเก็บรายละเอียดจนครอบคลุมตั้งแต่คอลงไปจนทั่ว แต่ริ้วรอยของยันต์บนหลังได้รับการซ่อนไว้ในภาพสิงโตอย่างแนบเนียบ

เจ อาร์ สมิธ ผู้เปลี่ยนรอยสักให้กลายเป็นเงินตรา

ในวงการเกมยัดห่วงอย่างบาสเกตบอลเอ็นบีเอในยุคปัจจุบันนี้ ไม่มีใครที่ไม่รู้จักนักบาสเก็ตบอลที่มีนามว่า เจอาร์ สมิธ ผู้ซึ่งเป็นมือยิงสามแต้มอารมณ์ศิลปินประจำทีม คลีฟแลนด์ คาวาเลียร์ส ทีมรองแชมป์ล่าสุดของ เอนบีเอ ปี 2018 และยังเป็นผู้เล่นบาสเก็ตบอลที่มีความชื่นชอบ จนถึงเกิดความหลงไหลในการสักเป็นชีวิตจิตใจ จนทำให้ร่างกายเต็มไปด้วยรอยสักที่สวยงามมากมายรอบตัว

โดยในอดีตนั้น เจอาร์ สมิธ ได้เล่นบาสเก็ตบอลให้กับทีมโรงเรียน Saint Benedict’s Preparatory School ในรัฐนิวเจอร์ซี่ย์ จนกระทั่งในปี 2004 ได้ทำการลาออกจากโรงเรียนเพื่อมาเข้าสู่วงการบาสเก็ตบอลเอ็นบีเอด้วยการดราฟท์ค้นหาตัวผู้เล่นหน้าใหม่ของเอ็นบีเอในปีนั้น และด้วยฝีไม้ลายมือในการการยิงสามแต้มที่หาตัวจับได้ยาก ทำให้ทีม New Orleans Hornets หรือทีม New Orleans Pelicans ที่เป็นชื่อใหม่ในปัจจุบัน ได้เลือกผู้เล่นมือฉกาจหน้าใหม่รายนี้เข้าเข้าร่วมทีม ซึ่งต่อมาภายหลังได้กลายไปเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ได้แชมป์เอ็นบีเอกับทีม คลีฟแลนด์ คาวาเลียร์ ในปี 2016

นอกจากเรื่องฝีไม้ลายมือในวงการบาสเก็ตบอลเอ็นบีเอที่ทุกคนได้ยอมรับนับถือว่ายอดเยี่ยมแล้ว การออกแบบรอยสักที่คัดสรรมาสักไว้บนตัวก็ไม่แพ้กัน โดยรอยสักที่ เจอาร์ สมิธ ได้สักนั้นมีลวดลายหลากหลายรูปแบบที่เจ้าตัวเป็นคนออกแบบเองเกือบทุกรูปแบบทั่วร่างกาย แต่มีเพียงไม่กี่ลายเท่านั้นที่เป็นรอยสักที่เจอาร์ สมิธได้เลือกแบบมาจากที่อื่น ซึ่งหนึ่งในนั้นคือรอยสักรูปเสื้อสีแดงหมายเลข 23 ของ ไมเคิล จอร์แดน จากทีม ชิคาโก บูลส์ ที่เป็นสัญลักษณ์ของนักบาสที่เก่งที่สุดในโลกและในดวงใจของเขาพร้อมทั้งยังมีตราสัญลักษณ์ของแอร์ จอร์แดน อันโด่งดังร่วมอยู่ด้วย

นอกจากนี้เมื่อได้มองเห็นว่ารอยสักของตัวเองมีความสวยงามและโดดเด่นแล้วจึงได้ทำการนำแบบรอยสักบนร่างกายไปสกรีนลงบนเสื้อเพื่อจัดวางจำหน่าย โดยได้จัดวางจำหน่ายในราคา 35 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1,230 บาท ซึ่งผลลัพธ์ของยอดขายนั้นนับได้สูงถึง 35,000 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1 ล้าน 2 แสนบาท เท่ากับในการวางจัดจำหน่ายนั้น ขายเสื้อไปได้ถึง 1,000 ตัว

รอยสักบนร่างกายที่สวยงามสามารถเปลี่ยนแปลงกลายเป็นเงินตราราวกับเป็นงานชิ้นเอกของศิลปินวาดภาพที่แฝงไปด้วยพลัง แม้ เจอาร์ สมิธ จะเป็นนักกีฬานักบาสเก็ตบอลและไม่ใช่ศิลปินนักวาดภาพ แต่ในการเล่นกีฬาทุกแขนงนั้น ได้แฝงไปด้วยศาสตร์ของศิลปะที่ซ่อนอยู่ในลีลาและแผนการเล่น จึงทำให้ความเป็นศิลปินภายในตัวของ เจอาร์ สมิธ นั้นได้ส่งผลลัพธ์ออกมาในรอยสักให้เห็นได้อย่างคาดไม่ถึง

 

เลอบรอน เจมส์ ราชาเอ็นบีเอกับรอยสักที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหมาย


ผู้เล่นบาสเก็ตบอลที่เข้ารอบชิงชนะเลิศมากที่สุดในประวัติศาสตร์วงการบาสเก็ตบอลของยุคนี้ จะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากผู้ที่ได้รับฉายาว่า คิงส์ เจมส์ หรือในชื่อเต็มที่ทุกคนเรียกกันว่า เลอบรอน เจมส์ ผู้ซึ่งเป็นสุดยอดนักบาสเก็ตบอลที่มีฝีมือเก่งกาจและทรงพลังมากที่สุดคนหนึ่งในวงการบาสเก็ตบอลเอ็นบีเอ โดยนอกจากจะมีความสามารถในการเล่นบาสเก็ตบอลที่หาใครเทียมได้ยากแล้ว ยังมีรอยสักที่แฝงไปด้วยความหมายที่ยากจะมีใครเทียบได้อีกด้วย

จากเด็กน้อยในโรงเรียนมัธยม St. Vincent-St. Mary High School กลายมาเป็นนักบาสเก็ตบอลผู้ซึ่งอายุน้อยที่สุดในเอ็นบีเอ ที่สามารถทำแต้มได้สูงที่สุดถึง 40 แต้มในเกมส์การแข่งขันเพียงแค่เกมส์เดียวของฤดูกาลแรกที่ได้ลงแข่งขัน พร้อมทั้งยังได้รับรางวัลผู้เล่นหน้าใหม่ยอดเยี่ยมแห่งปีในปีเดียวกันนั้นอีกด้วย โดยในเวลาต่อมาได้กลายมาเป็นผู้สร้างสถิติใหม่ขึ้นมามากมายให้กับวงการบาสเก็ตบอลเอ็นบีเอ อีกทั้งยังได้วาดลวดลายของรอยสักที่มีความหมายบนร่างกายให้เป็นที่ชื่นชมทั่วไปทั้งโลก

รอยสักมากมายถูกลงมืออย่างประณีตไปทั่วเรือนร่างของราชาแห่งวงการบาสเก็ตบอลเอ็นบีเอ โดยในทุกลวดลายเหล่านั้นได้แฝงไปด้วยความหมายอันลึกซึ้งและเรียบง่าย ซึ่งเป็นเครื่องหมายเตือนใจให้นึกถึงเรื่องราวในชีวิตที่ผ่านมา อาทิเช่น รอยสักที่จารึกไว้ตรงหัวไหล่ขวาว่า GLORIA ที่เป็นชื่อของแม่ผู้ให้กำเนิดของ เลอบรอน เจมส์ เป็นการแสดงความรักและให้เกียรติที่มีต่อแม่ของเขา หรือที่ช่วงท่อนแขนขวาที่มีคำว่า Akron 330 ที่เป็นสัญลักษณ์หมายถึงรหัสพื้นที่ของบ้านเกิดตัวของเขา เพื่อให้ตัวเองได้ระลึกเสมอว่าเติบโตมาจากที่ใหนและในแบบใด รวมทั้งยังมีรอยสักที่มีความหมายว่า “What we do in life” และ “echoes in eternity” อยู่ที่แขนทั้งสองข้างเมื่อนำมาประกอบกันจะมีความหมายว่า ในชีวิตหากได้ทำสิ่งใดไปสิ่งนั้นจะเป็นเสียงสะท้อนไปตลอดกาล เป็นความหมายอันลึกซึ่งที่มาจากหนังดังของเรื่อง Gladiator เป็นต้น

เรื่องราวที่ประทับใจกับความหมายของคนที่สำคัญได้ถูกหล่อหล่อมด้วยหยดหมึกมาจารึกบันทึกความรู้สึกที่ดีไว้บนร่างกาย ซึ่งเป็นสิ่งที่เหมาะสมกับที่มาของผู้ที่ได้รับฉายาว่า คิงส์ เจมส์ ผู้ซึ่งได้หล่อหลอมฝีมือการเล่นบาสเก็ตบอลจากวัยเด็ก และได้ใช้ฝีมืออันเปี่ยมไปด้วยแสนยานุภาพนั้นปีนป่ายขึ้นมาในวงการบาสเก็ตบอล จนสามารถสร้างประวัติศาสตร์ที่ประสบความสำเร็จไว้มากมาย ราวกับได้จารึกรอยสักที่ไม่มีวันจะเลือนหายไปจากวงการบาสเก็ตบอลเอ็นบีเอ

 

โคบี ไบรอันต์ นักบาสผู้เป็นหนึ่งในประวัติศาสตร์ผู้เล่นที่ดีที่สุด และรอยสักที่มีไว้สำหรับเตือนใจ


ประวัติศาสตร์ของวงการบาสเกตบอลเอ็นบีเอถูกสร้าง จนเกิดเป็นเรื่องราวกล่าวขานมาอย่างยาวนาน และในเรื่องราวเหล่านั้น ยังได้ประกอบไปด้วยการกำเนิดสุดยอดผู้เล่นฝีมือดีขึ้นมาอย่างมากมายเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น ฮาคิม โอลาจูวอน, เมจิก จอห์นสัน และไมเคิล จอร์แดน รวมถึงผู้เล่นแห่งประวัติศาสตร์ที่แฟน ๆ บาสเกตบอลไม่อาจลืมได้อีกคนหนึ่งนั้น คือ โคบี ไบรอันต์ สุดยอดนักบาสเกตบอลแห่งทีมลอสแองเจอลิส ที่ได้ฝากความยอดเยี่ยมไว้ในวงการบาสเกตบอล ผู้ซึ่งมีรอยสักเอาไว้เพื่อเตือนจิตใจตัวเองเสมอ

ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น เป็นอีกหนึ่งสุภาษิตไทยแท้ กับความหมายที่กล่าวได้กับฝรั่ง และเกิดขึ้นจริง ๆ กับ โคบี ไบรอันต์ ผู้ซึ่งเป็นลูกชายของอดีตนักบาสเอ็นบีเอที่มือชื่อว่า โจ เยลลีบีน ไบรอัน ผู้เล่นตัวเก่งจากทีมฟิลาเดเฟีย โดยโคบี้ได้ก้าวเข้าสู่วงการบาสเกตบอลเอ็นบีเอในปี 1996 จากการดราฟท์เข้าทีมของชาล็อต ฮอร์เนต อีกทั้งยังได้เป็นผู้เล่นที่ถูกจดบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ ว่าเขากลายเป็นผู้เล่นตัวจริงที่มีอายุน้อยที่สุดในวงการบาสเกตบอลในช่วงเวลานั้น

หลังจากนั้นด้วยพรสวรรค์ที่มีอยู่ในตัวเองอย่างล้นเหลือจึงทำให้เส้นทางชีวิตของโคบี้ได้ก้าวไปจนถึงจุดสูงสุดของวงการบาสเกตบอลเอ็นบีเอได้อย่างสวยงาม ถึงแม้ว่าจะมีความยากลำบากในระหว่างการเดินทางก็ตาม โดยในระหว่างทางที่ยากลำบากนั้นมีสิ่งหนี่งที่เป็นเครื่องหมายเตือนใจให้ก้าวเดินต่อไปในวันข้างหน้า ใช่แล้วมันคือรอยสักทางแขนขวาอันทรงพลังแห่งความรัก ที่จารึกไว้ว่า Vanessa ซึ่งเป็นชื่อของภรรยาของเขาที่ได้โอบอุ้มไว้ให้มีพลังลุกก้าวเดินต่อไป และเหนือชื่อของภรรยานั้นยังปรากฏรอยสักรูปมงกุฎที่มีลักษณะคล้ายผีเสื้อที่กำลังโบยบิน พร้อมทั้งยังปรากฏรอยสักมงกุฎของนางฟ้าที่สยายปีกอยู่ด้านล่างของชื่ออยู่ด้วยกัน ซึ่งในความหมายของทั้งสองภาพนั้นเป็นสิ่งเตือนใจอีกอย่างหนึ่งในชีวิตหลังจากที่มีคดีการข่มขืนผู้หญิงที่รัฐโคโลราโด

โดยในคดีข่มขืนนั้น โคบี ไบรอันต์ ได้พ้นข้อหาหลังจากมีการพิสูจน์ในกระบวกการตรวจสอบคดี แต่ฝ่ายโจทย์ไม่ยอมให้พิสูจน์หลักฐาน จึงทำให้ โคบี้ ได้พ้นโทษในคดีข่มขืนและทำการยอมความตามกระบวนการทางแพ่งในเวลาต่อมา จากนั้นเมื่อได้พ้นจากคดีที่ส่งผลกระทบและสูญเสียต่อชีวิตรอบด้านอย่างมากแล้ว โคบี้ได้เดินทางไปสักภาพที่ตั้งใจไว้เพื่อเป็นสิ่งที่ทำให้ระลึกถึงและคอยเตือนใจไม่ให้เหตุการณเหล่านั้นเกิดขึ้นอีก ราวกับเป็นรอยสักของบทบัญญัติที่ถูกสลักไว้ให้เป็นบทเรียนที่ไม่มีวันลืม

 

ไคลี่ เออร์วิง ผู้จารึกรอยสักของสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพ


31 แต้ม และสกอร์ 14 แอสซิสต์ คือตัวเลขของผู้เล่นบาสเก็ตบอลที่ทำสถิติในการแข่งขันบาสเก็ตบอลเอ็นบีเอ ออลสตาร์ ปี 2014 ได้อย่างถล่มทลาย และยังเป็นผู้ที่ได้รับรางวัลผู้เล่นผู้ทรงคุณค่าหรือเอ็มวีพีไปครองในปีนั้นอีกด้วย ซึ่งผู้เล่นคนนั้นก็คือ ไคลี่ เออร์วิง การ์ดดาวรุ่งหน้าใหม่จากคลีฟแลนด์ คาวาเลียร์สในปีนั้น โดยในปัจจุบันได้ย้ายมาเป็นผู้เล่นที่ขาดไม่ได้ให้กับทีมบอสตัน เซลติกส์ พร้อมกับรอยสักที่เป็นตัวแทนของมิตรภาพบนโลกใบนี้

รางวัลผู้เล่นหน้าใหม่ยอดเยี่ยมแห่งปี 2011-12, รางวัลผู้เล่นผู้ทรงคุณค่าหรือเอ็มวีพีในการแข่งขันออลสตาร์ปี 2014 และรางวัลแชมป์กีฬาบาสเก็ตบอลเอ็นบีเอปี 2015-16 กับทีมคลีฟแลนด์ คาวาเลียร์ส เป็นสามรางวัลอันยิ่งใหญ่ในวงการบาสเก็ตบอลเอ็นบีเอที่ ไคลี่ เออร์วิง สามารถพิชิตไปครองได้ โดยความหมายของถ้วยรางวัลเหล่านั้นคือเครื่องหมายที่พูดถึงระดับฝีมือ ที่เปรียบได้ว่าเป็นฝีมือระดับขั้นสูงในวงการบาสเก็ตบอล เหมือนกับรอยสักที่สามารถเปรียบได้ว่าเป็นเครื่องหมายของรางวัลภายในจิตใจ

หยดหมึกที่ถูกบรรเลงเป็นงานศิลปะอยู่ทั่วทั้งร่างกายของไคลี่ เออร์วิง เปรียบได้กับถ้วยรางวัลชีวิตอันล้ำค่าที่สามารถพิชิตมาได้ในแต่ละฤดูกาลแข่งขัน แต่ในทุกถ้วยรางวัลที่สามารถพิชิตและคว้ามาได้เหล่านั้นมีเพียงถ้วยรางวัลเดียวที่เป็นที่สุดในทุกถ้วยรางวัลชีวิต คือถ้วยรางวัลที่มีรอยสักคำว่า F.R.I.E.N.D ที่แปลว่า เพื่อน โดยไคลี่ได้อธิบายความหมายของรอยสักนี้ว่า ในทุกครั้งที่ได้ลงแข่งขันบาสเก็ตบอล สิ่งที่ได้รับมานอกเหนือจากถ้วยรางวัลและสถิติการทำแต้มหรือคะแนนในด้านต่าง ๆ แล้ว คำว่าเพื่อนยังคือสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ได้รับตามมาหลังจากจบเกมส์การแข่งขันในทุกครั้งอีกด้วย ซึ่งรอยสักนี้ได้ถูกสลักไว้ที่แขนด้านซ้ายของเขา และในทุกครั้งที่เขาได้มองไปยังที่แขนด้านซ้ายของตัวเองจะทำให้เขาได้ระลึกเสมอว่า การแข่งขันที่กำลังแข่งอยู่นั้นเป็นการแข่งขันที่กำลังสร้างมิตรภาพให้เกิดขึ้นได้ด้วยการแข่งขันกีฬา

เพื่อน มิตรภาพ ชีวิต คือองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ในการที่จะมีชีวิตอยู่ การได้เพื่อนที่ดีก็จะตามมาด้วยมิตรภาพที่ดีและก็ชีวิตที่ดี โดยทั้งหมดนั้นเป็นสิ่งที่ ไคลี่ เออร์วิง ได้ยึดถือเป็นหลักในการใช้ชีวิต และถึงแม้ว่าผู้คนมากมายจะบอกว่ารูปลักษณ์ของรอยสักนี้เป็นเพียงแค่ตัวอักษรธรรมดาที่ได้ถูกสลักลงไปและไม่โดดเด่น แต่สำหรับ ไคลี่ เออร์วิง แล้ว แม้รอยสักนั้นจะธรรมดา แต่ความหมายของมันนั้นกับงดงามกว่าทุกรอยสักในร่างกายของเขา

 

เดเมียน ลิลลาร์ด กับรอยสักจากพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์


ถ้อยคำล้วนสื่อความหมายและรูปภาพต่างร้อยเรื่องราวช่วยเติมเต็มข้อความนั้น ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะนานนับพันปีหรือพึ่งเกิดขึ้นในเมื่อวาน ล้วนถูกถ่ายทอดผ่านทั้งสองสิ่งนี้เสมอ ซึ่งเป็นสิ่งที่ เดเมียน ลิลลาร์ด ผู้เล่นบาสเกตบอลแถวหน้าของเอ็นบีเอ จากทีมพอร์ทแลนด์ ได้ตระหนักถึงความหมายของข้อความจากบันทึกในอดีตที่ถูกเขียนขึ้นมากว่าหลายพันปี จึงได้นำข้อความเหล่านั้นมาสลักจารึกไว้เป็นรอยสักที่แทนความหมายของความเชื่อในบทบันทึกที่เรียกกันว่า “พระคัมภีร์” หรือในอีกนัยยะหนึ่งที่มีความหมายว่า “พระวาจาของพระเจ้า”

เดเมียน ลิลลาร์ด คือ นักบาสเกตบอลจากมหาวิทยาลัย Weber State Wildcats ที่ได้รับการดราฟท์เป็นคนที่ 6 ในปี 2012 โดยเป็นการเลือกจากทีมพอร์ทแลนด์ เทรเบรลเซอร์ ซึ่งต่อมาหลังจากได้เข้าสู่วงการบาสเกตบอลเอ็นบีเออย่างเป็นทางการแล้ว ด้วยความสามารถที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิดราวกับพรสวรรค์ เขาได้ทำให้มันถูกระเบิดออกมาตั้งแต่ในปีแรกอย่างเฉิดฉาย จนทำให้ได้รับรางวัลผู้เล่นหน้าใหม่ยอดเยี่ยมแห่งปี นับตั้งแต่ปีแรกที่เข้ามาเล่นในศึกเอ็นบีเอ นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่นอน

ความสามารถ พรสวรรค์ มาพร้อมกับความเชื่อที่อยู่ภายในจิตใจ โดย เดเมียน ลิลลาร์ด มีความเชื่อที่ได้ฝากเอาไว้กับศาสนาคริสต์ที่ตนเองนับถือมาอย่างช้านาน จึงได้นำข้อความที่มีความน่าสนใจในบทความของพระคัมภีร์หรือที่เรียกกันว่าพระวาจาของพระเจ้ามาสักลงบนร่างกายที่แขนด้านซ้าย ซึ่งข้อความที่ได้นำลงมาสักนั้นเป็นข้อความของบทสดุดีที่ 37 ที่ได้เขียนไว้ว่า เมื่อศรัทธาไม่ละเมิดผิด จิตใจปลูกฝังความสัตย์ซื่อ สิ่งปรารถนาจะบรรลุผล เป็นข้อความที่มีความหมายว่าหากบุคคลใดได้เลือกเส้นทางใดก็ตามที่ไม่อยู่ในความบาปผิดหรือกระทำผิดแล้ว พร้อมทั้งยังเต็มไปด้วยการใช้ชีวิตแบบซื่อสัตย์ในทุกการกระทำ ทุกสิ่งที่ได้ทำและทุก ๆ เรื่องเหล่านั้นจะทำให้ชีวิตประสบผลสำเร็จ และด้วยความหมายอันลึกซึ้งเหล่านี้ได้ถูกนำมาสถิตเป็นบทสอนรอยสักที่สลักตราตรึงไว้ให้เป็นหลักสำคัญในการใช้ชีวิตของเขา จึงทำให้ผลงานที่เกิดขึ้นในสนามศึกบาสเกตบอลเอ็นบีเอของเขาได้ถูกตราตรึงไปไว้ในหัวใจของทุกคนเช่นกัน

มีผู้เล่นมากมายที่มีความสามารถ แต่มีผู้เล่นไม่กี่รายเท่านั้นที่จะมีความเชื่อ ซึ่งลิลลาร์ดเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่เต็มไปด้วยความเชื่อเหล่านั้น จึงทำให้ความเชื่อได้กลับกลายมาเป็นพลังการเล่นที่ยอดเยี่ยมและแม่นยำจนสามารถทำแต้มได้สูงที่สุดในประวัติศาสตร์เอ็นบีเอในการแข่งขันเพียงเกมส์เดียว

 

สตีเฟน เคอร์รี่ สุดยอดราชา 3 แต้มของวงการบาสเกตบอลที่มีรอยสักชิ้นเอกเพียงแค่ชิ้นเดียวบนร่างกาย


การยิงสามแต้มเป็นการยิงระยะไกลที่ยากที่สุดในการแข่งขันกีฬาบาสเกตบอล เนื่องจากจะต้องใช้แรงส่งลูกที่มากขึ้นกว่าเดิมในการยิงจากเส้นเขตแดนไกล พร้อมทั้งยังต้องใช้แรงที่มากขึ้นในการควบคุมการส่งออกลูกไปยังห่วงอีกด้วย ดังนั้นมันไม่ง่ายเลยที่จะทำแต้มด้วยการยิงสามแต้มในระยะไกลเป็นตัวชี้ชะตา แต่สำหรับ สตีเฟน เคอร์รี่ แล้วการยิงสามแต้มสำหรับเขา เป็นการทำแต้มที่มีไว้เพื่อชี้ทุกโชคชะตา

สตีเฟน เคอร์รี่ หรือ เคอร์รี่ เป็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของอดีตนักบาสเกตบอลเอ็นบีเอชื่อดัง เดล เคอร์รี่ โดยได้เริ่มเล่นบาสเกตบอลอยู่บ้างในสมัยเรียนมัธยม จึงทำให้ไม่มีมหาวิทยาลัยที่มีชื่อในเรื่องของบาสเกตบอลที่ไหนให้ความสนใจในตัวเคอร์รี่ เมื่อทำการคัดตัวนักกีฬา เหตุผลเพราะว่าไม่ได้มีฝีมือโดดเด่นในเรื่องใหนนอกจากการยิงสามแต้ม พร้อมทั้งยังมีรูปร่างที่ผอมบางและไม่สูงนัก ดังนั้นเคอร์รี่ จึงได้เลือกมหาวิทยาลัย Davidson College ที่ไม่ได้มีชื่อเสียงในเรื่องของบาสเกตบอลและแชมป์บาสเกตบอลมหาวิทยาลัยตั้งแต่ปี 1969 แต่หลังจากนั้นเมื่อเข้าไปสู่ในระดับมหาวิทยาลัยเคอร์รี่ ได้ทุ่มเทในการเล่นบาสเกตบอลมากขึ้น จนสามารถเป็นผู้เล่นที่ทำสถิติคะแนนสูงสุดของมหาวิทยาลัยได้ถึง 2,635 คะแนน ยิงสามแต้มมากที่สุด 414 แต้ม และ ทำแต้มเกิน 30 แต้มได้ถึง 30 เกมส์ และเกิน 40 แต้มถึง 6 เกมส์ ซึ่งเป็นสถิติที่ไม่มีใครเคยทำได้มาก่อน จึงทำให้เข้าสู่วงการบาสเกตบอลเอ็นบีเอได้ในปี 2009 และได้กลายมาเป็นราชาสามแต้มแห่งวงการบาสเกตบอลเอ็นบีเอในปัจจุบัน

ทั้งการเล่นบาสเกตบอลและนิสัยส่วนตัวของ สตีเฟน เคอร์รี่ และการใช้ชีวิตส่วนตัวนอกสนามของเขาเปรียบได้กับการปฏิบัติแบบสุภาพบุรุษ จึงทำให้ในร่างกายของเขานั้นไม่ค่อยจะมีรอยสักในร่างกายสักเท่าไหร่ แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีเลย เพราะว่าในร่างของเขานั้นยังคงมีรอยสักอยู่หนึ่งรอยสักที่สำคัญ ซึ่งมีความหมายแทนสิ่งสำคัญในความรัก โดยในรอยสักที่ได้สักนั้นเป็นสัญลักษณ์ที่มีตัวอักษรว่า A ที่เป็นอักษรย่อชื่อภรรยาของเขาที่มีชื่อเต็มว่า Ayesha ซึ่งได้สลักจารึกไว้ที่นิ้วนางข้างซ้าย เป็นเครื่องหมายแทนแหวนแต่งงานวงจริง เนื่องจากกฎการแข่งขันของเอ็นบีเอนั้นห้ามไม่ให้ผู้เล่นคนใดส่วนแหวนหรือเครื่องประดับอื่น ๆ ในการแข่งขัน ดังนั้นรอยสักหนึ่งเดียวของเคอร์รี่ จึงเป็นสิ่งแทนใจของความรักที่มีให้ต่อภรรยาของเขาอย่างมากมาย

สำหรับภรรยาหรือผู้หญิงทั่วทั้งโลกแล้วคงเป็นเรื่องที่ดีใจไม่น้อยหากมีคนที่รักได้ทำแบบนี้ให้กับเธอ และรอยสักหนึ่งเดียวที่อยู่บนร่างกายของเคอร์รี่ นั้นเป็นการสักและการปฏิบัติที่เหมาะสมกับเจ้าของตำแหน่งราชาสามแต้มแห่งวงการบาสเกตบอลเป็นที่สุด