รอยสักเพื่อบันทึกระยะห่างจากเกียรติยศ ของเมาริซิโอ ปินิลลา

งานศิลปะบนเรือนร่างอย่างการสักนั้น ผู้นิยมการสักย่อมจะมีแรงบันดาลใจต่าง ๆ กันออกไป ไม่ว่าจะเป็นความสวยงามของลวดลาย ความชื่นชอบส่วนตัว ความประทับใจ แต่สำหรับเมาริซิโอ ปินิลลา เขาเลือกที่จะจารึกความผิดหวังของเขาไว้บนเรือนร่างตัวเอง เพื่อย้ำเตือนตัวเขาเองไปตลอดชีวิต

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2014 กับการแข่งขัน เวิร์ลด์คัพ ฉบับแซมบ้า บนแผ่นดินที่ได้ชื่อว่าประเทศแห่งฟุตบอลอย่างบราซิล ในการแข่งขันรอบ 16 ทีมสุดท้าย เป็นการพบกันระหว่าง 2 ทีมจากทวีปอเมริกาใต้ อย่างเจ้าภาพบราซิล เจอกับทีมชาติชิลี การแข่งขันในเวลาปกติ จบลงที่สกอร์ 1 ประตูต่อ 1 โดยบราซิลได้ประตูออกนำไปก่อนจาก ดาวิด ลุยซ์ และถูกชิลีตามตีเสมอจาก อเล็กซิส ซานเชส ซูเปอร์สตาร์ประจำทีม จึงทำให้ต้องมีการต่อเวลาพิเศษออกไปอีก 30 นาที การแข่งขันในช่วงต่อเวลาเป็นไปอย่างสูสีทั้งสองทีมผลัดกันรุกรับ และมีโอกาสทำประตูได้พอกัน แต่สกอร์ยังเสมอกันอยู่ที่ 1 ประตูต่อ 1 จนกระทั่งนาทีที่ 119 กว่า ๆ นาทีสุดท้ายของการต่อเวลา ปินิลลา พักบอลจากการเตะขึ้นมาของผู้รักษาประตู ก่อนทำชิ่งกับอเล็กซิส ซานเชส เข้าไปสับไกบริเวณหน้ากรอบเขตโทษ ลูกบอลพุ่งแรงชนิดที่เรียกว่า ฮูลิโอ เซซาร์ ผู้รักษาประตูบราซิลไม่มีสิทธิ์ป้องกัน แต่ทว่ามันกลับพุ่งไปชนคานเข้าอย่างจัง และหลังจังหวะนั้นของเขาก็จบเกมทันที และที่มันน่าเศร้ากว่านั้น คือทีมของเขาแพ้จุดโทษ ด้วยสุดยอดฟอร์มของเซซาร์ ที่เซฟจุดโทษได้ถึง 3 ลูก และหนึ่งใน 3 คนที่โดนเซฟ ก็มีชื่อเขาอีกเช่นกัน

ด้วยความผิดหวังครั้งนี้นี่เอง เมาริซิโอ ปินิลลา จึงให้ช่างสักจารึกเหตุการณ์ครั้งนี้ลงบนแผ่นหลังของเขา โดยสักเป็นภาพที่ไม่ต้องคิดตีความหมายใด มองแล้วเข้าใจได้ทันที เพราะรูปที่เขาสักนั้น เป็นรูปจำลองเหตุการณ์การยิงชนคานของเขา พร้อมข้อความ “One centimeter form glory” หรือ “ระยะห่างจากเกียรติยศ 1 เซนติเมตร” เพื่อสะกิดเตือนใจว่าครั้งหนึ่งเขาเคยเข้าใกล้ความสำเร็จเพียงใด เพราะถ้าหากเกมนั้นลูกยิงของเขา มุดลงต่ำกว่านั้นเพียงหนึ่งเซนติเมตร วิถีของลูกและเหตุการณ์ต่าง ๆ คงจะไม่เป็นเช่นนี้ และถ้ามันเป็นประตู แน่นอนว่าไม่มีเวลาให้คู่ต่อสู้อย่างบราซิล แก้ตัวเลยแม้แต่นิดเดียว และการโค่นบราซิล เข้ารอบบนแผ่นดินบราซิลเอง ย่อมจะเป็นเกียรติยศให้แก่ชีวิตนักฟุตบอลของเขาอย่างไม่ต้องสงสัย และเมื่อมันไม่เป็นแบบนั้น ความผิดหวังมันจึงมากมายมหาศาลเช่นกัน

เมื่อเวลาผ่านไปตามหน้าที่ของมัน ผู้คนต่างค่อย ๆ ลืมเลือนเหตุการณ์นั้นไป ไม่มีใครโทษเขา เพราะรู้ว่าเขาทำดีที่สุดแล้ว แม้แต่ลูกยิงลูกนั้นก็มีแต่คนชื่นชมและกล่าวถึงในทางที่ดี มีเพียงแต่ตัวเขาที่จะจำความผิดหวังนี้ไว้กับตัวเองไปตลอดชีวิต และมันจะสะกิดเตือนใจเขาไปตลอดว่า ครั้งหนึ่งเขาเคยอยู่ห่างจากเกียรติยศเพียงแค่เซ็นเดียว เท่านั้นเอง

อัลเบอร์โต้ โมเรโน่ กับเหล่าสัตว์มหัศจรรย์ของเขา

นักกีฬาหลายต่อหลายคน ที่หลงใหลในศิลปะการสัก ในกีฬาฟุตบอลเองก็แทบจะเรียกได้ว่าแทบจะมีรอยสักบนเรือนร่างของตัวเองแทบทุกคน มีมากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่ความชอบของแต่ละคน แต่ถ้าจะกล่าวถึงคนที่มีรอยสักเต็มร่างกายไปหมด ชื่อหนึ่งที่ต้องคิดถึง ต้องมีเขาคนนี้ อัลเบอร์โต้ โมเรโน่ อย่างแน่นอน

อัลเบอร์โต้ โมเรโน่ แบ็กซ้ายชาวสเปน เป็นที่คุ้นหน้าคุ้นตาของแฟนบอลบ้านเรา เพราะเขาคืออดีตผู้เล่นของทีมหงส์แดงลิเวอร์พูล ซึ่งปัจจุบันเล่นอยู่ในประเทศบ้านเกิด กับสโมสรบียาเรอัล นอกจากฟุตบอลแล้วสิ่งที่โมเรโน่รักคือการสักรูปต่าง ๆ ลงบนเรือนร่างของเขา แน่นอนว่าเขาสักรูปต่าง ๆ ไว้บนร่างกายเยอะมาก แต่วันนี้เราจะมาดูรอยสักรูปสัตว์แปลก ๆ ของเขา ซึ่งเป็นที่กล่าวถึงอย่างมาก ในแง่ของความแปลกประหลาด และสร้างความแปลกใจให้กับผู้คนที่เห็น

1.ลิงชิมแปนซี

นี่คือรอยสักล่าสุดของเขา การสักรูปลิงชิมแปนซี คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ถ้าลิงตัวนั้นไม่สวมแว่นตากันแดด ใส่เฮดโฟน ใส่สูท และยังถือปืนอีกด้วย โดยคาดว่าเจ้าตัวต้องการสื่อถึง see no evil, hear no evil, speak no evil, หรือการไม่เห็นสิ่งชั่วร้าย ไม่ฟังสิ่งชั่วร้าย และไม่พูดในสิ่งชั่วร้าย ซึ่งปกติจะเป็นรูปลิง 3 ตัว แต่เขาเลือกใช้ลิงเพียงตัวเดียว แล้วปิดตาด้วยแว่นกันแดด ปิดหูด้วยเฮดโฟน และปิดปากด้วยปลายกระบอกปืน นั่นเอง

2.แพนด้า

แน่นอนว่าแพนด้าของเขาต้องไม่ใช่เจ้าหมีตัวกลมขนปุยน่ารัก ๆ แบบที่เห็นทั่วไป เพราะแพนด้าของโมเรโน่ มันกำลังสูบไปป์ ใส่แว่นตาแบบข้างเดียว และสวมหมวกกลมทรงสูง หรือหมวกทรงกะลานั่นเอง

3.เสือดาว

รูปนี้โมเรโน่จับเอาเสือดาว อันเป็นสัตว์ที่ดุร้ายปราดเปรียว มาใส่ผ้ามัดหัวลายดอกซะหวานแหวว แทบไม่เหลือเค้าโครงของนักล่าผู้ปราดเปรียวเลย ดูไปแล้วรูปนี้เขาอาจจะสื่อถึงความดุร้ายเกรี้ยวกราดที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความงามของผู้หญิงก็เป็นได้

4.น้องหมาตัวโปรด

เขาได้สักรูปเจ้าอาลีน้องหมาตัวโปรดของเขา แต่เพื่อให้มันสมชื่ออาลี เขาก็เลยสักให้มันสวมนวมสำหรับชกมวย และอยู่ในท่าตั้งการ์ด

บรรดาสัตว์มหัศจรรย์ของเขา สร้างความประหลาดใจให้ผู้คนทุกครั้งที่มีการเปิดตัวพวกมัน และเสียงส่วนใหญ่มักจะออกไปในทางเดียวกันคือ มันคืออะไร เขาต้องการจะสื่ออะไร รวมไปถึงเขาจะสักรูปพวกนี้ไปเพื่ออะไร ทำนองว่าจะบ้าไปแล้วกระมัง แต่สิ่งที่ต้องยอมรับคือมันเป็นงานศิลปะที่สวยงาม และเต็มไปด้วยจินตนาการ ไม่เห็นจะต้องไปแคร์คำพูดใคร หรือทำให้คนทั้งโลกเข้าใจในรอยสักของเขา แค่มันสวยงาม เขาชื่นชอบ พอใจ และมีความสุขกับงานศิลปะของเขา แค่นั้นก็พอแล้ว คิดว่าอัลเบอร์โต้ โมเรโน่ คงอยากจะบอกแบบนี้แหละ

เดเล่ อัลลี่ กับรอยสักแห่งศรัทธาของผู้ไม่ยอมแพ้

เดเล่ อัลลี่ มิดฟิลด์ดาวรุ่งทีมชาติอังกฤษ ของสโมสรท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ เด็กหนุ่มวัย 23 คนนี้สร้างผลงานเป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาแฟนบอลทั่วโลกมาแล้ว ทั้งในนามทีมชาติและระดับสโมสร โดยเขาเป็นกำหลักหลักในแดนกลางให้กับทั้งสองทีม และยึดตำแหน่งตัวจริงได้อย่างเหนียวแน่น จะมีก็เพียงแค่อาการบาดเจ็บเท่านั้นแหละที่จะเบียดเขาจากตำแหน่งในทีมได้

เดเล่ อัลลี่เริ่มต้นอาชีพจากการเป็นเด็กปั้นของมิลตัน คีน ดอน ก่อนที่สเปอร์สจะดึงตัวเขามาร่วมทีมเมื่ออายุ 19 ปีด้วยค่าตัวเพียงแค่ 5 ล้านปอนด์ ถึงตอนนี้เขาลงสนามให้ทัพไก่เดือยทองไปแล้วถึง 149 นัด และทำประตูไปถึง 49 ประตู ส่วนในนามทีมชาตินั้น อัลลี่ติดทีมเยาวชนมาแล้วทุกชุด และตอนนี้เขาเล่นในทีมชุดใหญ่ไปแล้ว 37 นัด และทำได้ 3 ประตู

เดเล่ อัลลี่ คือหนึ่งในนักกีฬาที่ชื่นชอบในศิลปะการสักบนเรือนร่าง และรอยสักของเขาล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับความศรัทธาและการปลุกใจนักสู้ในตัวของเขาทั้งสิ้น เราลองมาดูว่ารอยสักบนร่างกายของเขามีอะไรบ้าง

1.เจ้าหนูแบมแบม รับเบิล ที่แขนซ้าย

แน่นอนว่ารูปนี้ไม่เกี่ยวกับศรัทธาหรืออะไรทั้งสิ้น แต่เจ้าตัวสักรูปนี้เพราะตัวเขามีชื่อเล่นเดียวกันกับตัวการ์ตูนจากเรื่องฟลินท์สโตน คือ “แบมแบม” เนื่องจากชื่อเต็ม ๆ ของเขาคือ แบมมิเดเล่ อัลลี่ นั่นเอง

2.รอยสัก LOSER-LOVER

ที่เหนือข้อศอกซ้าย อัลลี่สักตัวอักษรคำว่า LOSER โดยมีตัว V สีแดงทับอยู่บนตัว S ซึ่งสื่อความหมายได้ว่า จะเป็นที่รัก หรือไอ้ขี้แพ้นั่นเอง

3.รูปคิงส์กับควีน บนหัวไหล่ขวา

อัลลี่สักรูปคิงส์กับควีนที่อยู่บนไพ่ไว้ตรงหัวไหล่ โดยเจ้าตัวบอกว่า เวลาเล่นไพ่ถ้าเขาได้ไพ่สองใบนี้เขามักจะเป็นผู้ชนะเสมอ คงประมาณว่าถ้ามีไพ่สองใบนี้ไว้กับตัว เขาจะไม่มีวันพ่ายแพ้นั่นเอง

4.รูปพระเจ้ากับนางฟ้า

อัลลี่สักรูปพระเจ้ากับนางฟ้าไว้บริเวณท่อนแขนขวา สื่อถึงศรัทธาที่เขามีต่อพระผู้เป็นเจ้า ในศาสนาคริสต์

5.Psalm 23:4

บนทรวงอกด้านซ้าย อัลลี่สักข้อความสั้น ๆ อันสื่อถึงข้อความในไบเบิ้ล ซึ่งมีใจความว่า
“แม้ข้าพระองค์เดินผ่านหุบเขาเงาแห่งความตาย ข้าพระองค์จะไม่หวาดกลัวความชั่วร้ายใด ๆ เพราะพระองค์สถิตกับข้าพระองค์ พระองค์ทรงปกป้องและนำทางข้าพระองค์ ทำให้ข้าพระองค์สบายใจ” นั่นคือเขาต้องการจะบอกว่าเขาจะไม่เกรงกลัวคู่ต่อสู้หน้าไหนทั้งนั้น

แม้ว่ารอยสักบนร่างกายของเดเล่ อัลลี่ จะยังไม่ได้มากมากมายเท่าใครหลายคน แต่รอยสักของเขาล้วนเต็มเปี่ยมไปด้วยศรัทธา และเหมาะจะเป็นรอยสักของผู้ที่มีจิตใจแห่งความเป็นนักสู้ ไม่ว่าจะในหรือนอกสนาม ไม่ว่าคู่ต่อสู้จะเป็นใคร เขาจะลงไปสู้โดยไม่เกรงกลัวผู้ใด เมื่อเขามีทุกอย่างที่เขาเชื่ออยู่บนร่างกายของเขาเอง

Gabriel Jesus กับรอยสักแห่งความทรงจำ

ทุกวันนี้นักฟุตบอลกับรอยสักกลายเป็นของคู่กันไปเสียแล้ว นักเตะชื่อดังหลายต่อหลายคนเลือกใช้ศิลปะบนเรือนร่างเพื่อแสดงออกถึงรสนิยมของตนเอง นักเตะผู้รักครอบครัวมักแสดงออกด้วยการสักชื่อลูกหรือไม่ก็ภรรยา นักเตะที่เคร่งศาสนาก็มักจะเลือกสัญลักษณ์เกี่ยวกับคำสอนที่ตัวเองนับถือมาประดับร่างกาย และอีกไม่น้อยที่เลือกสักลวดลายกราฟิกเพื่อสนองอารมณ์ศิลปิน แต่สำหรับ “กาเบรียล เฆซุส” หนึ่งในนักเตะยุคใหม่ที่ชื่นชอบการสัก ลวดลายที่เลือกประทับลงบนร่างกายล้วนเป็นความทรงจำที่เขาต้องการให้ติดตัวไปตลอดกาล ซึ่งนี่คือที่มาของรอยสักอันแสดงถึงตัวตนของนักเตะแซมบ้ารายนี้

รอยสัก JD. Peri

เฆซุส เกิดและโตที่เมือง Jardim Peri ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเซา เปาโล ย่านที่เขาอาศัยอยู่ถือเป็นชุมชนแออัดที่หนาแน่นไปด้วยตึกอาคารบ้านเรือน แถมยังเต็มไปด้วยอบายมุข ยาเสพติด และอาชญากรรม แต่เด็กน้อยเฆซุสก็ก้าวข้ามสิ่งยั่วยุเหล่านั้นมาได้ด้วยการเล่นฟุตบอล

เฆซุสใช้เวลาในวัยเด็กส่วนใหญ่อยู่กับการเล่นฟุตบอลข้างถนนกับเพื่อน ๆ เขาไม่เคยกลัวการเผชิญหน้ากับคู่แข่งที่โตกว่า และยังเป็นคนออกหน้าเสมอเมื่อการเล่นฟุตบอลสร้างปัญหาให้กับเฟอร์นิเจอร์ของเพื่อนบ้าน อันเนื่องมาจากความคับแคบของสนาม ต่อมาเฆซุสได้เป็นส่วนหนึ่งในทีมเยาวชนของ Pequeninos do Meio Ambiente สโมสรฟุตบอลท้องถิ่นเมื่ออายุ 8 ขวบ ก่อนจะก้าวเข้าสู่ทีมเยาวชนของพัลไมรัส สโมสรชั้นนำของบราซิล ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้แฟน ๆ VWIN ได้รู้จักกับเขา จนกระทั่งได้ร่วมทีมระดับโลกอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ในที่สุด ภายหลังการเซ็นสัญญากับทีมเรือใบสีฟ้า เขาเดินทางกลับไปยังสโมสรแรกของเขาพร้อมกับรองเท้าสตั๊ด 250 คู่ เพื่อบริจาคให้กับเด็ก ๆ โดยหวังว่าพวกเด็กจะใช้มันก้าวตามความฝันและประสบความสำเร็จเช่นเดียวกับเขา

เฆซุสเลือกสักเกี่ยวกับเมือง Peri ไว้ที่แขนขวาด้านใน ด้วยภาพเด็กน้อยสวมหมวกรูปธงชาติบราซิลยืนหันหลังมองไปยังตึกสูง พร้อมข้อความว่า “JD. Peri” เพื่อระลึกถึงต้นกำเนิดของเขา โดยเขามักบอกกับคนอื่นเสมอว่ามาจากเมือง Peri รอยสักนี้จึงเป็นเครื่องย้ำเตือนว่าถึงแม้เขาจะจาก Peri มา แต่ Peri จะไม่มีวันจากเขาไปไหน

รอยสัก Vera, My Mother

เวร่า แม่ของเฆซุสถือเป็นบุคคลที่มีความสำคัญที่สุดในชีวิตของศูนย์หน้าบาซิเลี่ยน เนื่องจากพ่อได้ทิ้งแม่ไปตั้งแต่เขายังไม่คลอดและเสียชีวิตหลังจากนั้นไม่นาน แต่ด้วยการดูแลเอาใจใส่อย่างดีจากผู้เป็นแม่ ทำให้เฆซุสรอดพ้นจากสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยสิ่งชั่วร้ายมาได้ มีเพียงน้ำอัดลมเท่านั้นที่เขาหนีไม่พ้น

เฆซุสสนิทกับแม่ของเขามาก โดยทั้งคู่โทรศัพท์หากันเป็นประจำ ซึ่งเรื่องที่พูดคุยกันก็หนีไม่พ้นเรื่องฟุตบอล เฆซุสบอกว่าแม่ของเขาเข้าใจเกมฟุตบอลเป็นอย่างดี แถมยังบ่นถึงความผิดพลาดในสนามของเขาอยู่เสมอ ทำให้เมื่อยิงประตูได้เขาจึงแสดงท่าดีใจด้วยการชูมือเป็นรูปโทรศัพท์เพื่อสื่อสารไปถึงแม่ของเขาที่ชมการแข่งขันอยู่ หลังจากนั้นท่าดีใจนี้ก็ได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของเขา และมีชื่อเรียกว่า “Alo Mae” ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “สวัสดีครับแม่”

เฆซุสสักรูปใบหน้าแม่ไว้ที่บริเวณหัวไหล่ซ้าย ก่อนจะสักข้อความ Alo Mae พร้อมรูปมือทำสัญลักษณ์โทรศัพท์ในเวลาต่อมา เพื่อระลึกถึงผู้หญิงที่คอยให้การสนับสนุนเขามาตลอดชีวิต

รอยสัก Tininho

ตินินโญ่ เป็นทั้งเพื่อนร่วมทีมและเพื่อนที่ดีที่สุดของเฆซุส เมื่อสมัยที่ยังเล่นให้กับทีมเยาวชนของพัลไมรัส โดยตินินโญ่ถูกยิงเสียชีวิตเมื่ออายุ 16 ปี เฆซุสเล่าถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นว่าเป็นเรื่องยากมากที่จะทำใจ แต่เขาก็มั่นใจว่าพระเจ้าจะพาเพื่อนของเขาไปยังสถานที่ที่ดี

เฆซุสเลือกสักรูปใบหน้าตินินโญ่ตอนใส่แว่นบริเวณต้นขาขวา พร้อมข้อความที่ระลึกถึงเพื่อนผู้จากไป “นายจะเป็นส่วนหนึ่งในความทรงจำของฉันตลอดไป”

เมมฟิส เดอปาย รอยสักทำให้กลับสู่ฟอร์มอันโหดร้าย

แฟน ๆ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดหรือแฟนฟุตบอลพรีเมียร์ลีกคงจำเมมฟิส เดอปายศูนย์หน้าชาวเนเธอร์แลนด์ได้เป็นอย่างดี เดิมทีกองหน้าทีมกังหันลมผู้นี้เคยเป็นหนึ่งในดาวรุ่งที่น่าจับตามองที่สุดในยุโรป เขาแจ้งเกิดเต็มตัวกับทีมชาติเนเธอร์แลนด์ในฟุตบอลโลกปี 2014 ผลพวงจากฟอร์มอันโดดเด่นนั้นทำให้ไม่กี่เดือนต่อมาเขาได้สวมยูนิฟอร์มของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดสมใจโดยไม่รู้ตัวเลยว่านั่นคือจุดเริ่มของความขมขื่น

การเข้าไปเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดของตระกูลเกลเซอร์ถูกต่อต้านจากบรรดาเร้ด อาร์มี่มาตลอดและพวกเขาทราบดีว่าหากจะหยุดกระแสด้านลบนั้นต้องบริหารทีมให้ถูกใจบรรดาสาวกเท่านั้น การเอาใจแฟนบอลรูปแบบไหนคงไม่เอนเตอร์เทนเท่าการซื้อนักเตะชื่อดังเข้าสู่ทีมและเดอปายดาวเตะเนื้อหอมในขณะนั้นก็คือหนึ่งในชื่อที่ทำให้เสียงวิจารณ์ตระกูลเกลเซอร์ลดลง แฟนผีต้องการให้ทีมคว้านักเตะหนุ่มคนนี้จากพีเอสวี ไอน์โฮเฟ่นเพราะเห็นถึงศักยภาพที่จะยกระดับทีมได้ แถมเดอปายยังมีความกระหายในชัยชนะซึ่งเป็นคุณสมบัติที่นักเตะในทีมปีศาจแดงขาดหายไปแสนนาน ปีแรกที่ได้ลงสนามรับใช้ทีมดังจากเมืองแมนเชสเตอร์เขาโชว์ฟอร์มได้สมน้ำสมเนื้อในฐานะนักเตะดาวรุ่ง แต่พอเข้าสู่ปีถัดไปฟอร์มของปีกกล้ามแน่นก็ค่อย ๆ หายไปกับสายลมพร้อมกับอาการบาดเจ็บที่คอยรังควาน แฟนบอลปีศาจแดงที่เคยหนุนหลังต่างกลับกลายอยากให้ทีมปล่อยตัวเขาออกไปเพราะเห็นว่าพัฒนาการของเดอปายหยุดนิ่งอยู่กับที่และทีมต้องการนักเตะสำเร็จรูปที่ใช้ได้เลยมากกว่าต้องมาปลุกปั้นกันอีก สิริรวมแล้วลงสนาม 50 นัดทำไป 7 ประตูกับอีก 9 แอสซิสต์เป็นสถิติสุดจุ๋มจิ๋มของเดอปายตลอดสองปีกับแมนฯยูไนเต็ด

เดอปายไม่อยู่ในแผนของกุนซือผู้มาใหม่อย่างมูริญโญ่จึงถูกโละขายให้โอลิมปิค ลียงในฝรั่งเศส บนแดนน้ำหอมปีกตกอับได้ฉายแสงอีกครั้ง เพียงไม่กี่เกมในลีก เอิงเขาก็ปรับตัวได้และกลับมามีชื่อบนสกอร์บอร์ด จากนั้นไม่นานเดอปายก็ต้องได้รับบทศูนย์หน้าจำเป็นและเขาก็ไม่ทำให้ทีมผิดหวังแม้จะไม่ใช่ตำแหน่งธรรมชาติของเขาก็ตาม เจ้าหนุ่มจากฮอลแลนด์จัดการกระซวกตาข่ายอย่างโหดเหี้ยม กระหน่ำยิงอย่างไม่หยุดยั้งตลอดสามปีที่ค้าแข้งกับลียงเขาทำสถิติลงเล่นในลีก เอิง 89 นัดยิงไป 34 ประตูกับอีก 31 แอสซิสต์ การคัมแบ็กกลับสู่ฟอร์มโหดเช่นนี้สำนักข่าวจึงไม่รอช้าจับเจ้าตัวมานั่งสัมภาษณ์ว่ามีเคล็ดลับอะไรซ่อนอยู่ ศูนย์หน้าฟอร์มฮอตเลยได้โอกาสเปิดใจกล่าวถึงรอยสักที่เป็นเหมือนขุมพลังของเขาอย่างคมคาย

“รอยสักรูปใบหน้าสิงโตที่แผ่นหลังของผมมันคือผมเอง…ผมรู้สึกว่าตัวเองคือสัตว์ป่าที่ถือกำเนิดและเติบโตขึ้นในป่าที่เต็มไปด้วยภัยอันตราย สิงโตตัวนี้ต้องผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก ก้าวย่างเท้าลงบนผืนแผ่นดินอันขรุขระจนเท้าของมันเต็มไปด้วยบาดแผล และเมื่อผ่านสิ่งเหล่านั้นไปได้มันจะกลายเป็นราชาแห่งป่าและยืนหยัดอย่างภาคภูมิใจด้วยเท้าอันหยาบกระด้างของมันเอง”

หลังจากมีรอยสักรูปใบหน้าสิงโตเต็มแผ่นหลัง ทุกครั้งที่เมมฟิส เดอปายมองดูรอยสักสุดอลังการนั้นจากกระจกสะท้อนเขาจะให้คำมั่นกับตัวเองเสมอว่า ต้องกลับมาเป็นราชาบนฟลอร์หญ้าอีกครั้งด้วยสองขาของตัวเอง แม้หนทางจะยากเย็นก็ต้องอดทนฝ่าไปเช่นเดียวกับสิงโตที่เท้าของมันเต็มไปด้วยบาดแผล น่าเสียดายที่เมื่อรอยสักนี้เสร็จสมบูรณ์เป็นช่วงที่เขาต้องอำลาแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดไปซบอกลียงพอดี ไม่อย่างนั้นแฟนบอลแมนฯยูฯอาจจะได้เห็นเมมฟิส เดอปายระเบิดพลังแห่งราชสีห์อยู่ในสนามโอล แทรฟฟอร์ดจนถึงทุกวันนี้ก็เป็นไปได้

จอร์แดน เฮนเดอร์สัน การสักคือสิ่งที่พิเศษยิ่งกว่าการคว้าแชมป์

ในโลกฟุตบอลสมัยใหม่การคว้าแชมป์สักรายการไม่ใช่เรื่องง่ายเลย บรรดาทีมใหญ่ ทีมเงินถุงเงินถังอันเต็มไปด้วยผู้เล่นระดับซูเปอร์สตาร์ที่ทุ่มเงินนับร้อยนับพันล้านยูโรยังไม่สามารถการันตีได้ว่าทีมจะประสบความสำเร็จมีแชมป์ติดมือในแต่ละปี ยิ่งโดยเฉพาะฟุตบอลรายการยุโรปที่เต็มไปด้วยเสือ สิงห์ กระทิง แรดด้วยแล้วการกรุยทางสู่แชมป์ซึ่งมีทีมระดับบาร์เซโลน่า, เรอัล มาดริด, ยูเวนตุส, บาร์เยิร์น มิวนิค, ปารีส แซงต์ แชร์แมงและแมนเชสเตอร์ ซิตี้เป็นปราการขวางกั้นนั้นต้องบอกว่าแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่ทีมอื่น ๆ จะทะลุผ่านเข้าไปถึงรอบชิงหรือคว้าแชมป์มาครอบครอง

หงส์แดง ลิเวอร์พูลโชว์ให้ทุกทีมในยุโรปเห็นว่าหากมีพลังใจทุกสิ่งล้วนเป็นไปได้ พวกเขาประสบกับสถานการณ์แบบมิชชั่น อิมพอสซิเบิ้ลครั้งแล้วครั้งเล่าในฤดูกาลที่ผ่านมาแต่กลับผ่านสถานการณ์อันเลวร้ายเหล่านั้นได้ทุกครั้งอย่างน่าเหลือเชื่อ ผลงานขั้นเอกอุที่สุดคือสามารถพลิกนรกคว่ำบาร์เซโลน่าถึง 4-0 ในเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกรอบรองชนะเลิศทั้ง ๆ ที่นัดแรกพลาดท่าปราชัยในถิ่นคัมป์ นูไป 3-0 สรุปสองนัดทีมหงส์แดงเข้ารอบชิงด้วยสกอร์รวม 4-3 จากนั้นทุกคนคงทราบดีแล้วว่าพวกเขาสร้างเทพนิยายบทใหม่ขึ้นและทีมได้เถลิงแชมป์อย่างยิ่งใหญ่หลังจากเชือดท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ไปแบบสบาย ๆ ในรอบชิง

จอร์แดน เฮนเดอร์สันหรือกัปตัน “เฮนโด้” ของสาวกเดอะ ค็อปเป็นผู้ได้รับเกียรติให้ชูถ้วยบิ๊กเอียร์ในฐานะกัปตันทีม นอกจากจารึกชื่อของตัวเองในประวัติศาสตร์แล้วกัปตันรูปงามยังไม่ลืมจารึกความภาคภูมิใจลงบนแผ่นหนังของตัวเองด้วย ซึ่งถ้าเป็นนักเตะคนอื่นคงเป็นเรื่องธรรมดาแต่กับจอร์แดน เฮนเดอร์สันมันเป็นอะไรที่ยากกว่าการคว้าแชมป์เสียอีก กัปตันของเหล่าสเก๊าเซอร์เป็นหนึ่งในนักฟุตบอลที่มีความเป็นโอลด์แมนฉบับคนอังกฤษแท้ ๆ หนุ่ม ๆ สไตล์นี้ไม่นิยมการสักเลย เต็มที่ก็แค่ไว้หนวดเคราเพื่อเสริมบุคลิกเท่านั้น ที่เป็นเช่นนั้นก็เนื่องด้วยเหตุผลสารพัดทั้งเรื่องของเชื้อชาติ การเมืองและวัฒนธรรมถ้าให้อธิบายคงเขียนเป็นหนังสือปึกหนา ๆ ได้เลย เอาเป็นว่าสรุปง่าย ๆ คือเกรงจะดูไม่สุภาพ ดูไม่เป็นผู้ดี ชอบร่างกายที่เกลี้ยงเกลาสะอาดสะอ้านมากกว่า หนุ่มอังกฤษแบบนี้ไม่ได้มีแต่เฮนโด้เท่านั้นเอาแค่ในทีมชาติอังกฤษก็มี แฮร์รี่ เคน, แฮร์รี่ แม็คไกวร์, เอริค ดายเออร์ เป็นต้น อิงลิชชนที่มีความเป็นโอลด์แมนเหล่านี้จะมีความสำรวมยึดถือเรื่องมารยาทและทรงผมเรียบแปล้แทบไม่กระดิก จะเรียกว่าหัวโบราณหน่อย ๆ ก็ว่าได้ ดังนั้นการมีรอยสักบนเรือนร่างจึงไม่ต่างจากการทำผิดประเพณี ถ้าไม่สำคัญจริง ๆ  ไม่ใช่วาระพิเศษจริง ๆ หัวเด็ดตีนขาดพวกเขาไม่มีวันเดินเข้าร้านสักแน่นอน

หลังจากคว้าแชมป์เจ้าตัวจึงลงทุนบินลัดฟ้าสู่เมืองลอส แองเจลิสประเทศสหรัฐอเมริกาตรงดิ่งไปหาทอมมี่ มอนโตย่า ช่างสักท้องถิ่นในนครดาราลงหมึกให้ เฮนโด้ให้ช่างสลักลายรูปถ้วยยุโรปลงที่หน้าขาด้านซ้ายลงวันที่ 01/06/19 กำกับไว้ด้วย แต่กระนั้นรอยสักนี้ก็ไม่ใช่ศิลปะบนเรือนร่างชิ้นแรกของเขา เฮนโด้เคยให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า “ผมไม่เคยมีความคิดที่จะสักเลย แต่พอลูกทั้งสองของผมถือกำเนิดความคิดของผมก็เปลี่ยนไป” เขาสักวันเดือนปีเกิดของลูก ๆ ลงบนร่างกายซึ่งเราจะไม่เฉลยหรอกนะว่าพ่อหนุ่มขี้อายแสนถ่อมตัวผู้นี้ซ่อนมันไว้ส่วนไหนในร่มผ้าอีก

การสัก Passion แห่งสีสันบนเรือนร่าง ที่หลายคนโนแคร์แม้จะถูกมองในแง่ลบ

ในบริบทในสังคมไทยปัจจุบันมีค่านิยมที่เปลี่ยนแปลงจากเดิมพอสมควรในหลาย ๆ เรื่อง ประเด็นหนึ่งที่หลายคนมองข้ามไปก็คือ เรื่องของการ “สัก” หากเราเดินไปตามแหล่งท่องเที่ยวแนวสตรีทในช่วงเย็นย่ำ หลายแห่งเลยทีเดียวที่เราจะเห็นร้านรับบริการสักลายบนเรือนร่างเปิดให้บริการกันอยู่เต็มไปหมด ภายในร้านก็มักจะมีช่างสักฝีมือดีอยู่ไม่เกิน 3 คน บางร้านก็มีแค่คนเดียวด้วย เรารับรู้กันดีว่าการสักนั้นเป็นรสนิยมส่วนบุคคล แต่โดยภาพรวมใหญ่ของสังคมไทยลึก ๆ แล้วก็ยังไม่ยอมรับหรือรู้สึกในแง่ลบต่อการสักลายบนเรือนร่างอยู่ดี หลายคนเคยบอกว่า เมื่อเห็นคนมีรอยสักมักจะทำให้รู้สึกถึงนักเลง ขี้คุก คนติดยา หรือสื่อไปให้เห็นถึงความรุนแรงและสกปรก แต่เรื่องนี้น่าแปลก ถ้ารอยสักแบบเดียวกันไปปรากฏอยู่บนร่างกายของคนดัง หรือ นักกีฬาดังมืออาชีพ ความรู้สึกของผู้คนกลับเปลี่ยนไป

เมื่อนักกีฬาดังสัก คนไม่ยักกะรังเกียจ

ย้อนกลับไปในกีฬาโอลิมปิก 2016 ที่ริโอเดจานาโร ประเทศบราซิล มีนักกีฬาหลายคนสร้างชื่อเสียงตนเองให้เป็นที่รู้จักกันจนถึงทุกวันนี้ด้วยการเผยรอยสักในร่างกายของตนเองไปพร้อม ๆ กับฝีมือในการแข่งขันกีฬา แน่นอนว่าทักษะและศักยภาพในด้านกีฬาเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เขาโดดเด่นขึ้นมา แต่ปัจจัยเสริมอย่างรอยสักที่ดูสะดุดตาและมีเสน่ห์ก็เป็นสิ่งที่ช่วยกระตุ้นให้แฟน ๆ กีฬาจดจำพวกเขาได้ดียิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น Daniel Jason Lewis นักมวยสากลสมัครเล่นชาว Australia ก็สร้างความรู้สึกสะดุดตาให้กับแฟน ๆ กับรอยสักเต็มร่างกาย ที่ดูจะเป็นที่พูดถึงมากที่สุดก็คือ รอยสักรูปจิงโจ้ที่มีการสวมนวมทำท่าทางชกมวยอยู่ หรืออย่าง Ignacio Perrin นักมวยสากลสมัครเล่นชาว Argentina ที่มาเต็มกับรอยสักที่แผ่นหลังรูปบุคคลสำคัญทั้งพระแม่มารี เชกูวาร่า ทำให้สะดุดตาแฟนมวยกันได้ดียามเขาถอดเสื้อ นักกีฬาเหล่านี้สร้างจุดเด่นของตนเองขึ้นมาจากรอยสักด้วยส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องน่าแปลกว่า คนกลับพูดถึงพวกเขาเหล่านี้ในแง่ที่ดี ไม่ได้รู้สึกรังเกียจหรือคิดถึงคนเหล่านี้ในแง่ลบเลย ทำไมเป็นเช่นนั้นล่ะ ก็เป็นเรื่องน่าแปลกใจเหมือนกัน

รอยสักจะลบหรือบวก อยู่ที่ใจคน

หากจะว่าไปแล้วรอยสักก็คงจะเหมือน ๆ เรื่องของการพนัน ที่มองได้ทั้งสองแง่ มีทั้งขาวและดำ อย่างในปัจจุบันเกิดเว็บไซต์พนันกีฬาในไทยเรามากมายหลายเว็บ รายหนึ่งในนั้นก็คือ เว็บไซต์ VWIN ที่ให้บริการรับเดิมพันทั้งกีฬาและเกมพนันสไตล์คาสิโน เว็บไซต์เหล่านี้ถ้าจะมองให้ดีแล้วก็แค่ธุรกิจอย่างหนึ่ง ที่เปิดเพื่อให้คนสนใจเรื่องพนันได้มาสนุกและมาบันเทิงกัน แต่ถ้ามองกันในแง่ลบมองเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องก็มองได้ รอยสักนั้นก็คงเป็นเรื่องลักษณะเดียวกัน ไม่ว่าจะอยู่บนร่างกายของใครส่วนไหน จะอยู่บนเรือนร่างของคนหนุ่มคนสาว คนผอมคนอ้วน คนธรรมดาทั่วไป หรืออยู่บนร่างกายของนักกีฬาคนดัง ถ้าใจคนมองคิดว่าเรื่องสักเป็นเรื่องแง่ลบรอยสักไปอยู่กับใครก็มองว่ามันไม่สวยอยู่ดี แต่ถ้าคนมองบวกมองยังไงก็รู้สึกว่ามันสวยงาม แน่นอนส่วนตัวนักกีฬาหรือคนที่มีรอยสักในตัวนั้น ทุกคนมองว่ารอยสักเป็นเรื่องของ Passion เป็นงานศิลป์อย่างหนึ่งที่น่าหลงใหล ใครจะมองอย่างไรมันไม่สำคัญ ขอเพียงสิ่งนั้น ๆ เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจทำให้พวกเขามีพลังที่จะก้าวต่อไปในชีวิตบนเส้นทางของตนเองก็เพียงพอแล้ว เรื่องแบบนี้อยู่ที่ใจคนมองมันห้ามกันไม่ได้หรอกเนอะ

รอยสักเป็นเรื่องของรสนิยมส่วนบุคคล บางคนมองว่ามันคือการแสดงออกในแง่ลบ ส่วนบางคนมองว่ามันคือความน่าหลงใหล แล้วคุณล่ะมองศิลปะบนเรือนร่างนี้ในแง่ไหน ถามใจดู

พระเจ้าชื่อซลาตัน กับยันต์ไทยชื่อพระเจ้า

ซลาตัน อีบราฮีมอวิช อาจจะไม่ได้เป็นนักฟุตบอลที่เก่งกาจที่สุดในโลก แต่เขาก็อาจจะอยู่เหนือนักฟุตบอลทุกคนบนโลกในนี้แทน เพราะเขาคือ “พระเจ้า”

ในวงการฟุตบอลแล้วผู้ชนะนั้นอยู่บนยอดพีรามิดของการแข่งขัน และมันก็มีพื้นที่ให้แค่บางทีมเท่านั้นที่ไปถึง แต่จะว่าอย่างไรดีล่ะ? ซลาตันคือนักฟุตบอลที่ใช้ช่วงเวลาแบบผู้ชนะมาตลอด โดยตั้งแต่ปี 1996  ที่เขาเริ่มต้นเล่นฟุตบอลอาชีพกับสโมสรมัลโม่ในสวีเดนจนถูกสนใจดึงตัวไปเล่นในฮอลแลนด์ในปี 2001 ซึ่งนั้นก็อีกหลายทีมในหลายประเทศของยุโรป จากวันนั้นไปจนถึงปี 2016 เขากวาดแชมป์เป็นว่าเล่น โดยมีเพียงแค่สามฤดูกาลเท่านั้นที่ซลาตันไม่ได้แชมป์อะไรติดไม้ติดมือ

ซลาตันจัดการคว้าแชมป์ลีกสูงสุดในประเทศ 13 ครั้งใน 15 ฤดูกาล ด้วยการลงเล่นให้อาแยกซ์ในฮอลแลนด์, อินเตอร์ มิลานและเอซี มิลานในอิตาลี, บาร์เซโล่น่าในสเปน, ปารีส แซงต์ แชร์กแมงในฝรั่งเศส เขาพลาดการคว้าแชมป์ที่อังกฤษกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในฤดูกาล 2016/2017 แต่ก็ยังเจ๋งพอที่จะคว้าแชมป์ยูโรป้า ลีกในฤดูกาลนั้นแทน

ยอดนักเตะสวีเดนมักมีภาพรอยสักมานำเสนอ เขาเคยพูดว่าตนเองเป็นพวกเสพย์ติดการสักบนเรือนร่างอย่างแน่นอน โดยเขาเขียนมันไว้ในหนังสือ “I’m Zlatan” พร้อมเหตุผลว่านอกจากคุณค่าทางใจแล้วมันยังเป็นแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ในการเดินไปข้างหน้าของเขาด้วย แต่ใครจะรู้ความจริงว่าในตอนแรกซลาตัน อีบราฮีมอวิชแอนตี้การสักหมึกลงบนร่างกายยิ่งกว่าอะไรทั้งสิ้น แต่เมื่อเขาเริ่มต้นสักครั้งแรก มันก็มีครั้งที่สอง ครั้งที่สามและเรื่อยมาจนปัจจุบัน

21 มกราคม 2018 ซลาตันปรากฏตัวในสนามซ้อมของสโมสร พร้อมภาพสิงโตเต็มหน้าอยู่บนแผ่นหลัง เขากล่าวถึงที่มาของมันด้วยปรโยคว่า “เมื่อข้าลงสนาม ข้าคือราชสีห์” มันกลายเป็นที่ฮือฮาอย่างมากบนโลกโซเชียล แต่ก่อนที่แผ่นหลังของซลาตันจะมีรูปสิงโตอย่างงดงาม และลวดลายอื่น ๆ ช่วงต้นเขาเคยสักรูปยันต์ ซึ่งเป็นความเชื่อแบบศาสนาพุทธ ทั้งที่พ่อของเขาเป็นมุสลิมและแม่เป็นคาธอลิกแท้ ๆ ซึ่งทั้งสองยันต์ที่ว่าก็ถูกสืบค้นหาว่ามันคือยันต์อันใด และมีอานุภาพอย่างไร

ยันต์แรกอยู่บริเวณด้านหลังของไหล่ขวา อ้างอิงตามตำราพระคัมภีร์ยันต์ 108 พิสดารแล้ว มันคือยันต์พระเจ้าเข้านิโรธ ยันต์ที่มีพุทธคุณในการป้องกันภยันอันตรายและแคล้วคลาด ส่วนอีกยันต์สักไว้กลางแผ่นหลัง เรียกว่ายันต์ปัญจมุขี หรือยันต์เทวดาห้าหน้า หรือยันต์พระเจ้าห้าพระองค์ ซึ่งแทนธาตุทั้งห้าอันได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟและไม้ โดยยันต์นี้เด่นในเรื่องแคล้วคลาดเช่นกัน และป้องกันอริศัตรูทำร้าย แน่นอนว่าสำหรับคนไทยที่มีความเชื่อเรื่องอิทธิฤทธิ์ของยันต์ เราต่างสักมันด้วยความเชื่อและศรัทธา แต่ในเรื่องนี้ไม่มีใครยืนยันได้ว่าซลาตันเลือกที่จะสักมันตามความเชื่อ ความศรัทธาเหมือนคนไทย แต่มันก็น่าจะเป็นเช่นนั้น

ปัจจุบันซลาตันย้ายมาเล่นให้แอลเอ แกแลคซี่ สโมสรในสหรัฐอเมริกา เขาทำผลงานได้ดีพอใช้และยกตัวเองขึ้นเป็นพระเจ้าของแฟนบอลได้อย่างน่าทึ่งอีกครั้ง ขณะที่สิงโตบนแผ่นหลังก็ค่อย ๆ ถูกเก็บรายละเอียดจนครอบคลุมตั้งแต่คอลงไปจนทั่ว แต่ริ้วรอยของยันต์บนหลังได้รับการซ่อนไว้ในภาพสิงโตอย่างแนบเนียบ

เจ อาร์ สมิธ ผู้เปลี่ยนรอยสักให้กลายเป็นเงินตรา

ในวงการเกมยัดห่วงอย่างบาสเกตบอลเอ็นบีเอในยุคปัจจุบันนี้ ไม่มีใครที่ไม่รู้จักนักบาสเก็ตบอลที่มีนามว่า เจอาร์ สมิธ ผู้ซึ่งเป็นมือยิงสามแต้มอารมณ์ศิลปินประจำทีม คลีฟแลนด์ คาวาเลียร์ส ทีมรองแชมป์ล่าสุดของ เอนบีเอ ปี 2018 และยังเป็นผู้เล่นบาสเก็ตบอลที่มีความชื่นชอบ จนถึงเกิดความหลงไหลในการสักเป็นชีวิตจิตใจ จนทำให้ร่างกายเต็มไปด้วยรอยสักที่สวยงามมากมายรอบตัว

โดยในอดีตนั้น เจอาร์ สมิธ ได้เล่นบาสเก็ตบอลให้กับทีมโรงเรียน Saint Benedict’s Preparatory School ในรัฐนิวเจอร์ซี่ย์ จนกระทั่งในปี 2004 ได้ทำการลาออกจากโรงเรียนเพื่อมาเข้าสู่วงการบาสเก็ตบอลเอ็นบีเอด้วยการดราฟท์ค้นหาตัวผู้เล่นหน้าใหม่ของเอ็นบีเอในปีนั้น และด้วยฝีไม้ลายมือในการการยิงสามแต้มที่หาตัวจับได้ยาก ทำให้ทีม New Orleans Hornets หรือทีม New Orleans Pelicans ที่เป็นชื่อใหม่ในปัจจุบัน ได้เลือกผู้เล่นมือฉกาจหน้าใหม่รายนี้เข้าเข้าร่วมทีม ซึ่งต่อมาภายหลังได้กลายไปเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ได้แชมป์เอ็นบีเอกับทีม คลีฟแลนด์ คาวาเลียร์ ในปี 2016

นอกจากเรื่องฝีไม้ลายมือในวงการบาสเก็ตบอลเอ็นบีเอที่ทุกคนได้ยอมรับนับถือว่ายอดเยี่ยมแล้ว การออกแบบรอยสักที่คัดสรรมาสักไว้บนตัวก็ไม่แพ้กัน โดยรอยสักที่ เจอาร์ สมิธ ได้สักนั้นมีลวดลายหลากหลายรูปแบบที่เจ้าตัวเป็นคนออกแบบเองเกือบทุกรูปแบบทั่วร่างกาย แต่มีเพียงไม่กี่ลายเท่านั้นที่เป็นรอยสักที่เจอาร์ สมิธได้เลือกแบบมาจากที่อื่น ซึ่งหนึ่งในนั้นคือรอยสักรูปเสื้อสีแดงหมายเลข 23 ของ ไมเคิล จอร์แดน จากทีม ชิคาโก บูลส์ ที่เป็นสัญลักษณ์ของนักบาสที่เก่งที่สุดในโลกและในดวงใจของเขาพร้อมทั้งยังมีตราสัญลักษณ์ของแอร์ จอร์แดน อันโด่งดังร่วมอยู่ด้วย

นอกจากนี้เมื่อได้มองเห็นว่ารอยสักของตัวเองมีความสวยงามและโดดเด่นแล้วจึงได้ทำการนำแบบรอยสักบนร่างกายไปสกรีนลงบนเสื้อเพื่อจัดวางจำหน่าย โดยได้จัดวางจำหน่ายในราคา 35 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1,230 บาท ซึ่งผลลัพธ์ของยอดขายนั้นนับได้สูงถึง 35,000 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1 ล้าน 2 แสนบาท เท่ากับในการวางจัดจำหน่ายนั้น ขายเสื้อไปได้ถึง 1,000 ตัว

รอยสักบนร่างกายที่สวยงามสามารถเปลี่ยนแปลงกลายเป็นเงินตราราวกับเป็นงานชิ้นเอกของศิลปินวาดภาพที่แฝงไปด้วยพลัง แม้ เจอาร์ สมิธ จะเป็นนักกีฬานักบาสเก็ตบอลและไม่ใช่ศิลปินนักวาดภาพ แต่ในการเล่นกีฬาทุกแขนงนั้น ได้แฝงไปด้วยศาสตร์ของศิลปะที่ซ่อนอยู่ในลีลาและแผนการเล่น จึงทำให้ความเป็นศิลปินภายในตัวของ เจอาร์ สมิธ นั้นได้ส่งผลลัพธ์ออกมาในรอยสักให้เห็นได้อย่างคาดไม่ถึง

 

เลอบรอน เจมส์ ราชาเอ็นบีเอกับรอยสักที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหมาย


ผู้เล่นบาสเก็ตบอลที่เข้ารอบชิงชนะเลิศมากที่สุดในประวัติศาสตร์วงการบาสเก็ตบอลของยุคนี้ จะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากผู้ที่ได้รับฉายาว่า คิงส์ เจมส์ หรือในชื่อเต็มที่ทุกคนเรียกกันว่า เลอบรอน เจมส์ ผู้ซึ่งเป็นสุดยอดนักบาสเก็ตบอลที่มีฝีมือเก่งกาจและทรงพลังมากที่สุดคนหนึ่งในวงการบาสเก็ตบอลเอ็นบีเอ โดยนอกจากจะมีความสามารถในการเล่นบาสเก็ตบอลที่หาใครเทียมได้ยากแล้ว ยังมีรอยสักที่แฝงไปด้วยความหมายที่ยากจะมีใครเทียบได้อีกด้วย

จากเด็กน้อยในโรงเรียนมัธยม St. Vincent-St. Mary High School กลายมาเป็นนักบาสเก็ตบอลผู้ซึ่งอายุน้อยที่สุดในเอ็นบีเอ ที่สามารถทำแต้มได้สูงที่สุดถึง 40 แต้มในเกมส์การแข่งขันเพียงแค่เกมส์เดียวของฤดูกาลแรกที่ได้ลงแข่งขัน พร้อมทั้งยังได้รับรางวัลผู้เล่นหน้าใหม่ยอดเยี่ยมแห่งปีในปีเดียวกันนั้นอีกด้วย โดยในเวลาต่อมาได้กลายมาเป็นผู้สร้างสถิติใหม่ขึ้นมามากมายให้กับวงการบาสเก็ตบอลเอ็นบีเอ อีกทั้งยังได้วาดลวดลายของรอยสักที่มีความหมายบนร่างกายให้เป็นที่ชื่นชมทั่วไปทั้งโลก

รอยสักมากมายถูกลงมืออย่างประณีตไปทั่วเรือนร่างของราชาแห่งวงการบาสเก็ตบอลเอ็นบีเอ โดยในทุกลวดลายเหล่านั้นได้แฝงไปด้วยความหมายอันลึกซึ้งและเรียบง่าย ซึ่งเป็นเครื่องหมายเตือนใจให้นึกถึงเรื่องราวในชีวิตที่ผ่านมา อาทิเช่น รอยสักที่จารึกไว้ตรงหัวไหล่ขวาว่า GLORIA ที่เป็นชื่อของแม่ผู้ให้กำเนิดของ เลอบรอน เจมส์ เป็นการแสดงความรักและให้เกียรติที่มีต่อแม่ของเขา หรือที่ช่วงท่อนแขนขวาที่มีคำว่า Akron 330 ที่เป็นสัญลักษณ์หมายถึงรหัสพื้นที่ของบ้านเกิดตัวของเขา เพื่อให้ตัวเองได้ระลึกเสมอว่าเติบโตมาจากที่ใหนและในแบบใด รวมทั้งยังมีรอยสักที่มีความหมายว่า “What we do in life” และ “echoes in eternity” อยู่ที่แขนทั้งสองข้างเมื่อนำมาประกอบกันจะมีความหมายว่า ในชีวิตหากได้ทำสิ่งใดไปสิ่งนั้นจะเป็นเสียงสะท้อนไปตลอดกาล เป็นความหมายอันลึกซึ่งที่มาจากหนังดังของเรื่อง Gladiator เป็นต้น

เรื่องราวที่ประทับใจกับความหมายของคนที่สำคัญได้ถูกหล่อหล่อมด้วยหยดหมึกมาจารึกบันทึกความรู้สึกที่ดีไว้บนร่างกาย ซึ่งเป็นสิ่งที่เหมาะสมกับที่มาของผู้ที่ได้รับฉายาว่า คิงส์ เจมส์ ผู้ซึ่งได้หล่อหลอมฝีมือการเล่นบาสเก็ตบอลจากวัยเด็ก และได้ใช้ฝีมืออันเปี่ยมไปด้วยแสนยานุภาพนั้นปีนป่ายขึ้นมาในวงการบาสเก็ตบอล จนสามารถสร้างประวัติศาสตร์ที่ประสบความสำเร็จไว้มากมาย ราวกับได้จารึกรอยสักที่ไม่มีวันจะเลือนหายไปจากวงการบาสเก็ตบอลเอ็นบีเอ